ยุคใหม่อสังหาฯ LPP เปิด ‘UP’ จากนิติฯ สู่ธุรกิจปั้นมูลค่าทรัพย์
เทรนด์อาคารเก่าตอนนี้กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ของการเติบโต จะเห็นว่าปัจจุบันกลุ่มอาคารอายุ 10–20 ปี กำลังกลายเป็นความต้องการใหม่ของธุรกิจดูแลอาคาร เพราะเริ่มถึงช่วงที่ต้องซ่อมใหญ่ ทั้งลิฟต์ ระบบน้ำ สีอาคาร ไปจนถึงโครงสร้างต่างๆ อาคารกลุ่มนี้มีสะสมอยู่จำนวนมาก เลยกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีงานต่อเนื่องไปอีกยาว
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การซ่อมไม่ได้ทำแค่ให้ ‘ใช้ได้เหมือนเดิม’แต่เริ่มเป็นการ ‘ปรับให้ดีขึ้น’เพื่อแข่งกับโครงการใหม่ อาคารที่ดูแลสม่ำเสมอจะยังปล่อยเช่าได้ ราคาไม่ตก และยังน่าอยู่ ขณะที่อาคารที่ปล่อยโทรมจะเสียเปรียบชัดขึ้นเรื่อยๆ
‘สุรวุฒิ สุขเจริญสิน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัดเล่าว่า การขยายโครงการใหม่ปีละ 20–30 แห่ง ก็ไม่ได้เน้นเอาเยอะอย่างเดียว แต่เลือกโครงการมากขึ้น โดยเฉพาะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Non-LPN (โครงการนอก) ที่ตั้งเป้าไว้เกิน 70% เพื่อขยายออกไปหาตลาดใหม่มากขึ้น กลุ่มหลักยังเป็นตลาดแมส ที่เจ้าของโครงการอยากได้ทีมมืออาชีพมาช่วยดูแลต้นทุน เพราะค่าไฟ ค่าบริการต่างๆ ยังมีแนวโน้มแพงขึ้น
นำมาสู่การประกาศเปิดตัวแบรนด์บริการใหม่ ‘UP’ ภายใต้แนวคิด Smooth Up Your Living ในฐานะ Master Service Brand โดยแบ่งออกเป็น 9 บริการ ได้แก่
1.LIVE UP : บริหารนิติบุคคลคอนโด-หมู่บ้าน ดูแลระบบ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัย
2.WORK UP : ดูแลอาคารสำนักงานและเชิงพาณิชย์ ให้ระบบพร้อมใช้งาน ลดการสะดุดของธุรกิจ
3.BOOK UP : บริการขาย-เช่าอสังหาฯ วางกลยุทธ์ เชื่อมทรัพย์สินกับโอกาสทางการตลาด
4.PLAN UP : ที่ปรึกษาและบริหารโครงการ คุมพัฒนา-ก่อสร้าง เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน
5.BUILD UP : รับเหมาก่อสร้าง ตกแต่ง ติดตั้งระบบ พร้อมควบคุมคุณภาพจนส่งมอบ
6.FIX UP : ซ่อมแซม-ปรับปรุงอาคารครบวงจร ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา
7.POWER UP : บริหารพลังงานและระบบอาคาร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และความยั่งยืน
8.SECURE UP : ระบบความปลอดภัยครบวงจร พร้อมควบคุมการเข้า-ออก และศูนย์ฉุกเฉิน 24 ชม.
9.CLEAN UP : บริการทำความสะอาดสำหรับทุกประเภทอาคาร ตามมาตรฐานเฉพาะของแต่ละธุรกิจ
การขยับครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาด Property Services ที่ไม่ได้ต้องการแค่ ‘ดูแลนิติบุคคล’ อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การบริหารทรัพย์สินแบบครบทั้งวงจร ภายใต้โครงสร้างใหม่ LPP จะทำหน้าที่เป็น Corporate Brand ส่วน ‘UP’ จะเป็นแบรนด์บริการหลักที่รวมบริการทั้งหมดไว้ใน Ecosystem เดียว
โดยบริการทั้งหมดถูกออกแบบให้ครอบคลุมการดูแลอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การบริหารนิติบุคคลที่อยู่อาศัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ไปจนถึงการดูแลอาคารสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่นไม่สะดุดธุรกิจ ควบคู่กับบริการขาย-เช่าอสังหาฯ ที่ช่วยเชื่อมทรัพย์สินกับโอกาสทางการตลาด
รวมถึงงานที่ปรึกษาและบริหารโครงการที่ดูแลตั้งแต่การพัฒนา ก่อสร้าง ไปจนถึงเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังมีบริการก่อสร้าง ตกแต่ง ซ่อมแซม และปรับปรุงอาคารให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ พร้อมทั้งการบริหารพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การดูแลระบบความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และบริการทำความสะอาดที่ได้มาตรฐานเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เพื่อให้ทุกมิติของอาคารถูกดูแลอย่างครบถ้วนในที่เดียว
ภาพรวมเลยเริ่มเห็นชัดว่า ธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นแค่ ‘ดูแลอาคาร’ แต่กำลังขยับไปสู่การ ‘ดูแลมูลค่า’ของทรัพย์สินมากขึ้น และคนที่ทำได้หลายอย่างในที่เดียว ก็มีแนวโน้มจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดนี้
“หากมองภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้จำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลง แต่ในมุมของธุรกิจบริหารอาคาร กลับไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก เพราะแม้ยอดขายจะชะลอ หรือมีบางโครงการที่ยังมีผู้อยู่อาศัยไม่เต็ม แต่อาคารที่สร้างเสร็จแล้วก็ยังต้องมีการดูแลและบริหารจัดการอยู่ดี ตั้งแต่ระบบพื้นฐาน ความปลอดภัย ไปจนถึงการดูแลส่วนกลาง ในมุมนี้ ความต้องการบริการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับจำนวนอาคารที่มีอยู่ในระบบ ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจลักษณะนี้ยังมีดีมานด์รองรับในระยะยาว”สุรวุฒิ สุขเจริญสิน อธิบาย
[ การขยับตำแหน่งในห่วงโซ่อสังหาฯ ]
ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจของ LPP ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ แต่เป็นการปรับบทบาทของธุรกิจ เพราะเดิมรายได้ของธุรกิจประเภทนี้มักผูกกับค่าส่วนกลางหรือค่าบริหาร
ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการเติบโต แต่เมื่อบริการถูกแตกออกเป็นหลายส่วน เช่น งานขาย-เช่า งานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง หรือพลังงาน รายได้ก็สามารถกระจายไปตามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเดียวกันได้มากขึ้น
พูดง่ายๆ คือ จากเดิมที่ดูแลแค่ ‘การอยู่อาศัย’กำลังขยับไปสู่การเกี่ยวข้องกับ ‘มูลค่าของอสังหาฯ’ในภาพรวม
อีกประเด็นที่ชัดคือ การขยายฐานลูกค้าไปนอกกลุ่ม LPN (บริษัทแม่) มากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า LPP กำลังพยายามลดการพึ่งพากลุ่มเดิม และเปิดเกมสู่ตลาดภายนอกเต็มตัว
ด้านรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 1,832 ล้านบาท และตั้งเป้าขยับขึ้นไปแตะ 2,200 ล้านบาทในปี 2569 โดยมองว่าโครงสร้างใหม่ภายใต้ ‘UP’จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก