โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธุรกิจเพลง-ภาพยนตร์โต หนุน จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ คว้ากำไร 405.9 ล้าน

The Bangkok Insight

อัพเดต 03 มี.ค. 2568 เวลา 15.33 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2568 เวลา 11.15 น. • The Bangkok Insight

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โชว์ผลประกอบการเติบโตมั่นคง ปิดรายได้จากการดำเนินงาน 6,165.4 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน 405.9 ล้านบาท พุ่ง 100.2% ผลจากธุรกิจเพลง-ภาพยนตร์โตต่อเนื่อง

นางสาวบุษบา ดาวเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานรวม อยู่ที่ 6,165 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9% เทียบกับปี 2566 โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ อยู่ที่ 405.9 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100.2%

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ รวมอยู่ที่ 195.6 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนที่บริษัทฯ มีผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมในสินทรัพย์ทางการเงินอื่นจากการลงทุนในหุ้น บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) หรือ (“KISS”)

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานรายธุรกิจในปี 2567 สามารถสรุปรายละเอียดแบ่งออกได้ ดังนี้

1. รายได้ธุรกิจเพลงปิดรายได้ที่ 4,063.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 133.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.4% จากการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ นำโดยธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจโชว์บิซ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของการสร้างรายได้ที่มีเสถียรภาพและมีความมั่นคง

2. รายได้ธุรกิจภาพยนตร์ปิดรายได้ที่ 695.8 ล้านบาท เติบโต เพิ่มขึ้น 341.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 96.4% จากภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีทั้งในและต่างประเทศ

3. รายได้ธุรกิจโฮมช้อปปิ้งปิดรายได้ที่ 1,166.3 ล้านบาท ลดลงราว 203.2 ล้านบาท หรือลดลง 14.8% เนื่องจากยอดขายทางทั้งช่องทางดาวเทียมและทีวีดิจิตัลที่ลดลง

4. รายได้ธุรกิจจัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีปิดรายได้ที่ 127.5 ล้านบาท ลดลง 24.7 ล้านบาท หรือลดลง 16.2% จากยอดขายกล่องทีวีดาวเทียมที่ลดลงซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

5. ส่วนแบ่งกำไรจาก The ONE Enterprise 140.3 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7.3 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 5.5%

นอกเหนือจากการเติบโตในธุรกิจปกติแล้ว ในปี 2567 ที่ผ่านมา จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ยังได้ขยายความร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดธุรกิจเพลงให้เติบโต โดยจำหน่ายหุ้นสามัญของ GMM Music ให้แก่ นักลงทุนเชิงกลยุทธ์จำนวน 2 ราย ได้แก่

1. Black Serenade Investment Limited (“Black Serenade”) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งร่วมกันระหว่าง Tencent Music Entertainment Group และ Tencent Holdings Limited สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

2. Warner Music Hong Kong Limited (“WMHK”) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ Warner Music Group Corp. (“WMGC”)) ในสัดส่วน 1.5% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

จากธุรกรรมดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถปิดงบเฉพาะกิจการบริษัทฯ ด้วยกำไร 2,660.7 ล้านบาท หลังบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนใน GMM Music มูลค่า 2,815.4 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นการตอกย้ำธุรกิจเพลงที่ยังคงสามารถเติบโตได้ จากการให้มูลค่าของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก รวมถึงโอกาสในการสร้างความเติบโตในอนาคต

ในส่วนของเงินที่ได้จากการขายเงินลงทุนดังกล่าวราว 2,000 ล้านบาท บริษัทฯได้มีการนำไปชำระคืนหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่มีกับธนาคารทั้งหมด 854.4 ล้านบาท และนำไปลงทุนเพิ่มในหุ้น ONEE มูลค่าราว 899.5 ล้านบาท โดยในส่วนที่เหลือได้นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัทฯ

จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของบริษัทโดดเด่นรับกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลง โดยจะเห็นได้จากที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี ในขณะที่ อุตสาหกรรมเพลงไทย เติบโตสูงกว่า ที่เฉลี่ย 26% ต่อปี โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากดิจิทัลสตรีมมิ่ง ซึ่งในปัจจุบันตลาดสตรีมมิ่งและ Music subscription ทั่วโลกสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้นตลาดยังมีศักยภาพเติบโตขึ้นอีกอย่างมหาศาล

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตนี้ มาจากสินทรัพย์ทางดนตรี (Music IP : Music Intellectual Property) ซึ่งคือ ลิขสิทธิ์ในคอนเทนต์เพลงซึ่ง นับเป็น หัวใจสำคัญของการสร้างรายได้จากการเผยแพร่ การนำไปใช้ การทำซ้ำ ดัดแปลง และอื่นๆ อีกมากมาย

ขณะที่บริษัทฯ มีความแข็งแรงด้านสินทรัพย์ทางดนตรีของไทยที่ใหญ่ที่สุด สั่งสมและมีการพัฒนาต่อยอดมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนานกว่า 40 ปี ผนวกกับการมี Music Infrastructure ที่ครบวงจรที่สุดในไทย จึงเป็นจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ทำให้มีรายได้เข้ามาแบบต่อเนื่อง (Recurring Income) อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...