โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เศรษฐกิจไทยเสี่ยง "Stagflation" แค่ไหน — รับมืออย่างไร ใครรอด ใครไม่รอด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

สัญญาณอันตรายกำลังสะสมในระบบเศรษฐกิจไทย เมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับฉากทัศน์เศรษฐกิจปี 2569 ใหม่ทั้งหมด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลากยาวเกินหนึ่งเดือน กดดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง และดึงความเสี่ยงของภาวะ "Stagflation" เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นทุกที

ก่อนวิกฤตตะวันออกกลาง สศช. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2% ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อแทบไม่มีแรงกดดัน แต่ตัวเลขเหล่านั้นกำลังถูกเขียนทับด้วยฉากทัศน์ที่แย่ลงกว่าเดิมอย่างมาก

Stagflation คืออะไร และทำไมถึงน่ากลัวกว่าภาวะถดถอยทั่วไป

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI อธิบายให้เห็นภาพชัดว่า ปกติแล้วเศรษฐกิจจะวนอยู่ระหว่างสองขั้ว คือ "โตดี-ของแพง" กับ "หดตัว-ของถูก" ซึ่งรัฐบาลสามารถรับมือได้ไม่ยากนัก เพราะถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปก็กดดอกเบี้ยหรือลดรายจ่ายภาครัฐ ถ้าเศรษฐกิจหดตัวก็ทำตรงกันข้าม

แต่ Stagflation คือสถานการณ์ที่ "สองเรื่องเลวร้ายเกิดพร้อมกัน" นั่นคือเศรษฐกิจโตต่ำหรือหยุดโต ขณะที่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูง หากรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งเร่งเงินเฟ้อ แต่ถ้ากดเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ยก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก ทางออกจึงแทบไม่มีให้เลือก

ฉากทัศน์ 4 ระดับ กับความเสี่ยงที่ขยายตัวทุกวัน

สศช. วางกรอบการประเมินไว้ 4 ระดับ โดยแต่ละฉากทัศน์สะท้อนถึงความรุนแรงและระยะเวลาของสงครามในตะวันออกกลางที่แตกต่างกัน

ฉากทัศน์แรก หากสงครามกระจายตัวแต่สิ้นสุดภายในสองเดือน ราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยยังพอขยายตัวได้ 1.4% แต่เงินเฟ้อจะกระโดดขึ้นไปที่ 2.7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายปกติพอสมควร

ฉากทัศน์ที่สอง หากสงครามขยายวงและยืดเยื้อ 3-5 เดือน น้ำมันดิบจะแตะ 105-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียง 0.9% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นถึง 4.4% ซึ่งระดับนี้เริ่มส่อเค้าของ Stagflation อย่างชัดเจน

ฉากทัศน์ที่สาม คือสงครามเต็มรูปแบบที่ยืดเยื้อ 6-9 เดือน ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นถึง 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยแทบไม่โตเลยที่ 0.2% และเงินเฟ้อแตะ 5.8% ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมากต่อผู้มีรายได้น้อย

ฉากทัศน์ที่สี่ คือกรณีเลวร้ายที่สุด เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างจีน รัสเซีย และยุโรปเข้าร่วมสงคราม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง การคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจใดๆ แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาหลายทศวรรษ

ระเบิดเวลา "กองทุนน้ำมัน" กับราคาดีเซลที่ซ่อนความจริงไว้

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่นักวิชาการเป็นห่วงมากที่สุดในบริบทของไทยโดยเฉพาะ คือโครงสร้างราคาน้ำมันที่ถูกบิดเบือนมาอย่างต่อเนื่อง จากกรณีรัฐบาลเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบอบ่างต่อเนื่อง

หากราคาน้ำมันดิบโลกยังทรงตัวเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง จนถึงจุดที่รัฐบาลอุดหนุนต่อไม่ไหว จะต้องปล่อยให้ราคาดีเซลสะท้อนความเป็นจริง ซึ่งอาจพุ่งขึ้นไปแตะ 60 บาทต่อลิตรในทันที

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคำนวณไว้ว่าการขึ้นดีเซล 14.3 บาทต่อลิตรนั้น จะผลักเงินเฟ้อทั่วไปให้สูงขึ้นถึง 4.56% และกดการบริโภคเอกชนลงกว่า 97,520 ล้านบาท ขณะที่ สศช. ประเมินว่าทุกๆ 1 บาทที่ดีเซลขยับขึ้น จะฉุด GDP ลงประมาณ 0.02% นั่นหมายความว่าหากดีเซลลอยตัว จะมีผลต่อ GDP อย่างมาก

ไทยอยู่ตรงไหน ถึงเส้น Stagflation แล้วหรือยัง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยชี้ว่า ขณะนี้ไทยยังไม่ตกอยู่ในภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบ แต่กำลังอยู่ใน "เขตอันตราย" อย่างชัดเจน โดยวางเกณฑ์การวินิจฉัยไว้ 4 ข้อ ได้แก่ การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อสูงเกินกรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น และเงื่อนไขทั้งหมดต้องเกิดพร้อมกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาสติดต่อกัน

ปัจจุบัน GDP ไทยขยายตัวได้เพียง 1.5% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ที่ราว 3% ส่วนเงินเฟ้อยังถูกมาตรการพลังงานของรัฐกดไว้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 4-5% ได้ในปีนี้ อัตราว่างงานโดยรวมยังต่ำราว 1% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดของโลก แต่ตัวเลขนี้อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด เพราะแรงงานในภาคนอกระบบและผู้ที่ถูกลดชั่วโมงทำงานจะไม่ถูกนับรวม

สรุปคือ ณ วันนี้ไทยยังไม่ถึงขั้น Stagflation เต็มรูปแบบ แต่กำลังเดินเข้าหามันอย่างช้าๆ และถ้าราคาพลังงานยังทรงตัวสูงต่อเนื่องอีก 3-4 เดือน ภาพจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ใครรอด ใครไม่รอด ถ้า Stagflation เกิดขึ้นจริง

สำหรับภาคธุรกิจ ผลกระทบจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและลักษณะของอุปสงค์

กลุ่มที่น่ากังวล ได้แก่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบสูง เมื่อราคาพลังงานขึ้น ต้นทุนจะถีบตัวขึ้นทันทีแต่ไม่สามารถส่งผ่านราคาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากสัญญาก่อสร้างมักมีราคาตายตัว

ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งก็เช่นกัน เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคจะหดตัวลงตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น อีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือธุรกิจที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ ซึ่ง สศช. เตือนว่าปัญหาการขาดแคลนจะเริ่มชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป รวมถึงธุรกิจขนส่งที่แม้จะได้รับการช่วยเหลือด้านเชื้อเพลิง แต่ต้นทุนรวมก็ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง

กลุ่มที่มีโอกาสรับมือได้ดีกว่า คือ ธุรกิจพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ธุรกิจสาธารณูปโภคที่มีรายได้แน่นอนและมักมีกลไกปรับราคาตามต้นทุน และธุรกิจเกษตรและอาหาร บางส่วนที่สามารถส่งออกได้จะได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

แผนรับมือส่วนบุคคล วางแผนการเงินอย่างไรในยุคนี้

สำหรับการบริหารการเงินส่วนบุคคล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. เตือนว่าภาครัฐต้องเริ่มสื่อสารให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการทบทวนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน รักษาสภาพคล่องในมือให้มากขึ้น และระวังการก่อหนี้ใหม่โดยเฉพาะดอกเบี้ยลอยตัวที่มีความเสี่ยงเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ส่วนนักลงทุน SCBAM แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในภาวะ Stagflation ไว้ชัดเจนว่าต้องเลิกยึดติดกับ Playbook แบบเดิมที่เน้นแค่หุ้นกับตราสารหนี้ เพราะในภาวะเช่นนี้ทั้งสองสินทรัพย์จะถูกกดดันพร้อมกัน ตราสารหนี้เสียหายเพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่หุ้นโดยรวมก็เสี่ยงเพราะกำไรบริษัทถูกกดดันจากต้นทุนสูง

สิ่งที่ควรให้น้ำหนักมากขึ้นในพอร์ตการลงทุนคือสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีที่สุด หุ้นในกลุ่ม Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมออย่างสาธารณูปโภค พลังงาน และสุขภาพ รวมถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่รายได้มักมีกลไกปรับตามเงินเฟ้ออยู่แล้ว

บทบาทของรัฐ ทำได้แค่ไหน

นายดนุชายอมรับว่าในสภาวะนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก มาตรการที่เหมาะสมกว่าคือการช่วยแบกรับค่าครองชีพเพื่อหล่อเลี้ยงกำลังซื้อในระบบไว้ มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินให้เศรษฐกิจโต

ดร.นณริฏย้ำว่ากองทุนน้ำมันควรเป็นเพียง "เครื่องมือพยุงราคา" เพื่อให้การปรับขึ้นเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กดราคาไว้ตลอด เพราะจะกลายเป็นภาระการคลังระยะยาวและบิดเบือนกลไกตลาด แนวทางที่ดีกว่าคือการเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาในภาพรวมมาเป็นการช่วยเหลือแบบตรงจุดที่กลุ่มเกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้รับความช่วยเหลือจะต้องไม่ส่งผ่านต้นทุนให้ผู้บริโภคปลายน้ำ

ณ วันนี้ไทยยังไม่ใช่ Stagflation แต่กำลังเดินเข้าหาจุดนั้นอย่างไม่หยุด ตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินว่าสถานการณ์จะไปทางไหนคือระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาพลังงานในประเทศอย่างชาญฉลาด ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากต้องเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คลื่นจะซัดเข้าฝั่งจริงๆ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...