โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สู้วิกฤตน้ำมันขาดแคลน 'อนุทิน' ตามรอยยุคถนอม-สัญญา ใช้อำนาจ พ.ร.ก.จัดการเด็ดขาด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

รัฐบาลอนุทิน 2 ต้องใช้ทุกเครื่องมือรับภาวะวิกฤตน้ำมันขั้นสุด

ทั้งเครื่องมือทางการคลัง-การเงิน และล่าสุดคือ เครื่องมือทางกฎหมาย ใช้อำนาจการเมืองกดดันบริษัทเอกชน ตะล่อมให้ประชาชนยอมรับความจริง ใช้ชีวิตในภาวะวิกฤตแบบปกติใหม่ New Normal

เครื่องมือทางการคลังที่ฝังไว้ในคำประกาศของนายกรัฐมนตรี กำชับแน่นในนโยบายรัฐบาล แถลงต่อรัฐสภา ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่มีเงินเพียงพอที่จะอุดหนุน-ปกป้องประชาชนจากราคาน้ำมันไม่ปกติอีกต่อไป

ทั้ง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ตัดลดงบประมาณ มัดรวบยอดวงเงินไว้ได้ประมาณ 7 หมื่นกว่าล้าน แทรกอยู่ในระหว่างบรรทัดคำแถลงนโยบายแก้วิกฤตพลังงาน ระบุตอนหนึ่งว่า

“เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป”

“รัฐบาลจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ และจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษกลางดึก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตั้งใจประกาศต่อหน้า 35 รัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูน ไม่มีเวลาทดลองงาน พร้อมแจ้งความจำนงในการหาเงินกู้วิกฤตพลังงาน-วิกฤตศรัทธาทางการเมืองว่า

“รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐเพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือในการลดผลกระทบให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก”

รัฐบาลจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

“เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ส่งผลกระทบที่ส่งผลกระทบระดับโลก เรายอมรับความจริงและจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคี ความร่วมมือของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้”

ตัวแทนรัฐบาลส่งสัญญาณแรงชัดว่า “เงินที่จะอุ้มวิกฤตมีจำกัด แต่วิกฤตจะอยู่ยาว” เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 50%

ดังนั้น มาตรการที่รัฐจะออกแพ็กเกจต้องการให้ประชาชนปรับตัว คาดว่า สถานการณ์วิกฤตครั้งนี้จะยาวและใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกนาน แต่รัฐบาลไม่สามารถชดเชย-กู้เพิ่ม-ค้ำประกันได้ยาวนานเท่ากับห้วงเวลาแห่งความวิกฤตนี้

คําเก่าที่รัฐบาลก่อนเคยใช้กู้วิกฤตโควิด-19 ถูกนำมาใช้อีกครั้ง ขอให้ประชาชนปรับตัวให้ได้ ใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ New Normal ในวิกฤตน้ำมันขั้นสุด

ถัดจากเครื่องมือทางการคลัง หลังรัฐบาลมีอำนาจเต็ม เตรียมใช้ทุกกลไกอำนาจการเมืองบังคับใช้กฎหมายที่ทรงพลัง คือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ที่ใช้ครั้งแรกยุครอยต่อจอมพลถนอม กิตติขจร ถึงรัฐบาลพระราชทาน สัญญา ธรรมศักดิ์

ในเวลานั้น เกิดวิกฤตน้ำมันแพงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยต้องควบคุมราคาน้ำมัน, ปันส่วนน้ำมัน, กำหนดมาตรการประหยัดน้ำมัน ในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ประหยัดไฟ, จัดลำดับความสำคัญของกิจการที่ใช้น้ำมันดีเซล กำหนดเวลาเปิด-ปิดโรงภาพยนตร์และสถานบันเทิง

ห่างกัน 53 ปี บริบทการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง 2516 กับปี 2569 แทบไม่ต่างกัน เพิ่มเติมคือ สั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน หรือ work from home หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องจ่ายต้นทุนค่าเดินทาง

หลักการประกาศกฎหมายในยุครัฐบาลพระราชทาน ระบุว่า “โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ทวีสูงขึ้นเป็นลำดับ และน้ำมันดิบที่จะซื้อได้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นในประเทศไทย เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศ และความผาสุกของประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ดังกล่าวให้ทันต่อเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องมีอำนาจในการกำหนดมาตรการต่างๆ ได้โดยฉับพลัน ไม่จำเป็นต้องให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ แยกปฏิบัติการตามกฎหมายที่มีอยู่”

นำไปสู่การออกคำสั่ง-และมาตรการที่เข้มข้น

การใช้ พ.ร.ก.แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ในยุคอนุทิน 2 เริ่มออกตัวมาตั้งแต่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ยังดำรงสถานะเลขาธิการกฤษฎีกา เขาระบุว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวให้อำนาจนายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ตามที่จำเป็น เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติด้วย

ปกรณ์ระบุว่า หลักการกฎหมายนี้ครอบคลุมถึงการหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งใหม่ๆ ชดเชยแหล่งที่ขาดหายไป ไม่ใช่แค่การสำรองเพิ่ม การห้ามส่งออก การค้าขายน้ำมัน รวมถึงมาตรการสุดท้ายที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดอีก คือการปันส่วนน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก

อีกเครื่องมือที่จะใช้บริหารกลไกราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คือ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนในระหว่างการปรับตัวให้เข้าสู่โหมดน้ำมันแพง

ระหว่างที่อำนาจใน พ.ร.ก.ยังทำงานไม่เต็มที่ รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการขั้นแรกช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไปให้ปั๊มเปิด-ปิดขายน้ำมันบางชนิด ตามเวลาที่กำหนด กล่าวคือ ระหว่าง 22.00-05.00 น.ของทุกวัน จะปิดการขายน้ำมันดีเซล เบนซิน แต่จะเปิดขายเฉพาะน้ำมันเชื่อเพลิงทางเลือก มีส่วนผสมของไบโอดีเซล คือน้ำมัน B20 และน้ำมัน E20 เท่านั้น

นอกจากกฎหมาย-รัฐบาลอำนาจเต็มแล้ว นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกอาวุธทันทีที่เข้าทำเนียบรัฐบาล หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ได้ประกาศกลางดึกว่า จะดำเนินการกับพ่อค้าน้ำมันและรีดลดราคาหน้าโรงกลั่นในวันรุ่งขึ้น 2 บาท

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอธิบายกลไกการใช้อำนาจกำกับกลไกราคา ไม่ให้ค้ากำไรเกินควรว่า ราคาน้ำมันลดลงได้ หากไล่กวดเส้นทางน้ำมันกว่าจะถึงมือผู้บริโภค ส่วนแรกคือ ราคาน้ำมันขึ้น เพราะราคาตลาด และราคาขึ้นเพราะสถานะปัจจุบัน ใช้เงินกองทุนร่วมแบกรับภาระ ให้ราคาน้ำมันถูกลงสำหรับประชาชน แต่ไม่ใช่ไปแบกกำไรของโรงกลั่น

“สถานการณ์ปัจจุบันมีความผันผวนแปรปรวน ราคาน้ำมันสำเร็จที่สิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ แพงมากกว่าระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จึงทำให้ตัวเลขค่าการกลั่นสูงขึ้น และมีการแจ้งว่าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ”

เพื่อป้องกัน-ตัดไฟแต่ต้นลม ตัดความผิดปกติ ให้พ้นวงจรราคาน้ำมันแพง รมว.พลังงาน ขีดเส้น 2 มาตรการ คือ

1. ให้นำกำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นคืนกลับมาสู่รัฐ ไม่ใช่แค่เพียงยอดบริจาค แต่ต้องมีมาตรการอื่นด้วย

2. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานจะบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 กดราคาหน้าโรงกลั่นอีกทาง

“ในสถานการณ์แบบนี้โรงกลั่นต้องช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยสถานการณ์ความแปรปรวนทำให้น้ำมันสำเร็จที่มีน้อยและผลิตออกมาน้อย โรงกลั่นในประเทศมี 6 โรง กลับมาบีบให้คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง ดังนั้น ควรมาอยู่ในสถานะที่แฟร์ ซึ่งการที่โรงกลั่นอยู่ในประเทศไทย ถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่งในเวลาวิกฤต ก็ควรจะมาช่วยกัน”

วิกฤตพลังงานขั้นสุด หากรัฐบาลต้องการ “เอาให้อยู่” จำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจเต็มทางกฎหมาย ใช้บังคับปรับทิศทางให้กลไกตลาด-ราคากลับเข้าสู่ภาวะปกติใหม่ให้เร็วที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สู้วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ‘อนุทิน’ ตามรอยยุคถนอม-สัญญา ใช้อำนาจ พ.ร.ก.จัดการเด็ดขาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...