หวนคืน(ไม่อยาก)ครองใจ
ข้อมูลเบื้องต้น
ทุกคนในจวนสกุลฉินต่างบอกว่าคุณหนูหกฉินเจียฮุ่ยมิใช่คนใบ้นางเป็นเพียงเด็กหญิงที่ผ่านเรื่องเลวร้ายจึงตกใจจนไม่ไว้วางใจผู้อื่น นางจะพูดเมื่อต้องการจะพูดเท่านั้น แต่คนทั้งเมืองต่างร่ำลือไปว่านางนั้นทั้งเป็นใบ้และโง่ เรื่องราวไปถึงจวนสกุลฝูสกุลของคู่หมั้นหมายทำให้ทางสกุลฝูเกิดความคิดจะยกเลิกการหมั้นหมาย แต่ต้องทำให้สง่างามและมิให้สกุลฝูถูกครหาว่าไร้น้ำใจ เรื่องเลวร้ายจึงเกิดกับฉินเจียฮุ่ยอีกครั้งพวกเขาคิดทำลายชื่อเสียงของเด็กสาวให้แปดเปื้อนไปเพราะชายเลวทรามต่ำต้อย
หากแต่เพราะความซับซ้อนในสกุลฝูเองทำให้คนที่ทำให้นางแปดเปื้อนกลับเป็นคุณชายสามฝูผู้อ่อนแอและไร้ตัวตนในสกุลฝู ฉินเจียฮุ่ยแต่งเข้าสกุลฝูในฐานะฮูหยินน้อยสาม ชีวิตต่อจากนั้นยิ่งเลวร้ายทุกข์ระทมเพราะคนสกุลฝูนอกจากจะอยุติธรรมกับคุณชายสามฝูอวียังทำให้ฉินเจียฮุ่ยต้องรับกรรมไปด้วย
หากแต่วันหนึ่งเรื่องเลวร้ายที่สกุลฉินปกปิด การสังหารบิดาต่อหน้าฉินเจียฮุ่ยในวัยเด็กจนตกใจนิสัยเปลี่ยนไป การที่มารดาปลิดชีพตนเองหลังจากบิดาเสียไปห้าปี การแต่งงานและการที่สกุลฉินยึดครองทรัพย์สินของมารดา ทุกอย่างเพราะคนในสกุลฉินเอง ฉินเจียฮุ่ยกำลังตั้งครรภ์นางมิอาจทนรับความสะเทือนใจได้ ทั้งคนสกุลฝูเองก็ร่วมมือกันกดดัน สุดท้ายนางตกเลือดจนเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย
“ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าไร้สามารถปกป้องเจ้าไม่ได้ อาฮุ่ย ข้าขอโทษ” ฝูอวีกุมมือภรรยาไว้ทั้งร่ำไห้เอ่ยวาจาขออภัย
ฉินเจียฮุ่ยไม่ตอบนางเพียงหลับตาลงใช้พลังที่เหลือเพียงน้อยนิดตั้งจิตอธิฐานสุดท้าย
“สวรรค์ นรก เทพเซียน ปีศาจ ข้าผู้เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กไร้ค่าได้รับความอยุติธรรมมาทั้งชีวิต ขอมอบกุศลบุญที่บำเพ็ญมาทั้งชีวิตขอมอบวิญญาณแลกกับการได้มีโอกาศทวงคืนความอยุติธรรมนี้ ข้าไม่ยินยอมที่จะจากไป ข้าไม่ยินยอมให้พวกเขาทั้งหมดก่อกรรมแล้วยังรอดพ้นไปได้ ข้าไม่ยินยอม”
นางสิ้นลมไปด้วยความคับแค้นใจ สามีที่น่าสงสารไร้สามารถจะร่ำไห้โศกเศร้าเพียงใดนางมิอาจรับรู้อีก
รับรู้เพียงในห้วงความว่างเปล่ามีเสียงสองเสียงดังขึ้น
“นางวิงวอนข้า” เสียงเบานุ่มอบอุ่นเช่นสายน้ำไหลเป็นเสียงบุรุษ
“นางวิงวอนข้า” เสียงดุดันทรงพลังแต่เป็นเสียงสตรี
“ให้นางเลือกเอง” มีอีกเสียงที่ทรงพลังกว่า
“เราคือเทพแห่งโชคชะตา เราให้โอกาสแก่เจ้ากลับไปแก้ไขได้บางอย่างเท่านั้น เจ้าเลือก…ต้องการให้ผู้ใดช่วยเจ้า”
ฉินเจียฮุ่ยยังไม่รู้ว่าจะต้องเลือกผู้ใด นางสัมผัสถึงพลังสองอย่างอยู่ใกล้ๆ พลังเยือกเย็นสงบและพลังที่ร้อนรุ่มแผดเผา ในเมื่อต้องกลับไปจัดการคนชั่วต้องเลือกพลังที่แผดเผาผู้คนได้
“ข้าเลือก….” นางยังเอ่ยไม่จบ
เสียงบุรุษและสตรีคู่นั้นก็ทะเลาะกันขึ้นมาให้ได้ยิน
“ข้าต้องดูแลนาง” เสียงบุรุษ
“ข้าก็ต้องดูแลนาง” เสียงสตรี
พวกเขาทะเลาะกันไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ในที่สุดก็มีเสียงตัดสินจากเทพแห่งโชคชะตา
“พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ช่างเป็นสามีภรรยาที่น่ารำคาญยิ่ง พวกเจ้าก็ไปดูแลนางด้วยกัน”
เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน….
ฉินเจียฮุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งสี่ปีหลังจากที่บิดาจากไปแล้ว…
รีดที่รัก
ฝากนิยายแนวแก้แค้น หวนคืนอีกเรื่องไว้ให้อ่านกันนะคะ
เรื่องนี้ไปตามจินตนาการไม่ได้อ้างอิงจากเรื่องใด ประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมใด ทุกอย่างเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ
หัวใจล้านดวง
แม่พริ้มเพรา
หวนคืน
“ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าไร้สามารถปกป้องเจ้าไม่ได้ อาฮุ่ย ข้าขอโทษ” ฝูอวีกุมมือภรรยาไว้ทั้งร่ำไห้เอ่ยวาจาขออภัย
ฉินเจียฮุ่ยไม่ตอบนางเพียงหลับตาลงใช้พลังที่เหลือเพียงน้อยนิดตั้งจิตอธิฐานสุดท้าย
“สวรรค์ นรก เทพเซียน ปีศาจ ข้าผู้เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กไร้ค่าได้รับความอยุติธรรมมาทั้งชีวิต ขอมอบกุศลบุญที่บำเพ็ญมาทั้งชีวิตขอมอบวิญญาณแลกกับการได้มีโอกาศทวงคืนความอยุติธรรมนี้ ข้าไม่ยินยอมที่จะจากไป ข้าไม่ยินยอมให้พวกเขาทั้งหมดก่อกรรมแล้วยังรอดพ้นไปได้ ข้าไม่ยินยอม”
นางสิ้นลมไปด้วยความคับแค้นใจ สามีที่น่าสงสารไร้สามารถจะร่ำไห้โศกเศร้าเพียงใดนางมิอาจรับรู้อีก
รับรู้เพียงในห้วงความว่างเปล่ามีเสียงสองเสียงดังขึ้น
“นางวิงวอนข้า” เสียงเบานุ่มอบอุ่นเช่นสายน้ำไหลเป็นเสียงบุรุษ
“นางวิงวอนข้า” เสียงดุดันทรงพลังแต่เป็นเสียงสตรี
“ให้นางเลือกเอง” มีอีกเสียงที่ทรงพลังกว่า
“เราคือเทพแห่งโชคชะตา เราให้โอกาสแก่เจ้ากลับไปแก้ไขได้บางอย่างเท่านั้น เจ้าเลือก…ต้องการให้ผู้ใดช่วยเจ้า”
ฉินเจียฮุ่ยยังไม่รู้ว่าจะต้องเลือกผู้ใด นางสัมผัสถึงพลังสองอย่างอยู่ใกล้ๆ พลังเยือกเย็นสงบและพลังที่ร้อนรุ่มแผดเผา ในเมื่อต้องกลับไปจัดการคนชั่วต้องเลือกพลังที่แผดเผาผู้คนได้
“ข้าเลือก….” นางยังเอ่ยไม่จบ
เสียงบุรุษและสตรีคู่นั้นก็ทะเลาะกันขึ้นมาให้ได้ยิน
“ข้าต้องดูแลนาง” เสียงบุรุษ
“ข้าก็ต้องดูแลนาง” เสียงสตรี
พวกเขาทะเลาะกันไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ในที่สุดก็มีเสียงตัดสินจากเทพแห่งโชคชะตา
“พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ช่างเป็นสามีภรรยาที่น่ารำคาญยิ่ง พวกเจ้าก็ไปดูแลนางด้วยกัน”
เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน….
ฉินเจียฮุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งสี่ปีหลังจากที่บิดาจากไปแล้ว…
กลิ่นธูปหอมกลิ่นกำยานคละคลุ้งในห้องห้องโถงสวดมนต์เล็กอารามไช่ฉิงทำให้ในห้องนี้ดูสงบร่มเย็นสมเป็นดินแดนของผูบำเพ็ญบุญบารมี เด็กชายร่างผอมบางก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา
ใบหน้าที่ยังกึ่งเด็กชายกึ่งหนุ่มน้อยมีความคมคายปรากฏเห็นได้ชัดเจนแล้ว แม้ดวงตาก็ยังฉายแววคมคาย องคาพยพล้วนเป็นยอดเยี่ยมมีเพียงสีหน้าซีดเซียวผิวขาวซีดทำให้รู้ว่าคนผู้นี้เจ็บป่วยไม่แข็งแรงนัก
เขาหยิบธูปมาจุดก่อนคุกเข่าลงที่เบาะรอง ยกธูปจรดหน้าผากอธิฐานแล้วปักลงกระถาง จากนั้นยังคงคุกเข่าอยู่ทั้งแหงนหน้าขึ้นมองรูปปั้นพระโพธิสัตว์ประดิษฐานบนแท่นสูงตรงหน้า
“ข้ามิได้ร้องขอสิ่งใด เพียงหวังให้คนที่ข้ารักและห่วงใยปลอดภัยและสงบสุข มีชีวิตยืนยาวรุ่งโรจน์” เสียงแตกพร่าของเด็กชายเข้าวัยหนุ่มน้อยดังขึ้น
ในมุมห้องด้านหลังกลับมีการเคลื่อนไหวของร่างเล็ก เด็กหญิงตัวน้อยนั่งบนเบาะท่าทางง่วงงุน ราวกับว่าวาจาของหนุ่มน้อยปลุกให้ตื่นขึ้นมา
ฝูอวี่หันกลับไปมองเห็นภาพนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ท่าทางสะบัดหน้าน้อยๆแล้วยกมือขึ้นขยี้หูขยี้ตาของเด็กหญิง เขาคงปลุกเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นจริงๆ
“ขออภัยเด็กน้อย” ฝูอวีลุกขึ้นแล้วเดินไปย่อกายนั่งลงข้างๆ
เด็กหญิงใบหน้ากลมแก้มป่องกระพริบตาปริบๆ ดูมึนงงไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าตนเองเลยสักนิด อาการเช่นนี้ทำให้ฝูอวีรู้สึกขบขันเขาเอื้อมมือเข้าไปคิดจะลูบศีรษะกลมๆที่ยังมัดจุกสองจุกนั้น แต่เด็กหญิงตัวน้อยกลับรีบถอยหลบ
“อ่ะ ขอโทษ อย่ากลัวพี่ชายเลยเด็กน้อย” หนุ่มน้อยเอ่ยวาจากระแสเสียงนั้นอ่อนโยนนัก
“คุณหนู คุณสามเจ้าคะ คุณหนูอยู่ที่นี่ไหมเจ้าคะ” มีเสียงเรียกจากด้านนอกห้องสวดมนต์ แต่มิใช่เสียงที่อ่อนโยนกลับฟังแล้วรู้ว่าผู้เรียกอยู่นั้นหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
เด็กหญิงได้ยินเสียงเรียกก็ผุดลุกขึ้นแล้วรีบหนีไปทันทีโดยไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ ฝูอวีเพียงยิ้ม ท่าทางกำลังหนีเขาเช่นหนีสัตว์ร้ายเช่นนี้แปลกตายิ่งนัก
หน้าห้องสวดมนต์นั้นสตรีร่างท้วมในอาภรณ์สีเขียวคาดดำเช่นสาวใช้จวนสกุลสูงยืนหน้าบูดบึ้งอยู่กับสาวใช้น้อยอีกสองคน เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยเดินออกมา
“ คุณหนูซุกซนเกินไปแล้ว ท่านหายไปเช่นนี้ทุกคนเป็นห่วงท่านนะเจ้าคะ” มืออวบเอื้อมมาจับมือน้อยๆของเด็กหญิง
ฉินเจียฮุ่ยแม้ยังมึนงงเมื่อจู่ๆก็ตื่นขึ้นมาในห้องสวดมนต์นั้น ยังพบกับคนคุ้นเคยที่ยังเยาว์วัย ใบหน้าหล่อเหลาแต่ซีดเซียวนั้นคือฝูอวีในวัยสิบสองสิบสามเท่านั้น และเมื่อเฉามามาจับมือตนเองความรู้สึกเหมือนมีกระแสอุ่นๆวิ่งผ่านมาจากมือของเฉามามาเข้าสู่มือเล็กนั้น
ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว…เฉามามาที่แอบงีบหลับอยู่ข้างห้องพักถูกสาวใช้น้อยปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อมาช่วยกันหาตัวคุณหนูตัวน้อยที่หายไปจากเรือนพักของผู้มาสวดมนต์ในอารามไช่ฉิง มิน่านางถึงดูหงุดหงิดและอารมณ์เสีย
“คุณหนูกลับไปหาฮูหยินสามเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ” เฉามามาเห็นเด็กหญิงจ้องมองตนเองเงียบๆก็ยิ่งอึดอัด
“มามาท่านจะดุคุณหนูทำไม ท่านก็รู้ว่าคุณหนูไม่ชอบพูดกับคนไม่ดี” สาวใช้น้อยหนึ่งในสองคนนั้นพูดเสียงดัง นางคือซิ่วอิ๋งสาวใช้ของเรือนสามคนของมารดาฉินเจียฮุ่ยเอง นางจึงไม่เกรงกลัวเฉามามานัก
“ ใครไม่ดีฮึ… เด็กนี่…โอ๊ย…” เฉามามาพูดไม่ทันจบก็รู้สึกว่ามือตนเองถูกมือน้อยๆบีบจนเจ็บ เมื่อก้มหน้ามองเห็นเพียงใบหน้าเด็กหญิงนั้นมีสีหน้าไร้เดียงสาไม่รู้ร้อนหนาว
“ไปกันเจ้าค่ะ กลับไปหาฮูหยินกัน” ซิ่วอิ๋งแย่งคุณหนูของตนเองมา ปล่อยให้คุณหนูอยู่ในมือคนเรือนใหญ่ได้อย่างไร
ภาพของซิ่วอิ๋งที่ร้อนใจตามหาคุณหนูน้อยเกิดขึ้นทันทีที่มือน้อยๆสัมผัสกับมือของนาง
ในห้องสวดมนต์นั้นร่างของหนุ่มน้อยยืนมองเด็กน้อยเดินจากไปพร้อมๆกับเหล่าสาวใช้ หัวกลมๆสองจุกผูกผ้าสีแดงปลายผ้าห้อยกระดิ่งจึงดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆยามเดินจากไปนั้นดังกังวาลเข้าไปในใจเขา
ฉินเจียฮุ่ยเองยามเดินจากมานั้นอดทนไม่หันกลับไปมอง เขาต้องมองตนเองอยู่เป็นแน่
ทำไมเมื่อลืมตาขึ้นมาต้องพบเจอเขาเป็นคนแรกด้วย คำอธิฐานในช่วงลมหายใจสุดท้ายนั้นส่งนางกลับมาแล้วจริงๆ ดูจากตอนนี้นางยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยและคงหลังจากบิดาเสียชีวิตแล้ว แต่จะเป็นปีไหนช่วงเวลาใดต้องดูกันต่อไป
แล้วเมื่อครู่ที่จับมือเฉามามาแล้วมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ของผู้อื่นน่าจะเป็นพรจาก.. “ผู้ที่ให้นางกลับมา”
เด็กหญิงเก็บอาการและสีหน้าของตนเอง ปล่อยให้ซิ่วอิ๋งจูงมือตนเองต่อไป
เบื้องหน้าคันฉ่องส่องชะตายามนี้…สามีภรรยาคู่หนึ่งมองดูเด็กหญิงตัวน้อย
เพี๊ยะ…เสียงมือเรียวสวยฟาดลงที่ต้นแขนของสามี
“บอกให้ส่งนางกลับไปดีๆ ทำไมท่านส่งนางไปอยู่ต่อหน้าคนผู้นั้นอีก” เสียงดุดันของภรรยา
“คนผู้นั้นอะไร เขาเป็น…” สามีพยายามอธิบาย
เพี๊ยะ เพี๊ยะ เสียงทุบตีกันดังขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อฉินเจียฮุ่ยน้อยกลับมาถึงเรือนพักจึงพบว่ามารดานั้นรออยู่ในเรือนสีหน้าร้อนอกร้อนใจ
“เสี่ยวฮุ่ย ไปไหนมา” จั่วซื่อกางแขนรีบเรียกบุตรสาวให้มานั่งใกล้เตาอุ่น
เด็กหญิงตัวเล็กเข้าไปนั่งข้างมารดา จั่วซื่อยื่นมือมาลูบแก้มป่องสำรวจบุตรสาวปากก็พร่ำพูด
“ไปข้างนอกให้พาตันฉีไปด้วย อย่าไปไหนคนเดียวอีก”
ตันฉีเป็นสาวใช้น้อยอายุมากกว่าฉินเจียฮุ่ยห้าปี จั่วซื่อให้ตันฉีดูแลบุตรสาวเพราะนอกจากมารดาเช่นนางแล้วเด็กน้อยสนทนากับตันฉีอีกเพียงคนเดียว อีกเหตุผลคือตันฉีนั้นเป็นคนที่มีแรงมากพอๆกับบุรุษตัวโตๆย่อมดูแลเด็กน้อยเช่นฉินเจียฮุ่ยได้
“เจ้าค่ะๆ คุณหนูอย่าทิ้งข้าไว้คนเดียวอีกนะเจ้าคะ” ตันฉีรีบบอกเจ้านายตัวน้อยของตนทั้งส่งยิ้มตาหยีตามแบบของนาง
“แล้วนี่ไปอยู่ที่ไหนมา” จั่วซื่อถามซิ่วอิ๋งสาวใช้ของตน
“ที่ห้องสวดมนต์เจ้าค่ะ”
จั่วซื่อสีหน้าสลดลงทันที เด็กน้อยอายุเพียงเก้าหนาวแอบไปสวดมนต์เพียงลำพัง ไม่ต้องคาดเดาว่าทุกอย่างล้วนทำเพื่อบิดาผู้ล่วงลับ
เด็กน้อยเห็นเช่นนั้นจึงกุมมือมารดาไว้
“ท่านแม่” เสียงเล็กๆเรียกแผ่วเบาจนได้ยินกันเพียงสองคน
นับตั้งแต่ฉินจื่อหลงจากไปโลกทั้งใบของสองแม่ลูกก็เหมือนเหลือกันอยู่เพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
“เอาล่ะ กลับมาก็ดีแล้ว อารามจัดอาหารเจมาให้ กินกลางวันเสียก่อนตอนบ่ายแม่จะไปสวดมนต์ภาวนาต่อแล้ว”
ครั้งนี้สกุลฉินมาสวดมนต์เพื่อสร้างกุศลและภาวนาเนื่องจากครบรอบวันจากไปของนายท่านผู้เฒ่าฉินและฉินจื่อหลง บิดาและบุตรชายสกุลฉินทั้งสองล้วนสิ้นชีพด้วยเพราะถูกสังหารในเดือนสองเช่นกัน แม้จะคนละปีแต่พวกเขาก็ทำเช่นนี้มาทุกปีจนเป็นธรรมเนียมของสกุลฉินไปแล้ว
**** น้องพึ่งกลับมายังมึนๆงงๆ ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอะไรและกลับมาในวันเวลาใดอีกด้วย มาช่วยกันเอาใจช่วยเสี่ยวฮุ่ย…ด้วยนะคะ
ไม่ทัน
่ใช้เวลาไม่นานฉินเจียฮุ่ยก็รู้ว่าตนเองหวนกลับมาในวัยเก้าหนาวสี่ปีหลังจากบิดาจากไป เด็กน้อยผู้มีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่อายุยี่สิบแปดเสียดายที่ไม่อาจหยุดยั้งการสิ้นชีพของบิดา
ท่านพ่อ…ข้าขออภัยข้ากลับมาไม่ทันช่วยท่าน แต่ถือว่าสวรรค์ยังเมตตาท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่
เด็กหญิงนั่งเคาะบักฮื้อนับจังหวะสวดมนต์ร่วมกับคนสกุลฉิน หากในใจนั้นกลับเป็นภาพคืนหนึ่งปลายเหมันตฤดูสี่ปีก่อน ฉินเจียฮุ่ยเองเป็นเด็กหญิงวัยห้าหนาวเท่านั้น
คืนนั้นลมแรงและหนาวเย็นฉินจื่อหลางยังคงอยู่ในห้องหนังสือ
“นอนเสีย คืนนี้ท่านพ่อเจ้ายังมีงาน พรุ่งนี้ค่อยให้เขามาเล่านิทานกล่อมเจ้านอน” จั่วซื่อกล่อมบุตรสาว
เด็กน้อยแยกห้องนอนแล้วแต่บิดามารดามักจะส่งเข้านอนทุกวัน แต่วันนี้มีเพียงมารดาเท่านั้น
คืนนั้นเมื่อมารดากลับไปและตันฉีนอนเฝ้าหน้าเตียงนั้นก็หลับไปแล้วเช่นกัน แต่เด็กน้อยกลับไม่อาจหลับลงได้ ความรู้สึกบางอย่างทำให้ลุกขึ้นแล้วตัดสินใจไปหาบิดาที่ห้องหนังสือ
จากส่วนเรือนนอนฝั่งตะวันออกไปถึงห้องหนังสือในฝั่งตะวันตกนั้นใช้เวลาเพียงแค่อึดใจ แต่เมื่อเด็กน้อยเข้าใกล้ห้องนั้นกลับมองเห็นแสงส่องผ่านความมืดออกมาเป็นเส้นยาวด้วยว่าประตูแง้มเปิดอยู่
ขาสั้นก้าวถี่ๆมุ่งตรงไป และก้าวเข้าสู่แสงสว่างจ้าของห้องหนังสือ คิดว่าจะต้องเห็นบิดานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่เช่นทุกครั้ง
ทว่าสิ่งที่เด็กหญิงตัวน้อยเห็นคือภาพของชายผู้หนึ่งใช้กระบี่ส่องประกายวาววับแทงเข้าไปที่หน้าอกของบิดา ก่อนเขาจะดึงออกมาแล้วตวัดคมกระบี่เข้าที่ลำคอ
เลือดสีแดงชาด กลิ่นคาวคละคลุ้ง…
เด็กหญิงตัวน้อยตกใจจนสติดับวูบล้มลงตรงนั้น
เมื่อมีคนมาพบนั้นฉินจื่อหลางเหลือเพียงร่างนอนอยู่กลางเลือดไหลนองพื้นและเด็กหญิงตัวน้อยหมดสติอยู่ตรงหน้าประตู
นับตั้งแต่วันนั้นเด็กน้อยแสนร่าเริงช่างจำนรรจาเปลี่ยนไปกลายเป็นเด็กที่เก็บตัว และเลือกที่จะสนทนากับคนบางคนเท่านั้น
จั่วซื่อฮูหยินสามสกุลฉินเป็นม่ายทั้งที่ยังสาวยังสวย ในภพก่อนห้าปีหลังการสูญเสียจั่วซื่อใช้ผ้าขาวปลิดชีพตนเอง
มานึกถึงเรื่องนี้ฉินเจียฮุ่ยพึ่งตระหนักว่าไม่น่าเป็นไปได้ มารดาที่ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูบุตรสาว มารดาที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บุตรสาวตัวน้อยจะกล้าทิ้งบุตรสาวให้เผชิญโลกเพียงลำพังคนเดียวได้อย่างไร
เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ต้องมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นต้องมีคนทำร้ายมารดาเป็นแน่ แล้วใครจะเป็นผู้ทำร้ายมารดากัน
เด็กหญิงแอบมองคนที่อยู่ในห้องนั้น ด้านหน้าเป็นสะใภ้ทั้งสามของสกุลฉิน หลูซื่อฮูหยินบ้านใหญ่ เลาซื่อฮูหยินบ้านรองและจั่วซื่อฮูหยินบ้านสามมารดาของตนเอง จากนั้นก็เป็นเหล่าบุตรีที่โตพอจะมาด้วยได้ ส่วนบุรุษนั้นมีเพียงฉินสวีจือบุตรชายของของบ้านใหญ่ เขาเป็นตัวแทนมาดูแลเหล่าสตรีของสกุล
สกุลฉินมาสวดมนต์ที่อารามไช่ฉิงเจ็ดวันจึงเดินทางกลับ ขบวนรถม้าของสกุลฉินนั้นเป็นขบวนใหญ่ทั้งนายและบ่าวรวมรถม้าแล้วมีถึงเจ็ดคัน ฉินเจียฮุ่ยและจั่วซื่อมารดาอยู่ในรถลำดับที่สามพร้อมตันฉีและอิ๋งซิ่ว
รถม้าแล่นไปเรื่อยๆ ใช้เวลานานพอสมควรด้วยวัดไช่ฉิงนั้นตั้งอยู่อีกฟากฝั่งเมืองกับจวนสกุลฉินห่างกันถึงห้าสิบลี้
ฉินเจียฮุ่ยนั้นเห็นว่ายังมิใช่ย่านชุมชนจึงเปิดม่านหน้าต่างออกเพื่อรับลมและชมทิวทัศน์ด้านนอก นางเคยสูญเสียโอกาสจะได้ชมความงดงามของต้นไม้ใบหญ้าและท้องฟ้าในภพก่อน ด้วยเอาแต่เก็บตัวไม่คิดจะมองอะไรอีก
“อากาศเย็นมาก ระวังจะป่วยไข้” จั่วซื่อบอกบุตรสาว
ฉินเจียฮุ่ยชี้นิ้วออกไปข้างนอก มารดาเองก็เข้าใจสิ่งที่บุตรสาวบอกปล่อยให้บุตรสาวทำตามใจ
รถม้าผ่านไปช้าๆกลับได้ยินเสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา ไม่นานบุรุษสามคนก็ควบอาชาผ่านไป ฉินเจียฮุ่ยเห็นหนึ่งในสามนั้นเป็นคนคุ้นเคยที่พบกันเมื่อหลายวันก่อน…ฝูอวี่คุณชายขี้โรคของจวนเสนาบดีฝู
เขาผ่านไปแล้วแต่ใจของฉินเจียฮุ่นสั่นสะท้าน ไม่เคยรู้ว่าก่อนว่าฝูอวี่สามารถขี่ม้าได้ ไม่ใช่เขาอ่อนแอมากจนทำเรื่องพวกนี้มิได้หรือ
เมื่อถึงจวนสกุลฉินทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับเรือน สองแม่ลูกเรือนสามนั้นไม่ค่อยสุงสิงกับใครอยู่แล้วเมื่อเข้าจวนไปก็หันหน้ามุ่งไปเรือนสวนหลีจีของตนเอง
“น้องสะใภ้สาม” คนที่เรียกคือหลูซื่อสะใภ้ใหญ่สกุลฉิน
จั่วซื่อหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมอง ร้อยวันพันปีพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้ไม่ชอบเสวนากับคนบ้านสามนัก ไม่ใช่แค่นางหรอกคนในสกุลฉินทั้งหมดล้วนไม่ชอบ ดังนั้นการที่หลูซื่อเรียกไว้เช่นนี้ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
“พี่สะใภ้ใหญ่ มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ” จั่วซื่อถามอย่างสุภาพ
“พรุ่งนี้ไม่ต้องเอายันต์คุ้มภัยไปให้ท่านแม่ ข้าขอมาให้ท่านแม่แล้ว พวกเจ้าแม่ลูกจะได้ไม่ลำบาก” เสียงของนางเย็นชา
“ข้าทราบแล้ว ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่เจ้าค่ะ” จั่วซื่อรับคำง่ายไม่โต้เถียงไม่ดื้อรั้น นี่คงเป็นฮูหยินผู้เฒ่าฉินสั่งมาเป็นแน่ อย่างไรนางและลูกก็เป็นคนที่สกุลฉินไม่เห็นค่า ยกเว้นยามที่ขาดเงินทอง
หลูซื่อมองสะใภ้สามและบุตรสาวเดินจากไป นางไม่ได้เกลียดสะใภ้สามนางเพียงรู้สึกว่าใบหน้างามล่มเมืองของแม่ม่ายเช่นจั่วหนิงเยียนชวนให้หงุดหงิดใจนัก ขนาดพี่สามีเช่นสามีของนางฉินหลางคุนและนายท่านรองฉินชิงเหวินยังหลงไหลกับน้องสะใภ้ม่าย
“ท่านแม่เราก็เข้าจวนเถอะ” ฉินฟางเซียนคุณหนูสี่เรียกหลูซื่อมารดาของตนเอง
“เข้าจวนๆ สนใจอะไรกันกับหญิงม่ายกับเด็กกำพร้า” เสียงเลาซื่อสะใภ้รองดังขึ้นมา นางดึงมือบุตรสาวฉินเวยแล้วก้าวเดินเข้าจวนไป
สองแม่ลูกบ้านสามเองก็ไม่สนใจผู้อื่น แม่ลูกเข้าไปในเรือน ณ สวนหลีจีของตนเองที่เป็นเสมือนอีกดินแดนแยกออกมา สวนหลีจีแห่งนี้แยกออกมาจากหมู่เรือนของสกุลฉิน เป็นสวนที่อยู่สุดเขตแดนตะวันออกทั้งยังมีกำแพงและประตูกั้นเป็นสัดส่วนและอาณาเขตกว้างขวางมาก
เรือนและที่ดินตรงนี้เป็นสินเดิมของจั่วซื่อ ครั้งที่แต่งเข้าสกุลฉินบิดาของจั่วซื่อทำเพื่อบุตรสาวซื้อที่ดินแสนแพงติดกับสกุลฉินแล้วสร้างเรือนให้
ทางสกุลฉินนั้นไม่ได้ว่าอะไรทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นบุตรชายของตนเองได้ประโยชน์ จนถึงทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของสองแม่ลูกล้วนมาจากทรัพย์สินในส่วนสินเดิมของจั่วซื่อ เรือนสวนหลีจีไม่รับเงินค่าใช้จ่ายจากกองกลางสกุลฉินอีก
ฉากหน้าสกุลฉินเป็นสกุลบัณฑิตทรงคุณธรรม ฉากหลังกลับโสมม
“มากันแล้วๆ” แม่นมถูยิ้มกว้างเมื่อเห็นเจ้านายและคุณหนูน้อยกลับมา “เหนื่อยไหมเจ้าคะ “
แม่นมถูเข้าไปรับคุณหนูน้อยมาจากจั่วซื่อ ทันทีที่มือของหญิงสูงวัยจับมือเล็กนั่น…ภาพแม่นมสูงวัยเก็บของสิ่งหนึ่งเข้าไปที่ช่องอิฐตรงกำแพงสวนปรากฏขึ้นมา
ฉินเจียฮุ่ยเห็นภาพนั้นเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
คงต้องดูกันต่อไปว่าแม่นมถูนั้นไว้ใจได้ไหม ถึงแม้หญิงชราจะเป็นแม่นมของมารดาที่ติดตามมาจากบ้านเดิมก็ตาม
### หวนกลับมายังไม่ทันได้ตั้งหลักน้องฮุ่ยก็เจอคนรังเกียจแล้ว
คับแค้น อาฆาต
ศาลาเล็กๆในเรือนสวนหลีจีเป็นสถานที่โปรดปรานของคุณหนูน้อยผู้เดียวของเรือนมากที่สุด ณ ที่แห่งนี้ฉินเจียฮุ่ยน้อยมักจะใช้เวลาอยู่ครึ่งค่อนวันทุกวันในฤดูกาลที่อากาศดี เด็กหญิงตัวน้อยจะอ่านตำรา หัดคัดอักษรและบางครั้งก็วาดภาพ
วันนี้ฉินเจียฮุ่ยเริ่มวาดภาพจากสีที่ผสมเองจากใบไม้บ้าง ดินสีแดงบ้าง หรือแม้แต่เปลือกไม้ก็สามารนำมาผสมกับส่วนผสมพิเศษเพื่อความคงทน ของเหล่านี้เป็นความรู้จากชาติภพก่อนที่จดจำได้
ต้องขอบคุณฝูอวีที่สอนเรื่องเหล่านี้ให้ เพราะเขานั้นมีฝีมือในการวาดภาพจนผู้คนยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยผู้หนึ่ง
“คุณหนู งามมาก งามจริงๆ” ตันฉีจ้องภาพวาดสวนดอกไม้ที่มีหลากหลายสีจนตาโต ในชีวิตทั้งชีวิตเคยเห็นแต่ภาพวาดจากหมึกดำ ภาพวาดเช่นนี้พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ฉินเจียฮุ่ยยิ้ม และยังคงตั้งใจมีสมาธิกับการวาดภาพไป จนก้อนกรวดเล็กๆก้อนหนึ่งตกลงมาแล้วนิ่งอยู่บนโต๊ะ
“น้องฮุ่ย ข้าเอง” เสียงหนุ่มน้อยดังขึ้นจากริมกำแพง
มองไปก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งโผล่หน้าพ้นขอบกำแพงสวน เขายกมือโบกให้ฉินเจียฮุ่ย จากนั้นเมื่อเห็นว่ามีคนเห็นตนเองแล้วเขาจึงปีนขึ้นมาบนกำแพงแล้วกระโดดลงมายืนด้านใน
“คุณชายรอง ระวังเจ้าค่ะ ไม่เข้าทางประตูล่ะเจ้าคะ” ตันฉีร้องเสียงหลง เพราะที่เด็กหนุ่มกระโดดลงมานั้นสูงมาก
“อย่าร้องเสียงดังนัก คนก็รู้หมดสิว่าข้ามา” เขาคือฉินห้าวบุตรชายคนที่สองของบ้านรองและยังเป็นลำดับที่สองของสกุลด้วย
เขาเข้ามานั่งลงแล้วสายตาก็หยุดที่ภาพวาดเช่นกัน
“น้องฮุ่ย นี่เจ้าทำได้อย่างไร นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว” ฉินห้าวถูกความงามของภาพนั้นดึงสติจนกระเจิดกระเจิงไปแล้ว
ภาพต้นไม้ใบไม้สีเขียวเข้มอ่อนจนดูมีมิติชัดเจนตรงหน้า ฉินห้าวอยากจะบอกยิ่งกว่าอัศจรรย์ นี่คือภาพวาดฝีมือเด็กอายุเก้าหนาวหรือ
“น้องฮุ่ย ข้าว่านะ ภาพของเจ้านี้ถ้าเอาไปประมูลขาย ต้องได้หลักร้อยตำลึง” ฉินห้าวมองมือเล็กตวัดพู่กันอย่างเพลิดเพลิน
ฉินเจียฮุ่ยไม่โต้ตอบแม้สักคำแต่ฉินห้าวก็ชอบที่จะใช้เวลาเช่นนี้กับเด็กน้อยกำพร้าแห่งบ้านสาม อยู่ที่นี่เขาสามารถพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆ ปรับทุกข์ ระบายความในใจโดยที่เด็กน้อยตั้งใจรับฟังเขาทุกวาจา
“คุณชายหิวไหมเจ้าคะ วันนี้ฮูหยินทำนมซิ่งเหรินไว้” ตันฉีถามขึ้น
“ดีๆ นมซิ่งเหรินของอาสะใภ้สามหอมหวานไม่มีผู้ใดทำได้รสเลิศกว่านี้แล้ว…”
ตันฉีลุกขึ้นแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ ถึงจะเป็นคนพูดมากเกินไปแต่คุณชายรองผู้นี้เป็นคนสกุลฉินเพียงคนเดียวที่แสดงออกว่าไม่เคยรังเกียจคุณหนูของนาง
เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคนหนุ่มน้อยวัยสิบสี่และเด็กหญิงวัยเก้าหนาวก็เงียบกันอยู่นาน
“ท่านพูด” เสียงเล็กๆของเด็กหญิงเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวเสียงสายลมแผ่วผ่าน
“มีแต่เจ้าที่รู้ใจข้าน้องฮุ่ย เฮ้อ….ข้าน่ะเป็นพี่ชายคนดีของเจ้าใช่ไหม แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมท่านแม่ถึงไม่ยอมให้ข้ามาที่บ้านสาม เอ่อ…เรื่องนี้ไม่เกี่ยวๆ ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย ท่านแม่บอกว่าข้าต้องเข้าสอบถงซื่อในปีนี้แล้ว แต่ข้าไม่อยากสอบ…” เด็กหนุ่มพูดพล่ามราวกับอัดอั้น
ฉินเจียฮุ่ยเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ เด็กหญิงรู้ว่าบ้านรองนั้นฝากความหวังไว้กับบุตรชายคนเดียว ท่านอารองอยากให้บุตรชายสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษสามารถสอบจนดำรงแหน่งมหาบัณฑิตให้ได้ แต่ดูท่าว่าฉินห้าวผู้นี้จะไม่อยากจะทำเช่นนั้น
ตันฉีกลับมาพร้อมนมซิ่งเหรินหอมกรุ่น ห่างออกไปหญิงชราก้มๆเงยๆรดน้ำกระถางไม้ดัดแต่ดวงตากลับคอยลอบมองมาที่ศาลาเล็ก
ฉินห้าวได้กินของอร่อยและระบายความอึดอัดใจที่บอกผู้ใดไม่ได้จนพอใจแล้ว เขาคิดว่าตนเองควรตอบแทนเด็กน้อยบ้าง
“ข้าได้หินสีฟ้ามาจากตลาดที่ท่าเรือ เขาว่ามาจากปัวสือ(เปอร์เซีย) ข้าจะเอามาให้เจ้าใช้ทำสีดีไหม” ฉินห้าวผู้ชอบออกไปเที่ยวเตร็จเตร่ภายนอกบอก
ฉินเจียฮุ่ยพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงรับ ทำสัญลักษณ์มือว่า…ส่งมาไวๆ…
และเมื่อทุกคนจากไปทิ้งไว้เพียงศาลาเปล่าร้าง ร่างสูงวัยค่อยๆเดินเข้าไปที่ศาลา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามวัยยกขึ้นทำท่าทางราวกับจับพู่กันวาดบางสิ่งลงในอากาศว่างเปล่า
เด็กหนุ่มฉินห้าวกลับเรือนไปก็ลืมสิ่งที่บอกกับเด็กน้อยไปสิ้นเพราะทันทีที่ก้าวเข้าไปในเรือนก็พบมารดานั่งหน้าถมึงทึงอยู่ในห้อง
“ท่านแม่” ฉินห้าวทำเสียงอ้อน รีบตรงเข้าไปฉอเลาะมารดา
“ข้าให้เจ้าขยันขันแข็งร่ำเรียน กลับชอบเตร็ดเตร่ไปทั่ว แล้วนี่ไปที่สวนหลีจีมาอีกแล้วใช่ไหม” เลาซื่อทำเสียงตึงแต่ใจอ่อนตั้งแต่เห็นท่าทางอ่อนข้อของลูกชายแล้ว
“ข้าแค่เอาของที่ซื้อมาไปให้น้องฮุ่ย นางฝากข้าซื้อชาดแดงพิเศษเห็นว่าจะเอาไปวาดรูป” เขาอ้างไปอย่างนั้นเอง เพื่อมิให้มารดาบ่นมากเขาจึงมักอ้างว่าฉินเจียฮุ่ยฝากซื้อของ เพราะฉินเจียฮุ่ยมือเติบยามไหว้วานให้ทำอะไรมักจะมอบเงินกำนัลให้ด้วยเสมอ และมารดาของเขาก็มักจะพูดว่า…
“อ้อ ยายหนูสามหรือ ไม่เป็นไรๆ”
หลังจากนั้นมารดาก็พร่ำบ่นสั่งสอนต่อไปจนพอใจ ทั้งยังทิ้งการบ้านให้เขาคัดตำราอีกด้วย
ฉินห้าวจำเป็นต้องคัดตำราอยู่ในเรือนของตนเอง คัดๆหยุดๆจนมืดค่ำถึงนึกได้ว่าสัญญาว่าจะนำหินสีฟ้าไปให้เด็กหญิงตัวน้อย
ระยะทางจากเรือนของฉินห้าวจนถึงสวนหลีจีใช้เวลาเดินปกติราวๆหนึ่งเค่อ แต่ฉินห้าวร้อนใจไม่อยากผิดคำพูดกับน้องสาวตัวน้อย จากเดินจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งเมื่อถึงกำแพงรั้วก็กระโดนปีนข้ามไปแทนที่จะเข้าทางประตูด้วยความเคยชิน เข้าไปถึงภายในสวนหลีจีแล้วจึงตรงไปที่ห้องของฉินเจียฮุย
ก๊อกๆ เขาเคาะหน้าต่างเบาๆ
“น้องฮุ่ย ข้าเอาของมาให้” ฉินห้าวเรียกเสียงไม่ดังนัก
ไม่นานบานหน้าต่างก็แง้มออกมาเพียงเล็กน้อย
“ส่งมาเลยเจ้าค่ะ” ตันฉีเอ่ยตอบทั้งยืนมือออกมา
ฉินห้าวส่งของให้แล้วรีบกลับ เขาเดินลัดสวนหลีจีจะปีนกลับตรงกำแพงตามเคยเคยชินแม้จะมืดเขาก็อาศัยแสงจันทร์เดินไปได้อย่างสบายๆ หากแต่ก่อนจะถึงกำแพงจุดที่กระโดดข้ามไปมาเป็นประจำนั้น
เงาดำทมึนของบุรุษร่างใหญ่คล้ายมีคล้ายไม่มี ครู่หนึ่งชัดเจนครู่หนึ่งเลือนหายเลือนหายลอยอยู่เหนือกำแพง
ฉินห้าวหยุดฝีเท้าตัวแข็งค้าง และเหมือนเงานั้นจะรับรู้การมีอยู่ของเขาเช่นกัน มันหยุดการเคลื่อนไหวและขยับคล้ายกับการหันหน้ามามอง
ในความมืดนั้นมีจุดสีขาวล้อมประกายไฟสีแดงเพลิงประหนึ่งดวงตากำลังลุกโชนจ้องมองชายหนุ่ม นั่นมันอะไรกัน…ความรู้สึกคับแค้นใจ อาฆาต พยาบาทปรากฏชัดเจน ทั้งยังส่งมาถึงเขา..กดดันจนรู้สึกคับแค้นไปด้วย
อ๊ากกกกก…..
เสียงร้องอย่างหวาดกลัวดังก้องไปทั้งสวนหลีจีและดังไปถึงจวนสกุลฉินทั้งจวนเช่นกัน
#### เรื่องในอดีต เรื่องในวันนี้ ทุกเรื่องล้วนไม่ปกติ เอาใจช่วยน้องฮุ่ยน้อยกันหน่อยนะคะ