โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ ยื่นคำขาดอิหร่านเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ใน 48 ชม. ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 มี.ค. เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. เวลา 03.00 น.

ทรัมป์ ประกาศมาตรการตอบโต้ทางทหารขั้นสูงสุด มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้าทั่วประเทศหากการเดินเรือในจุดยุทธศาสตร์ยังถูกปิดกั้น สถานการณ์ทวีความรุนแรงหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลถล่มฐานทัพร่วมดีเอโก การ์เซีย กระทบความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงระดับโลก ตัวเลขความสูญเสียพุ่งสูงต่อเนื่อง ขณะที่กรุงปารีส-เบอร์ลิน-โรม ตกอยู่ในระยะข่มขู่ของแสนยานุภาพทางอากาศรุ่นใหม่จากเตหะราน

22 มีนาคม 2569 –รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเส้นทางการค้าโลก ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยกระดับมาตรการกดดันขั้นสูงสุดต่อรัฐบาลอิหร่าน โดยการออกคำสั่งคำขาด (Ultimatum) ให้มีการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบภายในกรอบเวลา 48 ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งเน้นการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวของประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อคืนวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนถึงเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กองทัพสหรัฐฯ จะดำเนินการหากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง

"หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ภายใน 48 ชั่วโมงนับจากเวลานี้ สหรัฐอเมริกาจะโจมตีและทำลายล้างโรงไฟฟ้าแห่งต่าง ๆ ของอิหร่าน โดยจะเริ่มจากแห่งที่ใหญ่ที่สุดก่อน!"

การประกาศท่าทีแข็งกร้าวในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (U-turn) ทางนโยบายต่างประเทศ เนื่องจากก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน สหรัฐฯ มีสัญญาณที่อ่อนตัวลงต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน รวมถึงกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ เพื่อลดแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกและพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนจนเกินไป

ด้านนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาปฏิบัติการ โดยระบุว่าประธานาธิบดีและกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ได้ประเมินระยะเวลาในการดำเนินภารกิจทางทหารในครั้งนี้ไว้ที่ประมาณ 4–6 สัปดาห์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้

ในส่วนของสถานการณ์ทางทหารในพื้นที่ ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลระบุว่า กองกำลังอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลจำนวน 2 ลูก ซึ่งมีรัศมีการทำลายล้างไกลถึง 4,000 กิโลเมตร มุ่งเป้าไปยังฐานทัพร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษ ณ เกาะดีเอโก การ์เซีย บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็นการใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาคมโลก เนื่องจากเป็นการขยายวงกว้างของภัยคุกคามออกไปนอกเขตตะวันออกกลาง โดยผู้บัญชาการทหารอิสราเอลให้ความเห็นเชิงวิเคราะห์ว่า แม้การโจมตีครั้งล่าสุดจะไม่ได้มีเป้าหมายที่ตัวประเทศอิสราเอลโดยตรง แต่พิสัยทำการของขีปนาวุธดังกล่าวครอบคลุมถึงเมืองหลวงสำคัญในยุโรปหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งล้วนตกอยู่ในสภาวะความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามในทันที

สำหรับสถิติความสูญเสียเชิงมนุษยธรรมนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล มีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ฝั่งอิสราเอลได้รับรายงานผู้เสียชีวิตจากการตอบโต้ของอิหร่านรวม 15 ราย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าหากสถานการณ์ยังไม่มีการลดระดับ (De-escalation) ภายใน 48 ชั่วโมงตามกำหนดการของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้วิกฤตการณ์พลังงานและค่าขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลกเข้าสู่สภาวะวิกฤตขั้นรุนแรง

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...