TDRI ผ่าทางรอดพลังงาน-ขนส่งไทย เลิกอุดหนุนเหวี่ยงแห ปฏิรูปทั้งระบบ
ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นและกดดันราคาพลังงานโลก ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงประเทศไทย ล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอแนะรัฐบาลใช้จังหวะวิกฤตเป็นจุดเปลี่ยน ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและขนส่งไทยครั้งใหญ่ โดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เลิกนโยบายอุดหนุนราคาทั่วหน้า และเปลี่ยนสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
บทความโดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน, ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ความผันผวนของราคาพลังงานไม่เพียงกระทบค่าครองชีพประชาชน แต่ยังบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มภาระการคลังอย่างมีนัยสำคัญ จึงเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนผ่านจากการ “อุดหนุนราคาทั่วหน้า” ไปสู่การ “ปฏิรูปโครงสร้าง” ผ่านยุทธศาสตร์ 2 ระยะ
ทีดีอาร์ไอเสนอให้ลดการพึ่งพา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ยังติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท และเปลี่ยนมาใช้การปรับราคาน้ำมันแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจปรับตัวได้ทัน พร้อมช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคขนส่งสาธารณะ และเกษตรกร แทนการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห
พร้อมกันนี้ เสนอให้เพิ่มความโปร่งใสในระบบพลังงาน โดยกำหนด เพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนและปริมาณสำรองน้ำมันต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันการกักตุนและสร้างความเชื่อมั่นในภาวะวิกฤต
ด้านไฟฟ้า เสนอให้อุดหนุนค่าไฟ 200 หน่วยแรก เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ควบคู่กับการใช้กลไกราคาตามช่วงเวลา (TOU) เพื่อลดการใช้ไฟช่วงพีก ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงราคาแพงในการผลิตไฟฟ้า
ภาคขนส่ง เสนอให้สนับสนุนเทคโนโลยีลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ออกมาตรการ “คนละครึ่ง” ค่าโดยสารรถประจำทาง และส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (WFH) ซึ่งหากทำได้ 3 วันต่อสัปดาห์ อาจช่วยลดการใช้พลังงานรวมของประเทศได้ราว 3-6%
พร้อมให้เร่งแก้คอขวดระบบราง ด้วยการจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้ากว่า 900 คัน เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการลดภาษีนำเข้า และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2% สำหรับผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุก
ในระยะถัดไป ทีดีอาร์ไอเสนอให้รัฐเดินหน้าสร้าง ตลาดพลังงานที่แข่งขันได้จริง โดยใช้แนวคิด “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” ผ่านมาตรฐาน Green Building และเปิดให้เอกชนเข้าถึงระบบสายส่งไฟฟ้า (Third Party Access) เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรง
ด้านความมั่นคงน้ำมัน เสนอให้ลดการผูกขาดในธุรกิจโรงกลั่น เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริง ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ และผลักดันการจัดตั้ง คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
ทีดีอาร์ไอยังชี้ว่า ความสำเร็จของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ได้วัดจากความสามารถในการ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับการวางรากฐานใหม่ให้ระบบพลังงานและขนส่งไทยมีความมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัย วิสัยทัศน์และความกล้าหาญทางการเมือง ในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ แม้อาจกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์บางส่วนก็ตาม