โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มอร์นิ่งสตาร์ เล็งหั่น จีดีพีสหรัฐฯ ลง 0.5% ต่อปี ในปี 68-69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 เม.ย. 2568 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2568 เวลา 07.00 น.

มอร์นิ่งสตาร์ เตรียมหั่น จีดีพีสหรัฐฯ ปี 2025 และ 2026 ลงประมาณ 0.5% ต่อปี มองเศรษฐกิจปีหน้าเสี่ยงถดถอย 1 ใน 3 ชี้การขึ้นภาษียากต่อการประเมินความเสียหายรุนแรงแค่ไหน

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงหนัก หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทต่างเห็นพ้องกันว่าผลกระทบจากภาษีศุลกากรครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน แทนที่จะช่วยขจัดความไม่แน่นอนตามที่บางคนคาดการณ์ไว้ นโยบายภาษีศุลกากรที่กว้างขวางนี้กลับเพิ่มระดับของความไม่แน่นอนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวให้กับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

เพรสตัน คอลด์เวลล์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของมอร์นิ่งสตาร์ กล่าวว่า มอร์นิ่งสตาร์ จะปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สหรัฐฯ สำหรับปี 2568 และ 2569 ลงประมาณ 0.5% ต่อปี โดยมองว่าความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2026 สูงขึ้นอย่างน้อย 1 ใน 3

คอลด์เวลล์เน้นว่าขอบเขตของการขึ้นภาษีทำให้ยากต่อการประเมินว่าความเสียหายจะรุนแรงเพียงใด การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลและแบบจำลองทางประวัติศาสตร์ที่เรามีจึงเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ดีที่สุด โดยรวมแล้ว การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงภาษีสำหรับรถยนต์และรายการอื่น ๆ ที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ จะทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ สูงเกิน 20% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าศตวรรษ

"ปัจจัยที่สำคัญกว่าคือความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในช่วง 1 ปีข้างหน้า หรืออาจนานกว่านั้น ธุรกิจจะกล้าลงทุนในภาคการผลิตของสหรัฐฯ จริงหรือ? ในเมื่อมีความเป็นไปได้ว่าสภาคองเกรสอาจกลับลำนโยบายภาษีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมหรือเลือกตั้งปี 2028? หากสภาคองเกรสเป็นผู้ประกาศใช้ภาษีเหล่านี้ มันจะมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากกว่านี้ แต่นี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในทุกแง่มุม"

โดมินิก ปัปปาลาร์โด หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านการลงทุนหลายสินทรัพย์จาก Morningstar Investment Management กล่าวว่า ผลกระทบของภาษีศุลกากรอาจผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น และอาจเพียงพอให้เฟดเปลี่ยนความสนใจไปที่ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ มากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หากเป็นเช่นนั้น เฟดอาจตัดสินใจกลับมาลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม โดมินิก กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายนัก เนื่องจากภาษีอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก และเฟดกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการต่อสู้กับเงินเฟ้อ และข่าวเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับทั้งสองด้าน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อประกาศใช้ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และมาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tarrifs) โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถูกเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ

ทรัมป์ประกาศว่า จะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานในอัตรา 10% จากทุกประเทศ ในขณะที่จะเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มเติมกับคู่ค้าของสหรัฐฯ บางประเทศ ซึ่งรวมถึงจีนที่ถูกเรียกเก็บ 34%, อินเดีย 26%, เกาหลีใต้ 25%, ญี่ปุ่น 24% และสหภาพยุโรป (EU) 20%

ส่วนประเทศในอาเซียนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ถ้วนหน้าเช่นกัน นำโดยกัมพูชา 49%, ลาว 48% เวียดนาม 46%, เมียนมา 44%, ไทย 36%, อินโดนีเซีย 32%, บรูไน 24%, มาเลเซีย 24% ฟิลิปปินส์ 17% และสิงคโปร์ 10%

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...