โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หวนคืน(ไม่อยาก)ครองใจ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2568 เวลา 07.22 น. • maeprimprow
ข้ากลับมาไม่ทันแก้ไขเรื่องเลวร้ายได้แต่ทำตัวบื้อใบ้เช่นเดิม แต่ข้าจะไม่เดินไปตามเส้นทางเดิม ข้าจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ข้าจะส่งคืนความรักความแค้นกลับไป อย่าห้ามข้าอย่ารักข้าเพราะท่านเองก็ใช่…

ข้อมูลเบื้องต้น

ทุกคนในจวนสกุลฉินต่างบอกว่าคุณหนูหกฉินเจียฮุ่ยมิใช่คนใบ้นางเป็นเพียงเด็กหญิงที่ผ่านเรื่องเลวร้ายจึงตกใจจนไม่ไว้วางใจผู้อื่น นางจะพูดเมื่อต้องการจะพูดเท่านั้น แต่คนทั้งเมืองต่างร่ำลือไปว่านางนั้นทั้งเป็นใบ้และโง่ เรื่องราวไปถึงจวนสกุลฝูสกุลของคู่หมั้นหมายทำให้ทางสกุลฝูเกิดความคิดจะยกเลิกการหมั้นหมาย แต่ต้องทำให้สง่างามและมิให้สกุลฝูถูกครหาว่าไร้น้ำใจ เรื่องเลวร้ายจึงเกิดกับฉินเจียฮุ่ยอีกครั้งพวกเขาคิดทำลายชื่อเสียงของเด็กสาวให้แปดเปื้อนไปเพราะชายเลวทรามต่ำต้อย

หากแต่เพราะความซับซ้อนในสกุลฝูเองทำให้คนที่ทำให้นางแปดเปื้อนกลับเป็นคุณชายสามฝูผู้อ่อนแอและไร้ตัวตนในสกุลฝู ฉินเจียฮุ่ยแต่งเข้าสกุลฝูในฐานะฮูหยินน้อยสาม ชีวิตต่อจากนั้นยิ่งเลวร้ายทุกข์ระทมเพราะคนสกุลฝูนอกจากจะอยุติธรรมกับคุณชายสามฝูอวียังทำให้ฉินเจียฮุ่ยต้องรับกรรมไปด้วย

หากแต่วันหนึ่งเรื่องเลวร้ายที่สกุลฉินปกปิด การสังหารบิดาต่อหน้าฉินเจียฮุ่ยในวัยเด็กจนตกใจนิสัยเปลี่ยนไป การที่มารดาปลิดชีพตนเองหลังจากบิดาเสียไปห้าปี การแต่งงานและการที่สกุลฉินยึดครองทรัพย์สินของมารดา ทุกอย่างเพราะคนในสกุลฉินเอง ฉินเจียฮุ่ยกำลังตั้งครรภ์นางมิอาจทนรับความสะเทือนใจได้ ทั้งคนสกุลฝูเองก็ร่วมมือกันกดดัน สุดท้ายนางตกเลือดจนเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย

“ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าไร้สามารถปกป้องเจ้าไม่ได้ อาฮุ่ย ข้าขอโทษ” ฝูอวีกุมมือภรรยาไว้ทั้งร่ำไห้เอ่ยวาจาขออภัย

ฉินเจียฮุ่ยไม่ตอบนางเพียงหลับตาลงใช้พลังที่เหลือเพียงน้อยนิดตั้งจิตอธิฐานสุดท้าย

“สวรรค์ นรก เทพเซียน ปีศาจ ข้าผู้เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กไร้ค่าได้รับความอยุติธรรมมาทั้งชีวิต ขอมอบกุศลบุญที่บำเพ็ญมาทั้งชีวิตขอมอบวิญญาณแลกกับการได้มีโอกาศทวงคืนความอยุติธรรมนี้ ข้าไม่ยินยอมที่จะจากไป ข้าไม่ยินยอมให้พวกเขาทั้งหมดก่อกรรมแล้วยังรอดพ้นไปได้ ข้าไม่ยินยอม”

นางสิ้นลมไปด้วยความคับแค้นใจ สามีที่น่าสงสารไร้สามารถจะร่ำไห้โศกเศร้าเพียงใดนางมิอาจรับรู้อีก

รับรู้เพียงในห้วงความว่างเปล่ามีเสียงสองเสียงดังขึ้น

“นางวิงวอนข้า” เสียงเบานุ่มอบอุ่นเช่นสายน้ำไหลเป็นเสียงบุรุษ

“นางวิงวอนข้า” เสียงดุดันทรงพลังแต่เป็นเสียงสตรี

“ให้นางเลือกเอง” มีอีกเสียงที่ทรงพลังกว่า

“เราคือเทพแห่งโชคชะตา เราให้โอกาสแก่เจ้ากลับไปแก้ไขได้บางอย่างเท่านั้น เจ้าเลือก…ต้องการให้ผู้ใดช่วยเจ้า”

ฉินเจียฮุ่ยยังไม่รู้ว่าจะต้องเลือกผู้ใด นางสัมผัสถึงพลังสองอย่างอยู่ใกล้ๆ พลังเยือกเย็นสงบและพลังที่ร้อนรุ่มแผดเผา ในเมื่อต้องกลับไปจัดการคนชั่วต้องเลือกพลังที่แผดเผาผู้คนได้

“ข้าเลือก….” นางยังเอ่ยไม่จบ

เสียงบุรุษและสตรีคู่นั้นก็ทะเลาะกันขึ้นมาให้ได้ยิน

“ข้าต้องดูแลนาง” เสียงบุรุษ

“ข้าก็ต้องดูแลนาง” เสียงสตรี

พวกเขาทะเลาะกันไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ในที่สุดก็มีเสียงตัดสินจากเทพแห่งโชคชะตา

“พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ช่างเป็นสามีภรรยาที่น่ารำคาญยิ่ง พวกเจ้าก็ไปดูแลนางด้วยกัน”

เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน….

ฉินเจียฮุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งสี่ปีหลังจากที่บิดาจากไปแล้ว…

รีดที่รัก

ฝากนิยายแนวแก้แค้น หวนคืนอีกเรื่องไว้ให้อ่านกันนะคะ

เรื่องนี้ไปตามจินตนาการไม่ได้อ้างอิงจากเรื่องใด ประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมใด ทุกอย่างเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ

หัวใจล้านดวง

แม่พริ้มเพรา

หวนคืน

“ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าไร้สามารถปกป้องเจ้าไม่ได้ อาฮุ่ย ข้าขอโทษ” ฝูอวีกุมมือภรรยาไว้ทั้งร่ำไห้เอ่ยวาจาขออภัย

ฉินเจียฮุ่ยไม่ตอบนางเพียงหลับตาลงใช้พลังที่เหลือเพียงน้อยนิดตั้งจิตอธิฐานสุดท้าย

“สวรรค์ นรก เทพเซียน ปีศาจ ข้าผู้เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กไร้ค่าได้รับความอยุติธรรมมาทั้งชีวิต ขอมอบกุศลบุญที่บำเพ็ญมาทั้งชีวิตขอมอบวิญญาณแลกกับการได้มีโอกาศทวงคืนความอยุติธรรมนี้ ข้าไม่ยินยอมที่จะจากไป ข้าไม่ยินยอมให้พวกเขาทั้งหมดก่อกรรมแล้วยังรอดพ้นไปได้ ข้าไม่ยินยอม”

นางสิ้นลมไปด้วยความคับแค้นใจ สามีที่น่าสงสารไร้สามารถจะร่ำไห้โศกเศร้าเพียงใดนางมิอาจรับรู้อีก

รับรู้เพียงในห้วงความว่างเปล่ามีเสียงสองเสียงดังขึ้น

“นางวิงวอนข้า” เสียงเบานุ่มอบอุ่นเช่นสายน้ำไหลเป็นเสียงบุรุษ

“นางวิงวอนข้า” เสียงดุดันทรงพลังแต่เป็นเสียงสตรี

“ให้นางเลือกเอง” มีอีกเสียงที่ทรงพลังกว่า

“เราคือเทพแห่งโชคชะตา เราให้โอกาสแก่เจ้ากลับไปแก้ไขได้บางอย่างเท่านั้น เจ้าเลือก…ต้องการให้ผู้ใดช่วยเจ้า”

ฉินเจียฮุ่ยยังไม่รู้ว่าจะต้องเลือกผู้ใด นางสัมผัสถึงพลังสองอย่างอยู่ใกล้ๆ พลังเยือกเย็นสงบและพลังที่ร้อนรุ่มแผดเผา ในเมื่อต้องกลับไปจัดการคนชั่วต้องเลือกพลังที่แผดเผาผู้คนได้

“ข้าเลือก….” นางยังเอ่ยไม่จบ

เสียงบุรุษและสตรีคู่นั้นก็ทะเลาะกันขึ้นมาให้ได้ยิน

“ข้าต้องดูแลนาง” เสียงบุรุษ

“ข้าก็ต้องดูแลนาง” เสียงสตรี

พวกเขาทะเลาะกันไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ในที่สุดก็มีเสียงตัดสินจากเทพแห่งโชคชะตา

“พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ช่างเป็นสามีภรรยาที่น่ารำคาญยิ่ง พวกเจ้าก็ไปดูแลนางด้วยกัน”

เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน….

ฉินเจียฮุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งสี่ปีหลังจากที่บิดาจากไปแล้ว…

กลิ่นธูปหอมกลิ่นกำยานคละคลุ้งในห้องห้องโถงสวดมนต์เล็กอารามไช่ฉิงทำให้ในห้องนี้ดูสงบร่มเย็นสมเป็นดินแดนของผูบำเพ็ญบุญบารมี เด็กชายร่างผอมบางก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา

ใบหน้าที่ยังกึ่งเด็กชายกึ่งหนุ่มน้อยมีความคมคายปรากฏเห็นได้ชัดเจนแล้ว แม้ดวงตาก็ยังฉายแววคมคาย องคาพยพล้วนเป็นยอดเยี่ยมมีเพียงสีหน้าซีดเซียวผิวขาวซีดทำให้รู้ว่าคนผู้นี้เจ็บป่วยไม่แข็งแรงนัก

เขาหยิบธูปมาจุดก่อนคุกเข่าลงที่เบาะรอง ยกธูปจรดหน้าผากอธิฐานแล้วปักลงกระถาง จากนั้นยังคงคุกเข่าอยู่ทั้งแหงนหน้าขึ้นมองรูปปั้นพระโพธิสัตว์ประดิษฐานบนแท่นสูงตรงหน้า

“ข้ามิได้ร้องขอสิ่งใด เพียงหวังให้คนที่ข้ารักและห่วงใยปลอดภัยและสงบสุข มีชีวิตยืนยาวรุ่งโรจน์” เสียงแตกพร่าของเด็กชายเข้าวัยหนุ่มน้อยดังขึ้น

ในมุมห้องด้านหลังกลับมีการเคลื่อนไหวของร่างเล็ก เด็กหญิงตัวน้อยนั่งบนเบาะท่าทางง่วงงุน ราวกับว่าวาจาของหนุ่มน้อยปลุกให้ตื่นขึ้นมา

ฝูอวี่หันกลับไปมองเห็นภาพนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ท่าทางสะบัดหน้าน้อยๆแล้วยกมือขึ้นขยี้หูขยี้ตาของเด็กหญิง เขาคงปลุกเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นจริงๆ

“ขออภัยเด็กน้อย” ฝูอวีลุกขึ้นแล้วเดินไปย่อกายนั่งลงข้างๆ

เด็กหญิงใบหน้ากลมแก้มป่องกระพริบตาปริบๆ ดูมึนงงไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าตนเองเลยสักนิด อาการเช่นนี้ทำให้ฝูอวีรู้สึกขบขันเขาเอื้อมมือเข้าไปคิดจะลูบศีรษะกลมๆที่ยังมัดจุกสองจุกนั้น แต่เด็กหญิงตัวน้อยกลับรีบถอยหลบ

“อ่ะ ขอโทษ อย่ากลัวพี่ชายเลยเด็กน้อย” หนุ่มน้อยเอ่ยวาจากระแสเสียงนั้นอ่อนโยนนัก

“คุณหนู คุณสามเจ้าคะ คุณหนูอยู่ที่นี่ไหมเจ้าคะ” มีเสียงเรียกจากด้านนอกห้องสวดมนต์ แต่มิใช่เสียงที่อ่อนโยนกลับฟังแล้วรู้ว่าผู้เรียกอยู่นั้นหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

เด็กหญิงได้ยินเสียงเรียกก็ผุดลุกขึ้นแล้วรีบหนีไปทันทีโดยไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ ฝูอวีเพียงยิ้ม ท่าทางกำลังหนีเขาเช่นหนีสัตว์ร้ายเช่นนี้แปลกตายิ่งนัก

หน้าห้องสวดมนต์นั้นสตรีร่างท้วมในอาภรณ์สีเขียวคาดดำเช่นสาวใช้จวนสกุลสูงยืนหน้าบูดบึ้งอยู่กับสาวใช้น้อยอีกสองคน เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยเดินออกมา

“ คุณหนูซุกซนเกินไปแล้ว ท่านหายไปเช่นนี้ทุกคนเป็นห่วงท่านนะเจ้าคะ” มืออวบเอื้อมมาจับมือน้อยๆของเด็กหญิง

ฉินเจียฮุ่ยแม้ยังมึนงงเมื่อจู่ๆก็ตื่นขึ้นมาในห้องสวดมนต์นั้น ยังพบกับคนคุ้นเคยที่ยังเยาว์วัย ใบหน้าหล่อเหลาแต่ซีดเซียวนั้นคือฝูอวีในวัยสิบสองสิบสามเท่านั้น และเมื่อเฉามามาจับมือตนเองความรู้สึกเหมือนมีกระแสอุ่นๆวิ่งผ่านมาจากมือของเฉามามาเข้าสู่มือเล็กนั้น

ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว…เฉามามาที่แอบงีบหลับอยู่ข้างห้องพักถูกสาวใช้น้อยปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อมาช่วยกันหาตัวคุณหนูตัวน้อยที่หายไปจากเรือนพักของผู้มาสวดมนต์ในอารามไช่ฉิง มิน่านางถึงดูหงุดหงิดและอารมณ์เสีย

“คุณหนูกลับไปหาฮูหยินสามเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ” เฉามามาเห็นเด็กหญิงจ้องมองตนเองเงียบๆก็ยิ่งอึดอัด

“มามาท่านจะดุคุณหนูทำไม ท่านก็รู้ว่าคุณหนูไม่ชอบพูดกับคนไม่ดี” สาวใช้น้อยหนึ่งในสองคนนั้นพูดเสียงดัง นางคือซิ่วอิ๋งสาวใช้ของเรือนสามคนของมารดาฉินเจียฮุ่ยเอง นางจึงไม่เกรงกลัวเฉามามานัก

“ ใครไม่ดีฮึ… เด็กนี่…โอ๊ย…” เฉามามาพูดไม่ทันจบก็รู้สึกว่ามือตนเองถูกมือน้อยๆบีบจนเจ็บ เมื่อก้มหน้ามองเห็นเพียงใบหน้าเด็กหญิงนั้นมีสีหน้าไร้เดียงสาไม่รู้ร้อนหนาว

“ไปกันเจ้าค่ะ กลับไปหาฮูหยินกัน” ซิ่วอิ๋งแย่งคุณหนูของตนเองมา ปล่อยให้คุณหนูอยู่ในมือคนเรือนใหญ่ได้อย่างไร

ภาพของซิ่วอิ๋งที่ร้อนใจตามหาคุณหนูน้อยเกิดขึ้นทันทีที่มือน้อยๆสัมผัสกับมือของนาง

ในห้องสวดมนต์นั้นร่างของหนุ่มน้อยยืนมองเด็กน้อยเดินจากไปพร้อมๆกับเหล่าสาวใช้ หัวกลมๆสองจุกผูกผ้าสีแดงปลายผ้าห้อยกระดิ่งจึงดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆยามเดินจากไปนั้นดังกังวาลเข้าไปในใจเขา

ฉินเจียฮุ่ยเองยามเดินจากมานั้นอดทนไม่หันกลับไปมอง เขาต้องมองตนเองอยู่เป็นแน่

ทำไมเมื่อลืมตาขึ้นมาต้องพบเจอเขาเป็นคนแรกด้วย คำอธิฐานในช่วงลมหายใจสุดท้ายนั้นส่งนางกลับมาแล้วจริงๆ ดูจากตอนนี้นางยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยและคงหลังจากบิดาเสียชีวิตแล้ว แต่จะเป็นปีไหนช่วงเวลาใดต้องดูกันต่อไป

แล้วเมื่อครู่ที่จับมือเฉามามาแล้วมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ของผู้อื่นน่าจะเป็นพรจาก.. “ผู้ที่ให้นางกลับมา”

เด็กหญิงเก็บอาการและสีหน้าของตนเอง ปล่อยให้ซิ่วอิ๋งจูงมือตนเองต่อไป

เบื้องหน้าคันฉ่องส่องชะตายามนี้…สามีภรรยาคู่หนึ่งมองดูเด็กหญิงตัวน้อย

เพี๊ยะ…เสียงมือเรียวสวยฟาดลงที่ต้นแขนของสามี

“บอกให้ส่งนางกลับไปดีๆ ทำไมท่านส่งนางไปอยู่ต่อหน้าคนผู้นั้นอีก” เสียงดุดันของภรรยา

“คนผู้นั้นอะไร เขาเป็น…” สามีพยายามอธิบาย

เพี๊ยะ เพี๊ยะ เสียงทุบตีกันดังขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อฉินเจียฮุ่ยน้อยกลับมาถึงเรือนพักจึงพบว่ามารดานั้นรออยู่ในเรือนสีหน้าร้อนอกร้อนใจ

“เสี่ยวฮุ่ย ไปไหนมา” จั่วซื่อกางแขนรีบเรียกบุตรสาวให้มานั่งใกล้เตาอุ่น

เด็กหญิงตัวเล็กเข้าไปนั่งข้างมารดา จั่วซื่อยื่นมือมาลูบแก้มป่องสำรวจบุตรสาวปากก็พร่ำพูด

“ไปข้างนอกให้พาตันฉีไปด้วย อย่าไปไหนคนเดียวอีก”

ตันฉีเป็นสาวใช้น้อยอายุมากกว่าฉินเจียฮุ่ยห้าปี จั่วซื่อให้ตันฉีดูแลบุตรสาวเพราะนอกจากมารดาเช่นนางแล้วเด็กน้อยสนทนากับตันฉีอีกเพียงคนเดียว อีกเหตุผลคือตันฉีนั้นเป็นคนที่มีแรงมากพอๆกับบุรุษตัวโตๆย่อมดูแลเด็กน้อยเช่นฉินเจียฮุ่ยได้

“เจ้าค่ะๆ คุณหนูอย่าทิ้งข้าไว้คนเดียวอีกนะเจ้าคะ” ตันฉีรีบบอกเจ้านายตัวน้อยของตนทั้งส่งยิ้มตาหยีตามแบบของนาง

“แล้วนี่ไปอยู่ที่ไหนมา” จั่วซื่อถามซิ่วอิ๋งสาวใช้ของตน

“ที่ห้องสวดมนต์เจ้าค่ะ”

จั่วซื่อสีหน้าสลดลงทันที เด็กน้อยอายุเพียงเก้าหนาวแอบไปสวดมนต์เพียงลำพัง ไม่ต้องคาดเดาว่าทุกอย่างล้วนทำเพื่อบิดาผู้ล่วงลับ

เด็กน้อยเห็นเช่นนั้นจึงกุมมือมารดาไว้

“ท่านแม่” เสียงเล็กๆเรียกแผ่วเบาจนได้ยินกันเพียงสองคน

นับตั้งแต่ฉินจื่อหลงจากไปโลกทั้งใบของสองแม่ลูกก็เหมือนเหลือกันอยู่เพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น

“เอาล่ะ กลับมาก็ดีแล้ว อารามจัดอาหารเจมาให้ กินกลางวันเสียก่อนตอนบ่ายแม่จะไปสวดมนต์ภาวนาต่อแล้ว”

ครั้งนี้สกุลฉินมาสวดมนต์เพื่อสร้างกุศลและภาวนาเนื่องจากครบรอบวันจากไปของนายท่านผู้เฒ่าฉินและฉินจื่อหลง บิดาและบุตรชายสกุลฉินทั้งสองล้วนสิ้นชีพด้วยเพราะถูกสังหารในเดือนสองเช่นกัน แม้จะคนละปีแต่พวกเขาก็ทำเช่นนี้มาทุกปีจนเป็นธรรมเนียมของสกุลฉินไปแล้ว

**** น้องพึ่งกลับมายังมึนๆงงๆ ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอะไรและกลับมาในวันเวลาใดอีกด้วย มาช่วยกันเอาใจช่วยเสี่ยวฮุ่ย…ด้วยนะคะ

ไม่ทัน

่ใช้เวลาไม่นานฉินเจียฮุ่ยก็รู้ว่าตนเองหวนกลับมาในวัยเก้าหนาวสี่ปีหลังจากบิดาจากไป เด็กน้อยผู้มีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่อายุยี่สิบแปดเสียดายที่ไม่อาจหยุดยั้งการสิ้นชีพของบิดา

ท่านพ่อ…ข้าขออภัยข้ากลับมาไม่ทันช่วยท่าน แต่ถือว่าสวรรค์ยังเมตตาท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่

เด็กหญิงนั่งเคาะบักฮื้อนับจังหวะสวดมนต์ร่วมกับคนสกุลฉิน หากในใจนั้นกลับเป็นภาพคืนหนึ่งปลายเหมันตฤดูสี่ปีก่อน ฉินเจียฮุ่ยเองเป็นเด็กหญิงวัยห้าหนาวเท่านั้น

คืนนั้นลมแรงและหนาวเย็นฉินจื่อหลางยังคงอยู่ในห้องหนังสือ

“นอนเสีย คืนนี้ท่านพ่อเจ้ายังมีงาน พรุ่งนี้ค่อยให้เขามาเล่านิทานกล่อมเจ้านอน” จั่วซื่อกล่อมบุตรสาว

เด็กน้อยแยกห้องนอนแล้วแต่บิดามารดามักจะส่งเข้านอนทุกวัน แต่วันนี้มีเพียงมารดาเท่านั้น

คืนนั้นเมื่อมารดากลับไปและตันฉีนอนเฝ้าหน้าเตียงนั้นก็หลับไปแล้วเช่นกัน แต่เด็กน้อยกลับไม่อาจหลับลงได้ ความรู้สึกบางอย่างทำให้ลุกขึ้นแล้วตัดสินใจไปหาบิดาที่ห้องหนังสือ

จากส่วนเรือนนอนฝั่งตะวันออกไปถึงห้องหนังสือในฝั่งตะวันตกนั้นใช้เวลาเพียงแค่อึดใจ แต่เมื่อเด็กน้อยเข้าใกล้ห้องนั้นกลับมองเห็นแสงส่องผ่านความมืดออกมาเป็นเส้นยาวด้วยว่าประตูแง้มเปิดอยู่

ขาสั้นก้าวถี่ๆมุ่งตรงไป และก้าวเข้าสู่แสงสว่างจ้าของห้องหนังสือ คิดว่าจะต้องเห็นบิดานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่เช่นทุกครั้ง

ทว่าสิ่งที่เด็กหญิงตัวน้อยเห็นคือภาพของชายผู้หนึ่งใช้กระบี่ส่องประกายวาววับแทงเข้าไปที่หน้าอกของบิดา ก่อนเขาจะดึงออกมาแล้วตวัดคมกระบี่เข้าที่ลำคอ

เลือดสีแดงชาด กลิ่นคาวคละคลุ้ง…

เด็กหญิงตัวน้อยตกใจจนสติดับวูบล้มลงตรงนั้น

เมื่อมีคนมาพบนั้นฉินจื่อหลางเหลือเพียงร่างนอนอยู่กลางเลือดไหลนองพื้นและเด็กหญิงตัวน้อยหมดสติอยู่ตรงหน้าประตู

นับตั้งแต่วันนั้นเด็กน้อยแสนร่าเริงช่างจำนรรจาเปลี่ยนไปกลายเป็นเด็กที่เก็บตัว และเลือกที่จะสนทนากับคนบางคนเท่านั้น

จั่วซื่อฮูหยินสามสกุลฉินเป็นม่ายทั้งที่ยังสาวยังสวย ในภพก่อนห้าปีหลังการสูญเสียจั่วซื่อใช้ผ้าขาวปลิดชีพตนเอง

มานึกถึงเรื่องนี้ฉินเจียฮุ่ยพึ่งตระหนักว่าไม่น่าเป็นไปได้ มารดาที่ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูบุตรสาว มารดาที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บุตรสาวตัวน้อยจะกล้าทิ้งบุตรสาวให้เผชิญโลกเพียงลำพังคนเดียวได้อย่างไร

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ต้องมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นต้องมีคนทำร้ายมารดาเป็นแน่ แล้วใครจะเป็นผู้ทำร้ายมารดากัน

เด็กหญิงแอบมองคนที่อยู่ในห้องนั้น ด้านหน้าเป็นสะใภ้ทั้งสามของสกุลฉิน หลูซื่อฮูหยินบ้านใหญ่ เลาซื่อฮูหยินบ้านรองและจั่วซื่อฮูหยินบ้านสามมารดาของตนเอง จากนั้นก็เป็นเหล่าบุตรีที่โตพอจะมาด้วยได้ ส่วนบุรุษนั้นมีเพียงฉินสวีจือบุตรชายของของบ้านใหญ่ เขาเป็นตัวแทนมาดูแลเหล่าสตรีของสกุล

สกุลฉินมาสวดมนต์ที่อารามไช่ฉิงเจ็ดวันจึงเดินทางกลับ ขบวนรถม้าของสกุลฉินนั้นเป็นขบวนใหญ่ทั้งนายและบ่าวรวมรถม้าแล้วมีถึงเจ็ดคัน ฉินเจียฮุ่ยและจั่วซื่อมารดาอยู่ในรถลำดับที่สามพร้อมตันฉีและอิ๋งซิ่ว

รถม้าแล่นไปเรื่อยๆ ใช้เวลานานพอสมควรด้วยวัดไช่ฉิงนั้นตั้งอยู่อีกฟากฝั่งเมืองกับจวนสกุลฉินห่างกันถึงห้าสิบลี้

ฉินเจียฮุ่ยนั้นเห็นว่ายังมิใช่ย่านชุมชนจึงเปิดม่านหน้าต่างออกเพื่อรับลมและชมทิวทัศน์ด้านนอก นางเคยสูญเสียโอกาสจะได้ชมความงดงามของต้นไม้ใบหญ้าและท้องฟ้าในภพก่อน ด้วยเอาแต่เก็บตัวไม่คิดจะมองอะไรอีก

“อากาศเย็นมาก ระวังจะป่วยไข้” จั่วซื่อบอกบุตรสาว

ฉินเจียฮุ่ยชี้นิ้วออกไปข้างนอก มารดาเองก็เข้าใจสิ่งที่บุตรสาวบอกปล่อยให้บุตรสาวทำตามใจ

รถม้าผ่านไปช้าๆกลับได้ยินเสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา ไม่นานบุรุษสามคนก็ควบอาชาผ่านไป ฉินเจียฮุ่ยเห็นหนึ่งในสามนั้นเป็นคนคุ้นเคยที่พบกันเมื่อหลายวันก่อน…ฝูอวี่คุณชายขี้โรคของจวนเสนาบดีฝู

เขาผ่านไปแล้วแต่ใจของฉินเจียฮุ่นสั่นสะท้าน ไม่เคยรู้ว่าก่อนว่าฝูอวี่สามารถขี่ม้าได้ ไม่ใช่เขาอ่อนแอมากจนทำเรื่องพวกนี้มิได้หรือ

เมื่อถึงจวนสกุลฉินทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับเรือน สองแม่ลูกเรือนสามนั้นไม่ค่อยสุงสิงกับใครอยู่แล้วเมื่อเข้าจวนไปก็หันหน้ามุ่งไปเรือนสวนหลีจีของตนเอง

“น้องสะใภ้สาม” คนที่เรียกคือหลูซื่อสะใภ้ใหญ่สกุลฉิน

จั่วซื่อหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมอง ร้อยวันพันปีพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้ไม่ชอบเสวนากับคนบ้านสามนัก ไม่ใช่แค่นางหรอกคนในสกุลฉินทั้งหมดล้วนไม่ชอบ ดังนั้นการที่หลูซื่อเรียกไว้เช่นนี้ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ

“พี่สะใภ้ใหญ่ มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ” จั่วซื่อถามอย่างสุภาพ

“พรุ่งนี้ไม่ต้องเอายันต์คุ้มภัยไปให้ท่านแม่ ข้าขอมาให้ท่านแม่แล้ว พวกเจ้าแม่ลูกจะได้ไม่ลำบาก” เสียงของนางเย็นชา

“ข้าทราบแล้ว ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่เจ้าค่ะ” จั่วซื่อรับคำง่ายไม่โต้เถียงไม่ดื้อรั้น นี่คงเป็นฮูหยินผู้เฒ่าฉินสั่งมาเป็นแน่ อย่างไรนางและลูกก็เป็นคนที่สกุลฉินไม่เห็นค่า ยกเว้นยามที่ขาดเงินทอง

หลูซื่อมองสะใภ้สามและบุตรสาวเดินจากไป นางไม่ได้เกลียดสะใภ้สามนางเพียงรู้สึกว่าใบหน้างามล่มเมืองของแม่ม่ายเช่นจั่วหนิงเยียนชวนให้หงุดหงิดใจนัก ขนาดพี่สามีเช่นสามีของนางฉินหลางคุนและนายท่านรองฉินชิงเหวินยังหลงไหลกับน้องสะใภ้ม่าย

“ท่านแม่เราก็เข้าจวนเถอะ” ฉินฟางเซียนคุณหนูสี่เรียกหลูซื่อมารดาของตนเอง

“เข้าจวนๆ สนใจอะไรกันกับหญิงม่ายกับเด็กกำพร้า” เสียงเลาซื่อสะใภ้รองดังขึ้นมา นางดึงมือบุตรสาวฉินเวยแล้วก้าวเดินเข้าจวนไป

สองแม่ลูกบ้านสามเองก็ไม่สนใจผู้อื่น แม่ลูกเข้าไปในเรือน ณ สวนหลีจีของตนเองที่เป็นเสมือนอีกดินแดนแยกออกมา สวนหลีจีแห่งนี้แยกออกมาจากหมู่เรือนของสกุลฉิน เป็นสวนที่อยู่สุดเขตแดนตะวันออกทั้งยังมีกำแพงและประตูกั้นเป็นสัดส่วนและอาณาเขตกว้างขวางมาก

เรือนและที่ดินตรงนี้เป็นสินเดิมของจั่วซื่อ ครั้งที่แต่งเข้าสกุลฉินบิดาของจั่วซื่อทำเพื่อบุตรสาวซื้อที่ดินแสนแพงติดกับสกุลฉินแล้วสร้างเรือนให้

ทางสกุลฉินนั้นไม่ได้ว่าอะไรทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นบุตรชายของตนเองได้ประโยชน์ จนถึงทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของสองแม่ลูกล้วนมาจากทรัพย์สินในส่วนสินเดิมของจั่วซื่อ เรือนสวนหลีจีไม่รับเงินค่าใช้จ่ายจากกองกลางสกุลฉินอีก

ฉากหน้าสกุลฉินเป็นสกุลบัณฑิตทรงคุณธรรม ฉากหลังกลับโสมม

“มากันแล้วๆ” แม่นมถูยิ้มกว้างเมื่อเห็นเจ้านายและคุณหนูน้อยกลับมา “เหนื่อยไหมเจ้าคะ “

แม่นมถูเข้าไปรับคุณหนูน้อยมาจากจั่วซื่อ ทันทีที่มือของหญิงสูงวัยจับมือเล็กนั่น…ภาพแม่นมสูงวัยเก็บของสิ่งหนึ่งเข้าไปที่ช่องอิฐตรงกำแพงสวนปรากฏขึ้นมา

ฉินเจียฮุ่ยเห็นภาพนั้นเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น

คงต้องดูกันต่อไปว่าแม่นมถูนั้นไว้ใจได้ไหม ถึงแม้หญิงชราจะเป็นแม่นมของมารดาที่ติดตามมาจากบ้านเดิมก็ตาม

### หวนกลับมายังไม่ทันได้ตั้งหลักน้องฮุ่ยก็เจอคนรังเกียจแล้ว

คับแค้น อาฆาต

ศาลาเล็กๆในเรือนสวนหลีจีเป็นสถานที่โปรดปรานของคุณหนูน้อยผู้เดียวของเรือนมากที่สุด ณ ที่แห่งนี้ฉินเจียฮุ่ยน้อยมักจะใช้เวลาอยู่ครึ่งค่อนวันทุกวันในฤดูกาลที่อากาศดี เด็กหญิงตัวน้อยจะอ่านตำรา หัดคัดอักษรและบางครั้งก็วาดภาพ

วันนี้ฉินเจียฮุ่ยเริ่มวาดภาพจากสีที่ผสมเองจากใบไม้บ้าง ดินสีแดงบ้าง หรือแม้แต่เปลือกไม้ก็สามารนำมาผสมกับส่วนผสมพิเศษเพื่อความคงทน ของเหล่านี้เป็นความรู้จากชาติภพก่อนที่จดจำได้

ต้องขอบคุณฝูอวีที่สอนเรื่องเหล่านี้ให้ เพราะเขานั้นมีฝีมือในการวาดภาพจนผู้คนยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยผู้หนึ่ง

“คุณหนู งามมาก งามจริงๆ” ตันฉีจ้องภาพวาดสวนดอกไม้ที่มีหลากหลายสีจนตาโต ในชีวิตทั้งชีวิตเคยเห็นแต่ภาพวาดจากหมึกดำ ภาพวาดเช่นนี้พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ฉินเจียฮุ่ยยิ้ม และยังคงตั้งใจมีสมาธิกับการวาดภาพไป จนก้อนกรวดเล็กๆก้อนหนึ่งตกลงมาแล้วนิ่งอยู่บนโต๊ะ

“น้องฮุ่ย ข้าเอง” เสียงหนุ่มน้อยดังขึ้นจากริมกำแพง

มองไปก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งโผล่หน้าพ้นขอบกำแพงสวน เขายกมือโบกให้ฉินเจียฮุ่ย จากนั้นเมื่อเห็นว่ามีคนเห็นตนเองแล้วเขาจึงปีนขึ้นมาบนกำแพงแล้วกระโดดลงมายืนด้านใน

“คุณชายรอง ระวังเจ้าค่ะ ไม่เข้าทางประตูล่ะเจ้าคะ” ตันฉีร้องเสียงหลง เพราะที่เด็กหนุ่มกระโดดลงมานั้นสูงมาก

“อย่าร้องเสียงดังนัก คนก็รู้หมดสิว่าข้ามา” เขาคือฉินห้าวบุตรชายคนที่สองของบ้านรองและยังเป็นลำดับที่สองของสกุลด้วย

เขาเข้ามานั่งลงแล้วสายตาก็หยุดที่ภาพวาดเช่นกัน

“น้องฮุ่ย นี่เจ้าทำได้อย่างไร นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว” ฉินห้าวถูกความงามของภาพนั้นดึงสติจนกระเจิดกระเจิงไปแล้ว

ภาพต้นไม้ใบไม้สีเขียวเข้มอ่อนจนดูมีมิติชัดเจนตรงหน้า ฉินห้าวอยากจะบอกยิ่งกว่าอัศจรรย์ นี่คือภาพวาดฝีมือเด็กอายุเก้าหนาวหรือ

“น้องฮุ่ย ข้าว่านะ ภาพของเจ้านี้ถ้าเอาไปประมูลขาย ต้องได้หลักร้อยตำลึง” ฉินห้าวมองมือเล็กตวัดพู่กันอย่างเพลิดเพลิน

ฉินเจียฮุ่ยไม่โต้ตอบแม้สักคำแต่ฉินห้าวก็ชอบที่จะใช้เวลาเช่นนี้กับเด็กน้อยกำพร้าแห่งบ้านสาม อยู่ที่นี่เขาสามารถพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆ ปรับทุกข์ ระบายความในใจโดยที่เด็กน้อยตั้งใจรับฟังเขาทุกวาจา

“คุณชายหิวไหมเจ้าคะ วันนี้ฮูหยินทำนมซิ่งเหรินไว้” ตันฉีถามขึ้น

“ดีๆ นมซิ่งเหรินของอาสะใภ้สามหอมหวานไม่มีผู้ใดทำได้รสเลิศกว่านี้แล้ว…”

ตันฉีลุกขึ้นแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ ถึงจะเป็นคนพูดมากเกินไปแต่คุณชายรองผู้นี้เป็นคนสกุลฉินเพียงคนเดียวที่แสดงออกว่าไม่เคยรังเกียจคุณหนูของนาง

เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคนหนุ่มน้อยวัยสิบสี่และเด็กหญิงวัยเก้าหนาวก็เงียบกันอยู่นาน

“ท่านพูด” เสียงเล็กๆของเด็กหญิงเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวเสียงสายลมแผ่วผ่าน

“มีแต่เจ้าที่รู้ใจข้าน้องฮุ่ย เฮ้อ….ข้าน่ะเป็นพี่ชายคนดีของเจ้าใช่ไหม แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมท่านแม่ถึงไม่ยอมให้ข้ามาที่บ้านสาม เอ่อ…เรื่องนี้ไม่เกี่ยวๆ ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย ท่านแม่บอกว่าข้าต้องเข้าสอบถงซื่อในปีนี้แล้ว แต่ข้าไม่อยากสอบ…” เด็กหนุ่มพูดพล่ามราวกับอัดอั้น

ฉินเจียฮุ่ยเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ เด็กหญิงรู้ว่าบ้านรองนั้นฝากความหวังไว้กับบุตรชายคนเดียว ท่านอารองอยากให้บุตรชายสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษสามารถสอบจนดำรงแหน่งมหาบัณฑิตให้ได้ แต่ดูท่าว่าฉินห้าวผู้นี้จะไม่อยากจะทำเช่นนั้น

ตันฉีกลับมาพร้อมนมซิ่งเหรินหอมกรุ่น ห่างออกไปหญิงชราก้มๆเงยๆรดน้ำกระถางไม้ดัดแต่ดวงตากลับคอยลอบมองมาที่ศาลาเล็ก

ฉินห้าวได้กินของอร่อยและระบายความอึดอัดใจที่บอกผู้ใดไม่ได้จนพอใจแล้ว เขาคิดว่าตนเองควรตอบแทนเด็กน้อยบ้าง

“ข้าได้หินสีฟ้ามาจากตลาดที่ท่าเรือ เขาว่ามาจากปัวสือ(เปอร์เซีย) ข้าจะเอามาให้เจ้าใช้ทำสีดีไหม” ฉินห้าวผู้ชอบออกไปเที่ยวเตร็จเตร่ภายนอกบอก

ฉินเจียฮุ่ยพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงรับ ทำสัญลักษณ์มือว่า…ส่งมาไวๆ…

และเมื่อทุกคนจากไปทิ้งไว้เพียงศาลาเปล่าร้าง ร่างสูงวัยค่อยๆเดินเข้าไปที่ศาลา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามวัยยกขึ้นทำท่าทางราวกับจับพู่กันวาดบางสิ่งลงในอากาศว่างเปล่า

เด็กหนุ่มฉินห้าวกลับเรือนไปก็ลืมสิ่งที่บอกกับเด็กน้อยไปสิ้นเพราะทันทีที่ก้าวเข้าไปในเรือนก็พบมารดานั่งหน้าถมึงทึงอยู่ในห้อง

“ท่านแม่” ฉินห้าวทำเสียงอ้อน รีบตรงเข้าไปฉอเลาะมารดา

“ข้าให้เจ้าขยันขันแข็งร่ำเรียน กลับชอบเตร็ดเตร่ไปทั่ว แล้วนี่ไปที่สวนหลีจีมาอีกแล้วใช่ไหม” เลาซื่อทำเสียงตึงแต่ใจอ่อนตั้งแต่เห็นท่าทางอ่อนข้อของลูกชายแล้ว

“ข้าแค่เอาของที่ซื้อมาไปให้น้องฮุ่ย นางฝากข้าซื้อชาดแดงพิเศษเห็นว่าจะเอาไปวาดรูป” เขาอ้างไปอย่างนั้นเอง เพื่อมิให้มารดาบ่นมากเขาจึงมักอ้างว่าฉินเจียฮุ่ยฝากซื้อของ เพราะฉินเจียฮุ่ยมือเติบยามไหว้วานให้ทำอะไรมักจะมอบเงินกำนัลให้ด้วยเสมอ และมารดาของเขาก็มักจะพูดว่า…

“อ้อ ยายหนูสามหรือ ไม่เป็นไรๆ”

หลังจากนั้นมารดาก็พร่ำบ่นสั่งสอนต่อไปจนพอใจ ทั้งยังทิ้งการบ้านให้เขาคัดตำราอีกด้วย

ฉินห้าวจำเป็นต้องคัดตำราอยู่ในเรือนของตนเอง คัดๆหยุดๆจนมืดค่ำถึงนึกได้ว่าสัญญาว่าจะนำหินสีฟ้าไปให้เด็กหญิงตัวน้อย

ระยะทางจากเรือนของฉินห้าวจนถึงสวนหลีจีใช้เวลาเดินปกติราวๆหนึ่งเค่อ แต่ฉินห้าวร้อนใจไม่อยากผิดคำพูดกับน้องสาวตัวน้อย จากเดินจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งเมื่อถึงกำแพงรั้วก็กระโดนปีนข้ามไปแทนที่จะเข้าทางประตูด้วยความเคยชิน เข้าไปถึงภายในสวนหลีจีแล้วจึงตรงไปที่ห้องของฉินเจียฮุย

ก๊อกๆ เขาเคาะหน้าต่างเบาๆ

“น้องฮุ่ย ข้าเอาของมาให้” ฉินห้าวเรียกเสียงไม่ดังนัก

ไม่นานบานหน้าต่างก็แง้มออกมาเพียงเล็กน้อย

“ส่งมาเลยเจ้าค่ะ” ตันฉีเอ่ยตอบทั้งยืนมือออกมา

ฉินห้าวส่งของให้แล้วรีบกลับ เขาเดินลัดสวนหลีจีจะปีนกลับตรงกำแพงตามเคยเคยชินแม้จะมืดเขาก็อาศัยแสงจันทร์เดินไปได้อย่างสบายๆ หากแต่ก่อนจะถึงกำแพงจุดที่กระโดดข้ามไปมาเป็นประจำนั้น

เงาดำทมึนของบุรุษร่างใหญ่คล้ายมีคล้ายไม่มี ครู่หนึ่งชัดเจนครู่หนึ่งเลือนหายเลือนหายลอยอยู่เหนือกำแพง

ฉินห้าวหยุดฝีเท้าตัวแข็งค้าง และเหมือนเงานั้นจะรับรู้การมีอยู่ของเขาเช่นกัน มันหยุดการเคลื่อนไหวและขยับคล้ายกับการหันหน้ามามอง

ในความมืดนั้นมีจุดสีขาวล้อมประกายไฟสีแดงเพลิงประหนึ่งดวงตากำลังลุกโชนจ้องมองชายหนุ่ม นั่นมันอะไรกัน…ความรู้สึกคับแค้นใจ อาฆาต พยาบาทปรากฏชัดเจน ทั้งยังส่งมาถึงเขา..กดดันจนรู้สึกคับแค้นไปด้วย

อ๊ากกกกก…..

เสียงร้องอย่างหวาดกลัวดังก้องไปทั้งสวนหลีจีและดังไปถึงจวนสกุลฉินทั้งจวนเช่นกัน

#### เรื่องในอดีต เรื่องในวันนี้ ทุกเรื่องล้วนไม่ปกติ เอาใจช่วยน้องฮุ่ยน้อยกันหน่อยนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...