โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เอกนิติ’ ปลื้มQ1ลงทุนจริงโตพรวด2.6แสนล้าน ชูยุทธศาส5Tปั้นอุตฯไทยดันจีดีพีพุ่ง3%ใน1-2ปี

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 16.47 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 09.47 น.

‘เอกนิติ’ ปลื้มไตรมาส 1/69 ตัวเลขลงทุน-FDI โตพรวด 18% คิดเป็นวงเงิน 2.6 แสนล้านบาท พร้อมชูยุทธศาสตร์ 5T ปลุกอุตสาหกรรมไทยโตแข็งแกร่ง หวังดันจีดีพี 1-2 ปี พุ่งแตะ 3%พลัส

13 พ.ค. 2569 - นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวในพิธีเปิดงาน ‘ซับคอนไทยแลนด์ อินเตอร์แมค และพลาสติกแอนด์รับเบอร์ไทยแลนด์ 2026’ ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ยังได้รับปัจจัยหนุนมาจากการลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ช่วยส่งเสริมการเติบโต โดยจากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เป็นการลงทุนจริงในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวถึง 18% คิดเป็นวงเงินราว 2.6 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสและก้าวข้ามสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ดีมาก การเร่งปลดล็อกกฎ กติกาผ่านโครงการ Thailand FastPass ทำให้เห็นชัดเจนว่าการลงทุนจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในระยะต่อไปได้

ทั้งนี้ มองว่าไทยยังต้องมีการปลดล็อกกฎ กติกาเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจริงอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งการเร่งดำเนินการตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ให้การเติบโตเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 3+ ได้อย่างที่ตั้งใจ ในระยะ 1-2 ปีหลังจากนี้ได้อย่างแน่นอน โดยการลงทุนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันการลงทุนผ่านบีโอไอ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25-30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด โดยหลังจากนี้รัฐบาลจะเร่งปลดล็อกกฎ กติกาที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีศักยภาพ และจะมีการติดตามผลทุกไตรมาส

“ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 อาจจะต้องรอจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แต่ตัวเลขการลงทุนจากบีโอไอ เห็นชัดแล้วว่าโตถึง 18% ตรงนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย จากการที่โลกตอนนี้ปั่นป่วน ดังนั้นทุกคนต้องการหาที่ปลอดภัย เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพราะความไม่แน่นอนวันนี้จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงจริงและรุนแรง จนมากระทบบริบททางเศรษฐกิจโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านการดำเนินธุรกิจ เพื่อคว้าโอกาสไปสู่การเติบโตในระยะต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว

โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจคว้าโอกาสจากเทรนด์การลงทุนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อให้กับธุรกิจและเอสเอ็มอีไทย ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. เทรนด์เรื่องดิจิทัลและ AI โดยภาครัฐต้องปรับ และภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน ด้วยการดึงดิจิทัลและ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพและทรานฟอร์มองค์กร 2. การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นสิ่งที่ต้องทำ และไม่มีทางเลือก แต่นี่จะเป็นทางรอดที่ชัดเจน เนื่องจากราคาพลังงานบีบให้ธุรกิจต้องไปสู่การเปลี่ยนผ่าน และมั่นใจว่าในอีกระยะจากนี้จะไม่ได้เห็นราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับต่ำแน่นอน ดังนั้นเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น การปรับตัว จึงถือเป็นโอกาสเดียวของวิกฤตครั้งนี้

“หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นวิวาทะทางการเมือง โดยมองว่าทำไมไม่รอ ผมบอกได้ว่าเรื่องนี้มันรอไม่ได้ นี่คือความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมาก ถ้าราคาน้ำมันยังเป็นอย่างนี้ ไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ เมื่อราคาน้ำมันพลังงานพุ่งปรี๊ดอีกครั้ง จะยิ่งกระแทกเราหนักกว่าเดิม ผมไม่อยากให้พูดว่าเรื่องนี้เป็นวิวาทะทางการเมือง เพราะทุกอย่างมันรอไม่ได้ เอกชนก็รอไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทั้งรัฐและเอกชนต้องช่วยกันในการเปลี่ยนผ่านให้ประเทศไทยไปสู่พลังงานสะอาด” นายเอกนิติ ระบุ

3. โครงสร้างประชากร เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังแรงงานน้อย ทำให้อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องแรงงานตกงานน้อยกว่าประเทศอื่นจากแรงกดดันของ AI และปัญหาสงครามตะวันออกกลาง แต่ไม่ใช่ว่าไทยจะรอดจากปัญหาแรงงานตกงานไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือการลงทุนในคน ด้วยการดึงดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยทำให้แรงงานของไทยเก่งขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยอาจจะต้องทำควบคู่การลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เหล่านี้จะทำให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านได้เร็ว

“สุดท้ายภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อคว้าโอกาส เราต้องทำทุกอย่าง เพราะเราไม่มีทางเลือกเราจึงจะชนะ คิดว่าวันนี้หลักที่ใช้ในการทำงานในปัจจุบัน ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจผ่านทั้งบีโอไอ สภาพัฒน์ และกระทรวงการคลัง ผ่านนโยบาย 5T คือ มุ่งเป้า (Targeted), การเปลี่ยนผ่าน (Transition), การปฏิรูป (Transform), ความโปร่งใส (Transparency) และการมีส่วนร่วม (Together) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านการลงทุน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศในระยะต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...