โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว) นางร้ายผู้นั้น คงไม่ใช่ข้าแล้ว (มี e-book )

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 00.23 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2568 เวลา 09.25 น. • weewee20
เป็นนางร้ายก็ผิดที่รักพระเอกนั่นแหละ แต่เมื่อฉันถูกดึงให้เข้าไปแก้เนื้อหาในนิยายซึ่งต้องอยู่ในร่างของนางร้าย ดังนั้นฉันคนนี้ก็จะไม่รักพระเอกอีกแล้ว

ข้อมูลเบื้องต้น

weewee20 กลับมารายงานตัวอีกครั้งกับนิยายเรื่องล่าสุดหลังจากห่างหายไปนานกว่า 3 เดือน เป็นเพราะมีผู้ใหญ่ในบ้านล้มป่วยไรท์ต้องไปดูแลในช่วงเวลาหนึ่ง ทว่าหลังกลับมาเขียนนิยายเรื่องนี้อีกครั้งอารมณ์ก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้เรื่องนี้อาจถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้ไม่ดีนัก อย่างไรไรท์ต้องขออภัยเอาไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นตามจินตนาการณ์ของผู้เขียน ชื่อของตัวละครและสถานที่ในนิยายล้วนไม่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ห้ามผู้ใดทำการคัดลอก สแกนหนังสือ ดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนหรือทั้งหมดทำสำเนาเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ เพื่อผลิตในรูปแบบเล่มและเอาไปเผยแพร่ หรือสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการอื่นใดก่อนได้รับอนุญาต

บทที่ 1/1 จุดจบของนางร้าย

บทที่ 1/1 จุดจบของนางร้าย

ตำหนักบูรพาพระราชวังแคว้นลู่

ยามโหยว (17.00-18.59 น.) ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าลงแล้วพระชายาเอกติงซิ่วหลินเจ้าของตำหนักแปรพระพักตร์ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างพระตำหนัก ซึ่งตอนนี้ด้านนอกเต็มไปด้วยทหารที่คอยเฝ้าเวรยามไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการหลบหนีของพระนาง หญิงสาวปาดน้ำตาออกจากใบหน้างามล้ำนึกแล้วก็ให้ขำบุรุษผู้นั้น ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนี้ก็ได้ เพราะคนอย่างนางไม่เป็นวรยุทธ์ต่อให้มีปีกงอกออกมาตอนนี้นางก็ไม่รู้วิธีบินออกไปจากพระราชวังได้อยู่ดี นี่คงเป็นแสงสุดท้ายแห่งชีวิตที่นางจะได้เห็นมันก่อนลาจากโลกนี้ไป

“พระชายาเพคะ…” เจ้าตัวหันไปตามเสียงเรียกพลางหลุบตามองต่ำเมื่อฝ่ามืออบอุ่นของบ่าวผู้จงรักภักดีมากอบกุมมือของนางไว้

“อย่าห่วงเลยเพคะ อย่างไรหม่อมฉันก็จะเดินทางไปพร้อมกับพระองค์” คำพูดของคนสนิททำให้นางซึ้งใจยิ่ง

“อย่าทำอย่างนั้นเลย ข้าอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อเพื่อดูความย่อยยับของพวกมันหลังจากนี้แทนข้าต่างหาก เชื่อข้าเสี่ยวม่าน…เพราะข้ารู้ว่าเวรกรรมมันมีจริง” หญิงสาวยกมือปาดเกลี่ยน้ำตาออกให้บ่าวรับใช้คนสนิท ซึ่งอีกฝ่ายเอาแต่ส่ายหน้า

“เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ หากหม่อมฉันฉลาดให้มากกว่านี้ พวกเราคงไม่หลงกลคนเหล่านั้นเป็นแน่”

“เรื่องมาถึงขั้นนี้ก็เปล่าประโยชน์ที่จะกล่าวอะไร เจ้าก็รู้ว่าเขาคงไม่เชื่อเหม่ยฟางลงทุนกลืนยาพิษเพื่อให้ตนเองเจ็บตัวได้แนบเนียนปานนั้น ซ้ำยังมีเด็กในท้องที่กำลังจะเกิดมาต้องตายไปอีกทั้งคนด้วย นางใจเด็ดยอมทำเช่นนั้นได้เขาจะฟังอะไรเราหรือ หากข้ายิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนคนกำลังแก้ตัว ดีไม่ดีคนอื่นในตำหนักก็จะพลอยเดือดร้อนตามไปด้วย ข้าเหนื่อยเหลือเกินแล้วเสี่ยวม่าน ให้เขาลงโทษข้าเพียงผู้เดียวเถิดจะได้สาแก่ใจเขา ส่วนเจ้าก็จงมีชีวิตต่อไปเพื่อเป็นดวงตาคอยมองดูพวกมันทุกคนตอนที่ย่อยยับหลังจากนี้แทนข้า…จำไว้” หญิงสาวปาดน้ำตาให้ตนเองแล้วยิ้มหยัน นางเหนื่อยจะวิ่งไล่ตามความรักนี้อีกแล้ว

ไม่นานก็มีขันทีข้างกายองค์รัชทายาทอัญเชิญถ้วยยาพิษเข้ามาภายในตำหนัก ติงซิ่วหลินถูกอานม่านสาวใช้ข้างกายประคองลงมาจากเตียงให้นั่งลงคุกเข่าเพื่อรอรับโทษ เซียวกงกงมองเจ้าของตำหนักด้วยสายตาที่อ่านได้ยากยิ่งแล้วกล่าวขึ้น “พระชายามีอะไรจะกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายอีกหรือไม่?”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนที่ริมฝีปากงามจะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เสมือนเรื่องที่กำลังเกิดกับตนเองนั้นไปเรื่องที่น่ายินดียิ่ง ทำให้กงกงหนุ่มเห็นแล้วก็ให้นึกทึ่ง “เมื่อข้าจากไปแล้วข้าขอให้องค์รัชทายาทโปรดจงละเว้นโทษอานม่านและคนที่นี่ให้ข้าด้วย พวกนางไม่มีความผิดอะไร หากองค์รัชทายาทประสงค์เพียงให้ข้าตายจึงจะคลายโทสะ เช่นนั้นข้าขอรับโทษแต่เพียงผู้เดียว อย่าได้ลงโทษคนอื่นให้เป็นบาปติดตัวข้าไปด้วยเลย”

“แล้วกระหม่อมจะทูลองค์รัชทายาทให้พ่ะย่ะค่ะ ขอพระชายาได้โปรดอย่าทรงกังวล” ปกติแล้วกงกงหนุ่มก็ไม่ได้มีอคติกับหญิงสาวตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่เข้าตำหนักมาจนกระทั่งถึงวันนี้นางเองก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนใดให้แก่เขา กลับกันเป็นพระชายารองต่างหากที่เอาแต่เรียกร้องนั่นนี้ไม่หยุดลับหลังองค์รัชทายาท ทว่าเรื่องนี้เขาเองก็จนใจจะช่วยเหลือหญิงสาวตรงหน้าจริงๆ เพราะต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น

“ส่วนตัวข้าแม้ต้องตายก็ยังขอยืนยันคำเดิมว่าข้าไม่เคยทำร้ายคนรักของเขาเลย กลับกันเป็นข้าต่างหากที่ถูกกระทำมีใครเคยรู้บ้าง แต่ก็ช่างเถอะ…เพราะถึงข้าพูดอะไรไปเขาก็ไม่เคยเชื่อข้าอยู่ดี เอายานั่นมาให้ข้าเถิด…ส่วนคำสาปแช่งนั้นข้าจะกล่าวถึงพวกเขาเพียงในใจ ต่อให้ข้าจะตายไปแล้วทว่าคำสาปแช่งของข้ามันจะไม่ตายตามข้าไปด้วยแน่ เพราะสวรรค์เบื้องบนท่านคงรับรู้ได้ด้วยเช่นกัน” หญิงสาวคว้าถ้วยยาพิษในถาดยกขึ้นดื่มรวดเดียวโดยไม่ลังเล

“พระชายา!..” อานม่านสาวใช้คนสนิทซึ่งคุกเข่าอยู่ด้านข้างรีบกอดร่างของเจ้านายเอาไว้แนบอกปล่อยน้ำตาไหลนองหน้า ติงซิ่วหลินคว้าจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้แล้วยิ้ม ไม่นานมีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งห้าก่อนจะนิ่งสงบไป

‘ตัวข้าไม่เคยทำผิดต่อผู้ใด แม้นใครหน้าไหนที่เคยทำร้ายข้า ก็ขอคืนเวรกรรมให้ย้อนกลับมาหาพวกมันทุกตัวตน ขอคืนความทุกข์ตรมที่ข้าเคยเผชิญสู่ตัวพวกเจ้าทุกคนพันเท่าทวี!’

“บ้าจริง! ฝันอะไรแบบนี้อีกแล้ว” หลินหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อฝันเห็นเหตุการณ์เดิมๆ ซ้ำ โดยที่หญิงสาวที่ดื่มยาพิษตายไปนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนตนเองอย่างกับ ถอดแบบกันมา เรื่องราวของผู้คนในฝันนั้นมันช่างเหมือนในนิยายที่เธอเคยอ่านไม่มีผิด และเธอก็เริ่มฝันตั้งแต่ที่ตนเองซื้อหนังสือนิยายเก่าๆ เล่มนี้มาอ่าน

ทั้งที่ความจริงแล้วยุคสมัยนี้ผู้คนก็มักจะอ่านนิยายกันผ่านช่องทางในระบบออนไลน์กันทั้งนั้นแล้ว แต่เธอกลับเป็นพวกที่ชื่นชอบสะสมนิยายเป็นรูปเล่มตีพิมพ์ลงในกระดาษมาเก็บไว้ และก่อนนอนเธอก็เพิ่งอ่านมาถึงบทที่นางร้ายตายไปพอดี ซึ่งมันเหมือนกับภาพที่เธอฝันเห็นเช่นกัน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกทีอารมณ์ของเธอก็เศร้าอย่างกับเป็นตนเองที่ตายไปในเหตุการณ์นั้น ซึ่งคล้ายคลึงกับเนื้อหาในนิยายเรื่อง ‘ลิขิตรักนางในดวงใจ’ ที่เธออ่านมากเหลือเกิน

“แต่เรื่องการวางยานางเอกนั้นตัวนางร้ายก็ไม่ได้ทำนี่ อย่างน้อยพระเอกก็น่าจะสอบสวนอะไรให้แน่ชัดก่อนจะลงโทษนางไม่ใช่หรือ ถึงไม่ใช่เป็นคนที่ตนเองรักแต่หากจะลงโทษนางอย่างอื่นก็ทำได้ ไม่ใช่จะฆ่าแกงกันให้ตายเพื่อเอาใจคนรักของตนเองด้วยวิธีนี้ แต่ก็อย่างว่า…เกิดมาเป็นนางร้ายจะผิดก็ตรงที่รักคนผิดนี่แหละ เหอะ!..หากเป็นเราคงหาผู้ใหม่ไปแล้ว แต่ก็อย่างว่านั่นแหละเพราะนั่นมันยุคจีนโบราณ”

หลินคิดวกไปวนมาถึงเรื่องในฝันและนิยายที่เธอเคยอ่าน บางครั้งก็คิดว่าตนเองคงจะอินกับนิยายที่อ่านมากจนเกินไปถึงขนาดเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะแบบนี้ได้

“นางเอกเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ตัวดีอะไรนัก จะบอกว่าถูกแม่ตัวเองกดดันให้ต้องทำอย่างนี้เพื่อให้ได้ตำแหน่งฮองเฮามาครอบครองในวันข้างหน้า จึงต้องหาวิธีกำจัดพี่สาวคนละแม่ออกไปจากชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ฟังไม่ขึ้น ใจจริงแล้วนางเอกก็อิจฉาพี่สาวตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่เก็บอาการได้ดีกว่าคนตรงไปตรงมาอย่างนางร้ายติงซิ่วหลินผู้คนจึงดูไม่ออกก็เท่านั้น นี่ถ้าหากเราเป็นนางร้ายในนิยายแล้วล่ะก็ เราจะไม่ชายตาแลเจ้าลู่หยางคนนี้แน่”

หญิงสาวพึมพำรู้สึกหดหู่และเห็นอกเห็นใจกับการตายของนางร้ายในนิยายเรื่องนี้มาก เธอเข้าใจในสิ่งที่ตัวละครติงซิ่วหลินเป็นจริงๆ หรืออีกอย่างคงเพราะตัวละครตัวนี้มีชื่อเดียวกับตนเองในภาษาจีนที่พ่อบุญธรรมคนจีนของเธอตั้งให้ จึงทำให้ตนเองมีจินตนาการร่วมมากกว่าตัวละครตัวอื่น

ตัวละครติงซิ่วหลินเป็นคนที่มีบิดาก็เหมือนไม่มีเพราะบิดาไปหลงฮูหยินคนใหม่ ซึ่งก็คือมารดาของติงเหม่ยฟาง หญิงสาวมีพี่ชายหนึ่งคนซึ่งก็เอาตัวเองแทบไม่รอด หากเขาจะยื่นมือมาช่วยน้องสาวก็กลัวบิดาบังเกิดเกล้าจะพาลลงโทษเขาด้วยอีกนั่นแหละ สุดท้ายก็ทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องสาวตนเอง

การที่ติงซิ่วหลินกลายเป็นคนเอาแต่ใจก็เพราะบิดาคล้ายกับจงใจละทิ้งทำเหมือนนางไม่มีตัวตน หญิงสาวจึงต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขา แม้การกระทำดูเจ้าอารมณ์และเกรี้ยวกราดไม่น่ารัก แต่นั่นก็เป็นเพราะฤทธิ์ยาที่ทำให้นางเป็นอย่างนั้น อีกอย่างก็เป็นเพราะมีฮ่องเต้และฮองเฮาคอยให้ท้ายนางมาตลอดหญิงสาวจึงไม่เกรงกลัวใคร แต่สักวันหากนางทำเรื่องร้ายแรงเข้าอีก ก็เชื่อเถอะว่าทั้งสองพระองค์ก็คงหมดความอดทนและไม่มีทางเข้าข้างนางร้ายโดยไร้เหตุผลได้อีกแน่

หลินถอนหายใจแล้วเปิดหน้าหนังสือเพื่ออ่านต่อในบทถัดไป โดยที่เจ้าตัวยังหดหู่กับการตายของนางร้ายในเรื่องอยู่อย่างนั้น เห็นทีคืนนี้เธอคงไม่อาจข่มตาหลับลงได้อีกครั้งแน่ หากเธออ่านนิยายเรื่องนี้ยังไม่จบ

ภายในตำหนักปีกซ้ายติงเหม่ยฟางนอนกระสับกระส่ายไปมา หญิงสาวเมื่อรู้สึกตัวตื่นก็หันมองไปรอบตัว หวงเจินสาวใช้ข้างกายเมื่อเห็นเจ้านายตนเองฟื้นแล้วก็รีบรินน้ำอุ่นยื่นให้

“พระชายาเสวยน้ำก่อนเพคะ” ติงเหม่ยฟางแอบถลึงตาใส่สาวใช้ของนางทันทีเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยเรียกนางอย่างนั้น แทนที่จะเรียกนางว่าพระชายารองเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่น หวงเจินหลุบตาต่ำแสร้งตบปากตนเองแล้วแอบยิ้มเสมือนเป็นเรื่องล้อเล่น เพราะแม้เจ้านายของนางทำหน้าอย่างนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่พอใจ

“ขออภัยที่หม่อมฉันรีบร้อนเกินไปเพคะ”

“ทีหลังอย่าทำอีกเด็ดขาด เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจจนอาจเผยพิรุธให้คนเห็น ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ใช่หรือไม่ แล้วตอนนี้เป็นยามใดแล้ว?” น้ำเสียงของหญิงสาวยังแฝงความระโหยโรยแรงอย่างคนเพิ่งฟื้นจากการถูกพิษ

“ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) แล้วเพคะ ทุกอย่างล้วนเป็นไปอย่างที่พระองค์ต้องการ” หวงเจินกล่าวเสียงกระซิบ นั่นจึงทำให้ติงเหม่ยฟางกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแม้ใบหน้ายังคงซีดเซียว

“แล้วนาง? …” กล่าวถามเพียงเท่านั้นหวงเจินก็รู้แล้วว่าเจ้านายหมายถึงใคร

“องค์รัชทายาทลงโทษนางไปแล้วเพคะ พระองค์ถึงกับประทานยาพิษให้ เห็นได้ชัดว่าทรงมีโทสะเป็นอย่างมาก จึงลงมือก่อนจะไปถวายรายงานให้ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงทราบเพคะ”

ติงเหม่ยฟางสีหน้าไม่ได้ดูดีใจเหมือนเช่นสาวใช้ของตน กลับกันนางดูตื่นตระหนกยิ่งนักเมื่อเหตุการณ์เป็นไปอย่างนี้ “เร็วเข้า!…พาข้าไปตำหนักองค์รัชทายาท”

บทที่ 1/2 จุดจบของนางร้าย

บทที่ 1/2 จุดจบของนางร้าย

ห้องทรงงานตำหนักบูรพา

องค์รัชทายาทลู่หยางยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในตำหนัก หลังจากมอบโทษสถานหนักให้กับพระชายาเอกของตนไปแล้ว มีเพียงเซียวกงกงที่ยังคอยปรนนิบัติชายหนุ่มอยู่ไม่ห่าง ดวงตาของรัชทายาทหนุ่มแดงก่ำเมื่อใจเย็นลงไปมากแล้ว ประกอบกับเฉาหานองครักษ์คนสนิทที่เพิ่งเข้ามารายงานเรื่องที่ไปสืบความกลับมาได้ ทำให้เขารู้ว่าตนเองตัดสินใจผิดอย่างมหันต์

“นางจะสาปแช่งข้าว่าอย่างไรบ้าง?” เซียวกงกงส่ายหน้าหลุบตาต่ำ “พระองค์แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็จัดงานศพให้นางอย่างสมฐานะพระชายาเอกของข้า ปล่อยข่าวออกไปว่านางล้มป่วยด้วยโรคร้ายแล้วจากไปอย่างกะทันหัน บ่าวของนางในตำหนักก็คืนอิสระแล้วให้เงินพวกออกไปตั้งตัวซะ อย่าลืมกำชับพวกนางให้ปิดเรื่องที่เกิดขึ้นไว้ด้วย หากใครฝ่าฝืนข้าก็ยินดีกำจัดพวกนางทิ้ง สั่งคนในตำหนักของพระชายารองด้วยว่าอย่าให้ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโทษตายข้าก็ไม่ละเว้นให้ใครด้วยเช่นกัน”

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวกงกงรับคำสั่งแล้วจากไป เหลือเพียงเฉาหานซึ่งยังอยู่ในห้องเป็นเพื่อนเจ้านาย

“เจ้าอยากต่อว่าข้าใช่หรือไม่ ที่ใจร้อนด่วนลงโทษนางไปทั้งอย่างนั้น” รัชทายาทหนุ่มยืนเอามือไพล่หลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงสีทองของวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทว่าหลังจากนี้…ที่นี่จะไม่มีสตรีนามติงซิ่วหลินคอยวนเวียนอยู่รอบกายเอาอกเอาใจเขาอีกต่อไปแล้ว เฉาหานองครักษ์คนสนิทยังคงนิ่งเงียบไม่ออกความเห็น ไม่นานนักทหารหน้าตำหนักก็เข้ามารายงาน

“ทูลองค์รัชทายาท พระชายารองมาคุกเข่าขอให้พระองค์ทรงอภัยโทษให้พระชายาเอกอยู่ด้านหน้าตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” ลู่หยางโบกมือให้ทหารคนนั้นกลับออกไป ใบหน้าของชายหนุ่มเผยรอยยิ้มหยันแค่นเสียงหึในลำคอออกมา

“เจ้าว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คนของนางจะไม่บอกให้รู้เลยว่าข้าลงโทษหลินเอ๋อร์ไปแล้วด้วยวิธีใด”

“พระชายารองย่อมรู้ดีก่อนทำอย่างนี้อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ที่มาคุกเข่าไม่ใช่เพียงเพื่อให้พระองค์เห็นถึงความที่มีจิตใจดีงามของนางเท่านั้น แต่ยังเพื่อให้ฝ่าบาทและฮองเฮาเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เฉาหานกล่าวไปตามที่เห็น

“เพื่ออะไร…” น้ำเสียงของเขากล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอย เมื่อหาความจริงใจจากสตรีที่ตนรักไม่ได้ในเหตุการณ์นี้ คล้ายกับที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนางเลย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงกับต้องทำร้ายเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองทิ้ง เพียงเพื่อต้องการใส่ร้ายพี่สาวต่างมารดาไปให้พ้นทาง และเขาก็ตกเป็นเครื่องมือของนางโดยไม่รู้ตัว

“ก็เพื่อจงใจให้ทุกคนรู้ว่านางไม่ได้ตั้งใจทำให้พระองค์เข้าพระทัยพระชายาเอกผิดไป จนทำให้พระชายาเอกสิ้นพระชนม์” แม้เจ้านายรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ทว่าเฉาหานก็อดที่จะตอกย้ำคนตรงหน้าไม่ได้ เมื่อเขาได้เปิดตาเห็นเล่ห์กลของสตรีแล้วก็ให้นึกทึ่ง รู้ได้ว่าหากเขาจะมองสตรีคงมองพวกนางเพียงผิวเผินไม่ได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นก็คงไม่แคล้วอาจเป็นเหมือนเจ้านายอยู่ในขณะนี้

“หึๆ ..เช่นนั้นคนที่ผิดก็คือข้าสินะที่ด่วนตัดสินใจไปเช่นนั้น ฮ่าๆๆ หลินเอ๋อร์…เจ้ากำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่ที่ไหนสักแห่งใช่หรือไม่” ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะลั่นทั้งที่น้ำตาไหลออกมาสุดกลั้น เข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมาเขาดวงตามืดบอดไปจริงๆ

หลินเริ่มขมวดคิ้วว่านี่มันเรื่องอะไรกัน นางร้ายที่ว่าร้าย กลับทำให้คนอ่านเห็นอกเห็นใจได้ก่อนจะสิ้นใจตาย แต่นางเอกที่คนอ่านคิดว่าน่าสงสารมาโดยตลอด กลับเริ่มเผยอีกด้านออกมาให้คนเห็นจนนึกหมั่นไส้

“หากเราเป็นพระเอกที่รู้ตัวแล้วว่าตกเป็นเครื่องมือของนางเอกก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน สมน้ำหน้าเจ้ารัชทายาทอะไรนี่จริงๆ ที่โง่มาตั้งนาน” หญิงสาวพึมพำวิจารณ์ถึงนิยายที่อ่านไปอย่างออกรส จนรู้สึกว่าตนเองฝืนร่างกายไม่ให้ง่วงต่อไปได้อีกแล้วในที่สุดก็เผลอหลับไปเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้

ทว่าเธอกลับฝันเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ในนิยายเรื่องนั้นต่อไม่ต่างจากการได้นั่งดูซีรีส์จีนโบราณที่มีคนแสดงไปจนจบ ไม่นานก็มีแสงสว่างจ้าแผ่ออกมาจากที่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ จากนั้นก็มีร่างของชายชราปรากฏขึ้นต่อหน้า พร้อมกับเอ่ยถามเธอด้วยรอยยิ้ม

‘เจ้าไม่พอใจเรื่องราวของติงซิ่วหลินใช่หรือไม่?’

‘ถูกนางเอกจอมเสแสร้งใส่ร้าย คนที่ตัวเองรักก็ไม่เห็นค่า นึกอยากสั่งฆ่าก็กล่าวออกมาได้ง่ายดายปานนั้นโดยไม่คิด หากนางไม่ใจสลายก็บ้าแล้ว แต่ยอมดื่มยาตายเพื่อประชดพระเอกนี่มันอะไรกัน หากหนูเป็นนางร้ายคนนั้นจะให้พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร คุณตาก็ถามแปลกนะคะ’

‘ฮ่าๆๆ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเปลี่ยนเรื่องราวของติงชิ่วหลินในนั้นเองก็แล้วกัน ต่อไปจะได้ไม่ต้องมาบ่นให้ข้าได้ยินอีก’ ชายชราลูบเคราแล้วหัวเราะ

‘คุณตาพูดเหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้เองกับมือเลยนะ แต่จู่ๆ จะให้หนูไปเปลี่ยนเรื่องราวในนิยายที่จบไปแล้วได้อย่างไรกัน หนูไม่เห็นจะเข้าใจ และที่หนูเห็นนั่นมันก็คงเป็นเรื่องราวในนิยายที่หนูเก็บเอามาฝันต่างหาก’

‘เหตุใดจะไม่ได้ ในเมื่อข้าที่เป็นคนเขียนมันขึ้นมาอนุญาตให้เจ้าเข้าไปเปลี่ยนเรื่องราวของตัวละครที่เจ้าชอบในนั้นได้ หากเจ้าคิดว่านางร้ายอย่างติงซิ่วหลินไม่ควรมีจุดจบเช่นนั้น เจ้าก็ต้องไปเปลี่ยนมันเอง เอาที่เจ้าสบายใจได้เลย’

ชายชราหนวดกระดิกกอดอกแล้วเชิดหน้าอธิบายเสียงดังลั่น แต่ประโยคท้ายคล้ายประชด ส่วนหญิงสาวเผลอตัวกอดอกไม่ต่างกันแล้วต่อรองกับชายชรา

‘เหอะ!..ในเมื่อติงซิ่วหลินไม่มีความสามารถอะไรเลย อีกอย่างถ้าหนูเข้าไปอยู่ในนิยายเรื่องนี้ได้ นิยายของคุณตาก็ต้องกลายเป็นนิยายจีนโบราณทะลุมิติ แต่ติงซิ่วหลินที่วันๆ เอาแต่คอยตามเกาะติดเอาอกเอาใจผู้ชายอยู่อย่างนั้น หนูจะไปทำอะไรได้ ถึงไม่ชอบเจ้ารัชทายาทอะไรนั่นแล้วก็ใช่ว่าตัวแม่เลี้ยงจะปล่อยให้ติงซิ่วหลินรอดไปได้อีก แต่หากเป็นนิยายแนวทะลุมิติแล้วละก็ ติงซิ่วหลินก็ต้องเป็นนางร้ายที่มีความพิเศษอะไรสักอย่างขึ้นมาด้วยสิคะ’

ชายชราครุ่นคิดถึงคำว่าทะลุมิติและความพิเศษของตัวละครติงซิ่วหลิน ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคิดว่าจะเขียนอะไรแบบนี้มาก่อนด้วยเช่นกัน ‘เช่นอะไรเจ้าลองว่ามาสิ

หญิงสาวถึงกับยิ้มตาเป็นประกาย ‘เช่นมีแหวนวิเศษให้หนูใช้ด้วยมั้ยค่ะ’ ชายชราส่ายหน้ากล่าวเสียงเรียบ ‘ไม่มี’ ‘แล้วไม่มีมิติเอาไว้เก็บของเหมือนในนิยายเรื่องฮิตเลยเหรอคะ’ หญิงสาวลองถามใหม่อีกครั้ง ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงของชายชราก็ยังไม่เปลี่ยนไป ‘ไม่มี’

‘แล้วจะให้หนูเอาตัวรอดได้อย่างไรละคะคุณตา’ หญิงสาวจ้องตาคนที่แก่กว่า ‘ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้เอง’

‘อ้าว…’ ได้ยินคำตอบนั้นแล้วคนฟังถึงกับใจห่อเหี่ยว

‘อย่างนั้นก็ปล่อยให้ติงซิ่วหลินตายๆ ไปเถอะ หนูไม่เข้าไปเปลี่ยนอะไรให้มันเหนื่อยอย่างนั้นหรอก งั้นหนูไปก่อนนะคะคุณตา…สวัสดีค่ะ’ หญิงสาวยกมือไหว้ทำท่าจะเดินจากไป

ชายชราเห็นดังนั้นก็เริ่มร้อนใจ เป็นเพราะเขาเขียนให้ติงซิ่วหลินตายอย่างนั้นคนอ่านถึงได้สาปแช่งเขาไม่ให้ไปผุดไปเกิด เขาหาคนมาช่วยเปลี่ยนเรื่องราวในนั้นมาหลายคนแล้ว ทว่าจุดจบของติงซิ่วหลินก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากเลย สุดท้ายติงซิ่วหลินก็ต้องตายไปอยู่ดีหรืออาจเป็นเพราะเขาที่ยังยึดเอาหลักเดิมๆ แต่เมื่อครู่หญิงสาวกล่าวถึงนิยายทะลุมิติ เขาก็อยากจะเปลี่ยนตามความคิดของหญิงสาวดูบ้างเหมือนกัน เผื่อว่าบางทีนี่อาจเป็นทางออกของเขาก็เป็นได้

‘เหตุใดเจ้าจะเปลี่ยนมันไม่ได้ ก็ที่เจ้าได้ใช้ชีวิตอยู่ในภพภูมิทันสมัยแห่งนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต คงจะมีความรู้ติดตัวมากมายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เรื่องเอาตัวรอดในอีกภพนั้นเหตุใดเจ้าจะทำไม่ได้ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนให้มันเป็นอย่างไรตามที่ใจเจ้าต้องการ ทว่าเมื่อเจ้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์บางอย่างไปแล้ว มันก็เป็นธรรมดาที่เนื้อเรื่องเดิมต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และเจ้าก็จะยึดเอาตามเหตุการณ์เดิมๆ ที่รู้มาอีกไม่ได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน…เพื่อที่เจ้าจะไม่ต้องมาต่อว่าข้าอีก ข้าจะทำให้เจ้าที่ไปเป็นติงซิ่วหลินมีความสามารถในการเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าคนอื่นไปก็แล้วกัน ที่เหลือก็ไปหาทางเอาตัวรอดเอง’

‘อ้าว!…อย่างนั้นที่อ่านมาจนจบก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะสิ’ หญิงสาวประท้วง

‘ใครว่าไม่มีละ เพราะภูมิหลังของตัวละครแต่ละตัวมันยังเหมือนเดิม นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้’

‘อ๋อ…หนูเข้าใจแล้ว ว่าแต่ไอ้พรที่ว่าเรียนรู้ได้รวดเร็วนี่มันเร็วขนาดไหนเชียว’ ชายชรากลอกตาขึ้นฟ้าแล้วถอนหายใจ ‘เร็วขนาดที่ว่าแค่มองผ่านตาไปเพียงครู่ก็สามารถเรียนรู้ได้ ทีนี้พอใจเจ้าหรือยัง!..’ หลินยกมือขึ้นทาบอกหากสายตายังไม่อยากเชื่อ

‘คุณตาอย่าหลอกหนูให้ดีใจไปหน่อยเลย เพราะหากหนูทำได้แบบนั้นจริงก็คงเป็นเทพเซียนไปแล้ว’

‘หลอกเจ้าหรือไม่เมื่อถึงเวลาเจ้าก็รู้เอง!..ให้เข้าไปเปลี่ยนเรื่องราวเอาตามใจชอบได้แล้วยังจะมาขอนั่นนี่เพิ่มอีก’ ชายชราร่างเริ่มเลือนหายไปเหลือไว้แค่เพียงเสียง หลินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นหูเรียกซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ”

บทที่ 2/1 คุณหนูใหญ่เริ่มแผลงฤทธิ์

บทที่ 2/1 คุณหนูใหญ่เริ่มแผลงฤทธิ์

หลินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อลืมตาขึ้นเธอก็เห็นหญิงสาวอีกคนซึ่งอยู่ในชุดจีนโบราณ ใบหน้าของอีกฝ่ายดูเรียบร้อยและน่ารัก ออกไปทางอวบๆ นิดๆ อายุก็น่าจะอ่อนกว่าตนเองอีกด้วย เมื่อหันมองไปรอบห้องก็เห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ภายในไม่ต่างจากฉากในซีรีส์ย้อนยุคที่เธอเคยดู และนี่ไม่ใช่ห้องนอนในบ้านของเธอ

“ที่นี่คือที่ไหน?” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามออกไป หญิงสาวรู้สึกว่าเสียงที่เปล่งออกไปนี้ไม่เหมือนกับเสียงของตนเอง อีกทั้งคำพูดก็แปลกไปกว่าแต่ก่อนทว่าเธอก็ฟังมันเข้าใจ “โถคุณหนูของบ่าว คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะว่าตนเองล้มป่วยตั้งแต่มาถึงที่เมืองตงชวนนี่ ทั้งที่ก่อนเดินทางมาถึงก็ยังดีๆ อยู่แท้ๆ”

ท้ายประโยคสาวใช้เอ่ยกระซิบ ทำให้หลินดวงตาเบิกกว้างอย่างคนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัว หรือว่านี่ฝันของเธอมันจะกลายไปเป็นความจริงเข้าให้แล้ว

“ที่นี่เมืองตงชวน!..อย่าบอกนะว่าที่นี่คือจวนสกุลเก่าติง และฉันเอ๊ย!..ไม่ใช่ๆ หรือข้าก็คือติงซิ่วหลินคุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลติง บุตรีของติงหานเทียนเจ้ากรมกลาโหม!” สาวใช้พยักหน้าให้เจ้านายหงึกๆ

“เหตุใดคุณหนูของบ่าวกล่าวเหมือนเพิ่งรู้ว่าตนเองคือใครเช่นนี้ละเจ้าคะ! หรือว่าคุณหนูป่วยจนความจำเสื่อมไปแล้ว” อีกฝ่ายละล่ำละลักทั้งน้ำตา พลางเอาฝ่ามือทาบลงที่หน้าผากของเธอเหมือนกำลังวัดไข้

“เสี่ยวม่าน!” หลินกลั้นใจเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปส่งๆ เพื่อให้แน่ใจอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

“โถ…คุณหนูของบ่าว บ่าวนึกว่าคุณหนูจะป่วยจนจำชื่อของบ่าวไม่ได้เสียแล้ว โล่งอกไปที” ได้ยินอีกฝ่ายพูดอย่างนั้นหลินถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าผากของตนเองแรงๆ อย่าบอกนะว่าเธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างนางร้ายที่ตนเองสงสารแล้วจริงๆ นี่มันเวรกรรมอะไรของเธอแต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หญิงสาวสาวลูบคลำเนื้อตัวและใบหน้าตนเองจนสาวใช้ขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วหลับตาเพื่อตั้งสติ ที่แน่ๆ เธอจะไม่มีทางยอมลงเอยกับเจ้ารัชทายาทลู่หยางอะไรนั่นอย่างแน่นอน เจ้าตัวจึงกุมมือสาวใช้ไว้แล้วถามด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็น “ก่อนที่ข้าจะมีไข้อาการของข้าเป็นดูอย่างไรบ้าง?”

อานม่านหันมองซ้ายขวาแล้วเอ่ยกระซิบ “คุณหนูมีอาการฉุนเฉียวโมโหรุนแรงเอามากๆ เลยเจ้าค่ะ บ่าวเห็นแล้วดูประหลาดยิ่งนัก เพราะเหมือนกับเป็นคนละคนกับตอนที่เราอยู่ด้วยกันตามลำพังเลยเจ้าค่ะ เหมือนกับว่าคุณหนูควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้อย่างนั้น แล้วเมื่อคืนหลังจากที่คุณหนูไข้ขึ้นไปเพียงไม่นานตัวก็เย็นลงอย่างฉับพลัน จนถึงกับเพ้อบอกบ่าวว่าท่านหนาวมาก และเอ่อ…บนตัวของคุณหนูมีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เกาะอยู่ตามตัวด้วย แต่บ่าวก็ไม่กล้าไปบอกนางกงซื่อเพราะดูนางไม่ค่อยน่าไว้ใจ จึงทำเพียงเอาถ่านไฟมาใส่ใต้เตียงให้คุณหนูเจ้าค่ะ”

“ชัดเลย!..” หญิงสาวหลุดอุทานจนอานม่านก็ตกใจตามไปด้วย “ชัดอะไรเจ้าคะคุณหนู?!”

“ก็ข้าถูกพวกนางวางยาพิษเข้าให้แล้วนะสิ!” หลินหน้าซีดเพราะเธอทะลุมิติมาไม่ทันที่จะป้องกันตนเองจากพิษได้อีกด้วย

‘โถ…เวรกรรมอะไรของหนูอีกละคุณตา!..ทำไมต้องส่งหนูมาในตอนนี้ด้วย กะจะให้หนูโมโหจนกระอักเลือดตายตั้งแต่ตอนนี้เลยหรือไรกัน’ หญิงสาวคร่ำครวญในใจ ยังไม่ทันที่คนในห้องจะพูดคุยกันได้มากกว่านี้นางกงฉงคนดูแลจวนก็มาเคาะประตู ในมือของนางยกถาดอาหารเข้ามาด้วย

“คุณหนูอาหารมาแล้ว” หญิงวัยกลางคนกล่าวอย่างไม่มีหางเสียงและใบหน้าก็บึ้งตึง อานม่านเห็นอาหารของเจ้านายตนเองแล้วถึงกับเบิกตากว้างกล่าวอย่างไม่พอใจ

“ท่านป้ากง ท่านแน่ใจนะว่านี่คืออาหารของคุณหนูข้า โจ๊กน้ำใสๆ หาเม็ดข้าวไม่เจอกับปลาเค็มตัวเท่านิ้วก้อยสามตัวและผัดผักเละๆ นี่นะหรือ”

“ใช่แล้ว!..นี่แหละคืออาหารคุณหนูของเจ้า ไม่รู้หรือว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง ความเป็นอยู่ที่นี่อดอยากแร้นแค้นจะให้กินดีเหมือนอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไร เจ้าเองก็ลืมไปแล้วหรือว่าคุณหนูของเจ้าถูกลงโทษให้มาสำนึกตนอยู่ที่นี่ นางจะมีโอกาสกลับไปเมืองหลวงอีกหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย ฉะนั้นมีอะไรให้กินก็กินๆ ไปเสียเถอะ!..อย่าเรื่องมาก” นางกงฉงวางอำนาจโดยไม่เกรงกลัวหญิงสาวที่เป็นเจ้านายตนเอง

ติงซิ่วหลินนั่งกอดอกมองอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น อานม่านเม้มปากแน่นน้ำตาคลอเบ้าด้วยความคับข้องใจโดยไม่กล้าโต้เถียงอะไรออกไปได้อีก

“ที่นี่เป็นเมืองท่าอยู่ติดทะเล คงเป็นไปไม่ได้ที่จะแร้นแค้นดังที่เจ้าว่า ถึงแม้ข้าถูกลงโทษให้มาอยู่ที่นี่แต่อย่างไรข้าก็เป็นคุณหนูใหญ่สกุลติง ท่านพ่อเป็นคนส่งข้าให้มาอยู่ที่นี่ไม่มีทางที่ท่านจะไม่ส่งเบี้ยหวัดมาด้วยแน่จริงหรือไม่กงฉง!” หญิงสาวหรี่ตากดเสียงต่ำลอดไรฟันแกมข่มขู่และวางอำนาจที่เหนือกว่า

“เพราะฉะนั้นคิดดูให้ดีก่อนจะทำอะไรข้าที่เป็นเจ้านายของเจ้าอยู่ในตอนนี้ อย่าลืมว่าบ้านเมืองนี้มีขื่อมีแปทุกคนย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีบ่าวคนใดสามารถรังแกเจ้านายของตนเองได้หรอกนะ บ่าวก็คือบ่าว!..เจ้าไม่รู้หรือว่าข้ารู้จักกับท่านเจ้าเมืองตงชวน ท่านพ่อข้าต้องส่งจดหมายมาแจ้งเขาด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ข้ามาถึงที่นี่เขาไม่มีวันปล่อยปละละเลยข้าแน่ และเขาคงไม่ยอมให้บ่าวอย่างเจ้ามาทำร้ายข้าได้แน่นอน” นาง กงฉงเชิดหน้าขึ้นหาได้สะทกสะท้านเมื่อหญิงสาวกล่าวอย่างนั้น

“เฮอะ!…คุณหนูใหญ่ท่านเอาอะไรมาพูด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านเจ้าเมืองรู้จักกับท่าน เป็นใครก็สามารถแอบอ้างได้เช่นนั้น แต่จะจริงหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง”

ติงซิ่วหลินยกยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านกลับเช่นกัน รู้ดีว่านางกงฉงเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานจึงไม่รู้อะไร เพราะเจี่ยงอี้หรูมารดาเลี้ยงเพิ่งวางแผนทำการขายบ่าวคนเก่าแก่ของที่นี่ทิ้งไป ก่อนที่จะส่งตัวลูกเลี้ยงเช่นนางมาที่นี่ ดังนั้นอีกฝ่ายย่อมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรดีนักว่ามารดาของนางเป็นสหายกับเจ้าเมืองตงชวน

“เช่นนั้นข้าจะเขียนหนังสือเชิญท่านเจ้าเมือง มาที่นี่ให้เจ้าดูสักหน่อยดีหรือไม่ จะได้มายืนยันว่าเจ้าเมืองฉางเผิงรู้จักกับข้าจริงๆ เจ้าไม่รู้หรือว่าท่านแม่ของข้าอดีตฮูหยินใหญ่นางเป็นสหายของเจ้าเมือง และยังเป็นสหายขององค์ฮองเฮา เป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านราชครูโจวหมินซึ่งแม้แต่องค์ฮ่องเต้ก็ทรงให้ความเคารพเขา เจ้านายของเจ้าไม่เคยบอกเรื่องนี้เลยหรือ! ต้องให้ข้าสาธยายด้วยหรือไม่ว่าท่านลุงของข้าเป็นถึงแม่ทัพบูรพา ท่านน้าสามของข้าเป็นถึงเจ้ากรมธรรมการ แล้วโคตรเหง้าของนายเจ้านางเป็นใครมาจากไหนกันฮะ! นางเป็นแค่บุตรสาวของนายอำเภอบ้านนอกไยข้าต้องเกรงกลัวนางและเจ้าด้วย!”

นางกงฉงถึงกับผงะเมื่อหญิงสาวลุกออกจากเตียงเดินดุ่มเข้าหานางอย่างเอาเรื่อง แววตาหญิงสาวส่อว่านางจะทำร้ายตนเองเช่นนั้นด้วยจริงๆ “บ่าวๆ จะรีบไปทำมาให้คุณหนูใหม่เดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”

นางกงฉงตั้งท่าจะรีบวิ่งออกไปจากห้อง ท่าทางถือดีอย่างเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นลนลานขึ้นมาทันทีเมื่อรู้อย่างนั้น เพราะหากเป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายกล่าวมานางก็ยังไม่อาจเสี่ยงได้เช่นกัน ทว่าเสียงที่เปี่ยมด้วยอำนาจของหญิงสาวก็ดังขึ้นมาได้ทัน ก่อนที่นางกงฉงจะก้าวพ้นขอบประตูไป

“ทำบัญชีรายรับรายจ่ายตั้งแต่ครอบครัวของเจ้ามาอยู่ที่นี่ให้ข้าดูด้วย เงินเบี้ยหวัดที่ท่านพ่อให้มาก็ต้องอยู่ครบมาให้ถึงมือข้า เจ้าเป็นแค่บ่าวมีสิทธิ์อะไรเก็บเงินนั้นไว้กับตัวแทนเจ้านายอย่างข้ากัน เป็นแค่ทาสที่ถูกซื้อตัวมาจากโรงค้าทาสอย่าคิดมากำเริบกับข้าอีก แต่หากเจ้าไม่พอใจก็เขียนจดหมายไปฟ้องนายของเจ้าที่เมืองหลวงโน่น! อ่อ…แต่ข้าจะไม่รับรองความปลอดภัยให้พวกเจ้านับจากนี้ด้วยหรอกนะ เพราะเป็นพวกเจ้าที่รนหาที่กันก่อนเอง!” ติงซิ่วหลินแค่นเสียงในลำคออย่างเอาเรื่องไม่มีแววว่าจะกล่าวเพียงเล่นๆ

กลับเป็นนางกงฉงเสียอีกที่หวาดกลัวหญิงสาวจนวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกจากเรือนไปทันที หญิงสาวกอดอกยกยิ้มเจ้าเล่ห์ตามหลังอีกฝ่ายไปอย่างสาแก่ใจ

‘ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้ข้ารู้เรื่องภูมิหลังของเจ้านายของเจ้าละ หากข้ามัวแต่ทำตัวอ่อนแอก็คงไม่สมกับที่เป็นนางร้ายล่ะสิ’

หญิงสาวยกมุมปากขึ้นมากกว่าเดิม ตอนนี้ต้องยอมรับแล้วว่าตนเองคือติงซิ่วหลินเต็มตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เหลือก็คือการเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นที่ยอมรับของทุกคนให้ได้เสียก่อน ทว่าก็น่าเสียดายที่ชายชราส่งเธอมาไม่ทัน ทำให้พวกคนชั่ววางยาตนเองไปได้เสียก่อน ฉะนั้นคงต้องรีบหาทางถอนพิษในตัวนี้ออกไปให้ได้โดยเร็ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...