โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

LWS ชี้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยทำเล EEC มาแรง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5-7%

DDproperty

เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 03.05 น.
LWS ชี้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยทำเล EEC มาแรง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5-7%

[PR News] บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด (LWS) ชี้ทำเลเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยสูง ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและการลงทุน โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ที่ 5-7%

นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด (LWS) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากผลการสำรวจของ LWS เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ามีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในทำเลนี้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา, ชลบุรี และระยอง ทั้งสิ้น 75 โครงการ จำนวน 26,526 หน่วย แบ่งเป็น

1. อาคารชุดพักอาศัย 27 โครงการ จำนวน 15,160 หน่วย ที่พัฒนาตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน โดยมียอดเหลือขายอาคารชุดประมาณ 4,330 หน่วย หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.56% ของจำนวนหน่วยที่เปิดขายทั้งหมด

2. บ้านพักอาศัยทั้งสิ้น 48 โครงการ จำนวน 11,366 หน่วย มีหน่วยเหลือขายประมาณ 4,834 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 42.5% ของจำนวนหน่วยที่เปิดขายทั้งหมด

จากผลการสำรวจจะเห็นว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดพักอาศัยในพื้นที่ EEC มีมากกว่าบ้านพักอาศัย โดยระดับราคาอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับความสนใจจะเป็นระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ในขณะที่บ้านพักอาศัยอาศัยที่ได้รับความสนใจและอัตราการขายได้ดีเป็นประเภททาวน์เฮ้าส์ ที่ระดับราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท

ทำเลนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรีมีความต้องการซื้อสูง

ทำเลที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดพักอาศัย จะอยู่ในย่านนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งเป็นทำเลที่มีจำนวนแรงงานสูงสุดคือประมาณ 220,000 คน โดยเป็นกลุ่มประชากรที่มีรายได้ระหว่าง 12,000-120,000 บาทต่อเดือน

เมื่อเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ชลบุรี ที่มีจำนวนแรงงานประมาณ 25,000 คน รายได้ระหว่าง 10,000-80,000 บาทต่อเดือน และนิคมอุตสาหกรรมบางปะกง แรงงาน 30,000 คน รายได้ระหว่าง 10,000-65,000 บาทต่อเดือน

จำนวนแรงงานในทำเลนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ มีมากกว่าทำเลนิคมอุตสาหกรรมบางปะกง และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลนี้สูงกว่า

จากผลการสำรวจโดยรอบทำเลอมตะซิตี้ พบว่า อพาร์ทเมนท์โดยรวมจำนวน 14 แห่ง มีห้องเพื่อปล่อยเช่ารวม 1,900 ห้อง เป็นห้องขนาด 25-28 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) อยู่ที่ 93% อัตราการค่าเช่าอยู่ที่ 2,500-5,000 บาทต่อเดือน โดยที่ 6 ใน 14 อพาร์ทเมนท์ อัตราการเช่าคือ 100%

สะท้อนให้เห็นความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลนี้ที่มีอยู่สูงเมื่อเทียบกับทำเลอื่น ๆ ในพื้นที่ EEC

จากความต้องการที่อยู่อาศัยดังกล่าว จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในทำเลนี้ เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อ โดยเฉพาะโครงการอาคารชุดพักอาศัย

จากผลการสำรวจในเดือนมกราคม 2568 พบว่า โครงการอาคารชุดที่สร้างเสร็จก่อนขาย เมื่อเปิดขายในระดับราคาที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท (โดยเฉลี่ยขายที่ 900,000-1,200,000 บาทต่อหน่วย ขนาดห้อง 24-30 ตารางเมตร) สามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยได้ 70-90% ของจำนวนหน่วยที่เปิดขาย

มีผู้ซื้อที่เป็นผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยเองและการซื้อเพื่อการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า ซึ่งสามารถปล่อยเช่าได้ที่ระดับราคา 5,500-8,000 บาทต่อหน่วย สำหรับห้องขนาด 24-30 ตารางเมตร หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5-7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน

แนวโน้มการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ในนิคมอุตสาหกรรม

จากรายงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ระบุว่า ยอดขายและให้เช่าใหม่ของพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม มีจำนวน 6,069 ไร่ เพิ่มขึ้น 52.7% จากปีก่อนหน้า (YoY) ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567

โดยยอดขายและให้เช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ยังคงอยู่ในภาคตะวันออกมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 5,481 ไร่ (สัดส่วน 90% ของยอดขายและเช่าใหม่ของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ) เพิ่มขึ้น 55.3% YoY

สะท้อนถึงศักยภาพของภาคตะวันออกที่ยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล) จำนวน 531 ไร่ ( 47.5% YoY)

ส่งผลให้ยอดขายและให้เช่าสะสมในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 อยู่ที่ 132,430 ไร่ คิดเป็นอัตราการครอบครองพื้นที่ (Occupancy rate) ทั้งหมด 80.0% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ที่ 75.7%

สอดคล้องกับยอดขายที่ดิน (ไร่) และรายได้ของผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม รายใหญ่ 2 ราย ได้แก่ AMATA และ WHA Group รวมกันที่ปรับเพิ่มขึ้น 34.6% YoY และ 28.9% YoY ตามลำดับ

ในขณะที่มูลค่าโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนทั่วประเทศปี 2567 อยู่ที่ 1,138.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.5% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการขอรับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น 36.6% คิดเป็นมูลค่า 504.9 พันล้านบาท สัดส่วน 44% ของมูลค่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติฯ ทั้งหมด

จากข้อมูลการซื้อที่ดินและการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่อมตะ ซิตี้ ในปี 2567 จะทำให้มีกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัยของแรงงานที่จะเข้ามาทำงานเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2568-2570 เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5-10% ต่อปี จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลนี้

รวมถึงเป็นโอกาสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อปล่อยเช่าเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด ท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นทางเลือกและโอกาสสำหรับนักลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...