โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่บ้านเท่านั้นที่รู้

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กลายเป็นอีกหนึ่ง "ศึกกฎหมายการเมือง" ที่ร้อนแรง หลังฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็น "จำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172

งานนี้ "ปกรณ์ นิลประพันธ์" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และเลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

จึงต้องออกมานั่งเล่า "วิวัฒนาการ" ของรัฐธรรมนูญไทยว่าด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตั้งแต่ปี 2540 มาจนถึงฉบับปัจจุบัน เพื่ออธิบายว่าเหตุใดรัฐบาลจึงมั่นใจว่า พ.ร.ก.กู้เงินรอบนี้ “ไม่หลุดกรอบ” และไล่เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญทีละยุคให้เห็นชัดๆ

เริ่มจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งถือเป็นยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยหลักการในเวลานั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเพียงว่าการออก พ.ร.ก.นั้นเกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” หรือไม่ แต่ไม่ได้ลงลึกว่า “เร่งด่วนจริงไหม” ยุคนั้นจึงมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งในรัฐบาล "ชวน" และ“ทักษิณ”

แต่เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 หลังรัฐประหาร 2549 แนวคิดเรื่องการใช้อำนาจฝ่ายบริหารถูก "ล็อกเข้ม" มากขึ้น จึงมีการเติมเงื่อนไขใหม่เข้าไป คือศาลสามารถตรวจสอบได้ทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่

ตรงนี้เองที่กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” รัฐบาลอภิสิทธิ์ เคยเจอมาแล้ว รอบหนึ่งกู้ผ่าน แต่อีกรอบต้องถอนเรื่องกลับ เพราะแรงกดดันเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้กู้เพื่อแก้น้ำท่วมใหญ่จะผ่าน แต่โครงการกู้ 2 ล้านล้านเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว กลับถูกโจมตีหนักว่า "อะไรคือความเร่งด่วน" จนกลายเป็นมหากาพย์การเมือง และเกิดวลีที่แพร่หลายว่า “ไปทำถนนลูกรังก่อนดีไหม”

จากนั้นรัฐธรรมนูญปี 2560 จึง "ถอยกลับ" ไปใช้แนวคิดใกล้เคียงปี 2540 อีกครั้ง คือเน้นดูเรื่อง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" เป็นหลัก

ส่วนเรื่อง "จำเป็นเร่งด่วน" ให้เป็นดุลพินิจของรัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นคนเห็นตัวเลข เห็นฐานะการคลัง และเห็นความเสี่ยงล่วงหน้ามากที่สุด นี่จึงเป็นที่มาของประโยคเด็ดจาก “ปกรณ์” ที่ว่า "กระทรวงการคลังเปรียบเหมือนแม่บ้านถือกระเป๋าตังค์อยู่ ตังค์ขาดไม่ขาด แม่บ้านจะรู้”

เป็นประโยคที่สะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลชัดเจนว่า คนที่รู้ดีที่สุดว่าควรกู้หรือไม่ คือ “คนถือกระเป๋า” นั่นเอง.

ช่างสงสัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...