โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จัดพอร์ต ลี้ภัยภาษี ‘ทรัมป์’ กูรูแนะทิศทางลงทุนฝ่าความผันผวน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 เม.ย. 2568 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2568 เวลา 08.04 น.

ภายหลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศขึ้นกำแพงภาษีทุกประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา และหลายประเทศก็มีการตอบโต้ หาทางเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเทศของตนเอง ขณะที่สินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลกต่างผันผวนและปรับตัวลดลงอย่างหนัก นักลงทุนต่างกังวลความไม่แน่นอนในนโยบายที่เกิดขึ้น และเทขายสินทรัพย์ออกมากันถ้วนหน้า

สงครามสหรัฐ-จีนไม่จบง่าย

เรื่องนี้ “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา ชี้ว่า สงครามการค้าสหรัฐกับจีนไม่จบเร็วแน่นอน ซึ่งจะทำให้การค้าโลกหดตัวลง ทำให้นักวิเคราะห์ต่างมองว่า ครึ่งปีหลังนี้มีโอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยในที่ใดที่หนึ่งของโลก โดยปัจจุบันการลงทุนมีความผันผวนค่อนข้างสูงจากนโยบายภาษีของทรัมป์ ดังนั้น การวางกลยุทธ์ต้องลดความเสี่ยงและการสร้างสมดุลของพอร์ตระหว่างทองคำ ตราสารหนี้ และหุ้น

ซึ่งประเมินว่าในช่วงนี้ ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และหุ้นสหรัฐอาจจะไม่ใช่ดาวเด่นอีกต่อไป เพราะยังได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี ส่วนหุ้นจีนบางตัวที่ไม่ได้ผูกพันกับเศรษฐกิจสหรัฐมากนัก และมี Valuation ถูก หลังจากปรับฐานอาจจะมีโอกาสที่จะขึ้นได้ ขณะที่ทองคำก็เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง

“ฟินโนมีนาแนะนำนักลงทุนให้ดูพอร์ตของ ดร.แอนดรูว์ สตอตซ์ ชื่อว่า All Weather Strategy ที่มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ และหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ จีน ทองคำ และตราสารหนี้โลก ซึ่งเราคิดว่าพอร์ตแบบนี้น่าจะฝ่าพายุไปได้”

ไม่ใช่ช่วง Cut Loss

ทั้งนี้ “ชยนนท์” มองว่า ในระยะสั้นไม่ใช่ช่วงเวลา Cut Loss หรือตัดขายขาดทุน เนื่องจากตลาดปรับตัวลดลงแรงเกินไป และเชื่อว่าจะมีบางประเทศที่สามารถเจรจาและไม่โดนขึ้นภาษีรุนแรงในครั้งแรกที่ทรัมป์ประกาศ ซึ่งหุ้นบางประเทศที่ใหญ่และเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ อาจจะเป็นโอกาสซื้อ หากสามารถเจรจากับทรัมป์ได้ลงตัว

หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,000 จุด

“ชยนนท์” กล่าวอีกว่า ส่วนประเทศที่ไม่มีอำนาจหรือไม่มีข้อต่อรองไปแลกให้สหรัฐพอใจได้ ตลาดอาจจะเหนื่อย อย่างประเทศไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และสหรัฐเป็นคู่ค้าหลักของไทย จึงห่วงว่าสหรัฐจะมองไทยกับจีนเป็นพันธมิตรที่ดีมากกว่า และอาจจะไม่ลดภาษีให้กับไทย และหากเป็นจริงมองว่า ดัชนี SET อาจจะหลุด 1,000 จุดได้ โดยหากลงทุนช่วงนี้แนะนำ กลุ่มหุ้นปันผลใน SET High Dividend ที่จ่ายปันผลสูง

ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐ

ขณะที่ “ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Wealth Products & Strategy บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2/2568 ตลาดการลงทุนยังเผชิญความผันผวนสูงจากมาตรการภาษี Reciprocal Tariffs ของสหรัฐ ที่อาจกระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก แม้ภาคเทคโนโลยียังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐอาจถูกกดดันจากความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้น จากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง

“แนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากมีความน่าสนใจลดลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังคงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐ จากสถิติในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี S&P500 หลังเข้าสู่โหมด Correction (ปรับตัวลงจากจุดสูงสุด 10%) มักเคลื่อนไหว Sideways ต่ออีกราว 2-3 เดือน แม้เป็นกรณีที่ตลาดหุ้นไม่ได้เข้าสู่ Bear Market เนื่องจากตลาดรอความชัดเจนต่อปัจจัยกดดันต่าง ๆ ให้คลี่คลายลง”

มองบวกหุ้นจีน-เวียดนาม

“ดร.รัฐศรัณย์” กล่าวอีกว่า บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มีมุมมองด้านบวกสำหรับตลาดจีน โดยเฉพาะหุ้น A-Shares เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการหันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน และมองบวกตลาดเวียดนามจากประเด็นโอกาสการยกระดับตลาดหุ้นขึ้นสู่ Emerging Market พร้อมแนะนำกระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในภาวะความผันผวนสูง

“หุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) อย่าง Healthcare และ Utility คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks) โดยนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงสามารถพิจารณากองทุนตราสารหนี้ เช่น UGIS-N ควบคู่กับกองทุนหุ้นต่างประเทศอย่าง หุ้นจีน A-Shares กองทุน KFCSI300-A และหุ้นเวียดนาม กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A รวมถึงกองทุนหุ้นเชิงรับอย่าง LHHEALTH-A ซึ่งเน้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน”

ลดสัดส่วนประเทศรับผลกระทบ

“วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” CFA กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วน หลังทรัมป์ประกาศภาษี Reciprocal Tariffs เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแรง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 4% สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินปลอดภัยอย่าง เยน และฟรังก์สวิส รวมถึงเงินบาทก็อ่อนค่าลงในวันที่มีการประกาศภาษีนำเข้า

โดยจากความกังวลของนักลงทุนว่า ภาษีใหม่จะทำให้เกิด Stagflation นั่นคือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลให้มีโอกาสเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้นได้นั้น บลจ.กสิกรไทยแนะนำให้พิจารณาสัดส่วนการลงทุนใน Core-Satellite Portfolio โดยในส่วนของ Core Portfolio ที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวนั้น

“การลงทุนยังสามารถคงสัดส่วนการลงทุนในกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ทั้ง K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE ได้เช่นเดิม ส่วน Satellite Portfolio ผู้ลงทุนควรปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนที่มีหุ้นจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าในรอบนี้อย่าง เวียดนาม และจีน เป็นต้น”

นักลงทุนอยากถือเงินสด

ฟาก “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” ผู้อำนวยการอาวุโส บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ แนะนำว่า ช่วงนี้ควรลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาครัฐ (Government Bond) เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกปัจจุบันยังผันผวนค่อนข้างสูง หุ้นสหรัฐคาดว่าปรับลดลงและมีโอกาสโดนขายต่อได้ โดยมองว่าในช่วงไตรมาส 2/2568 ความเสี่ยง Recession จะทวีความรุนแรงขึ้น

“ตอนนี้ความน่ากลัวของสถานการณ์ คนอยากถือเงินสดมากกว่าถือสินทรัพย์ จากความผันผวนต่าง ๆ และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น โดยมองว่าโอกาสน่าจะมีอยู่ นักลงทุนจึงถือเงินสดเพื่อรอโอกาสนั้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จัดพอร์ต ลี้ภัยภาษี ‘ทรัมป์’ กูรูแนะทิศทางลงทุนฝ่าความผันผวน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...