โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แนวโน้มค้าปลีกไทยปี 2568 จะตายหรือรอดในสมรภูมิออนไลน์

อีจัน

อัพเดต 21 มี.ค. 2568 เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 07.17 น. • อีจัน

ปี 2568 น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ท้าทายสำหรับธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ที่จะต้องเผชิญกับสภาวะตลาดถดถอยเนื่องจากความเชื่อมั่นในสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง

นอกจากนี้ สังเกตได้จากตลาดหุ้นไทยที่มีโอกาสจะตกลงทะลุ 1,200 จุด เหมือนในช่วงวิกฤตโควิด ทั้งนี้ เรายังไม่เห็นปัจจัยใดๆ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเรา ไม่มีนวัตกรรม ไอเดียใหม่ๆ รวมถึงแหล่งที่มาอื่นๆ ของการเติบโตทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินหล่อเลี้ยงประเทศตลอดมา การผ่อนคลายกระแสเงินโดยการลดอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาได้แต่เป็นแค่การทำให้ประชาชนรู้สึกดีขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ในปีนี้ยังจะเป็นปีที่ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยการเคลื่อนย้ายตนเองเข้าไปยังโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคคอนเทนต์ การทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านมือถือ รวมถึงการจับจ่ายสินค้าออนไลน์อีกด้วย

ในปีนี้ เราจะได้เห็นการแข่งขันอย่างเข้มข้นไม่ว่าจะจากธุรกิจค้าปลีกด้วยกันเองและจากธุรกิจขายของออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าออนไลน์จากประเทศจีน ที่อาศัยราคาถูกเป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าแทรกแซงตลาดไทย เนื่องจากสินค้าออนไลน์เหล่านี้อาศัยการดำเนินการด้วยต้นทุนคงที่ หรือ fixed cost ที่ต่ำกว่าเพราะไม่ต้องอาศัยหน้าร้านหรือการสต๊อกสินค้าจำนวนมาก ยิ่งร้านค้าที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ เช่นไม่มีที่ทางเป็นของตนเองหรือจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ค้าปลีกในห้างหรือตามห้องแถว ยิ่งทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของตนเองสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตจากต้นทุนคงที่ที่จะต้องจ่ายออกไปในแต่ละเดือน ยังไม่รวมบุคลากรหรือพนักงานขายประจำร้าน การซื้อขายสินค้าออนไลน์หรือ online shopping ดูเหมือนจะมีต้นทุนในการดำเนินงานที่ถูกกว่า แต่สิ่งที่ผู้บริโภคพบได้ในร้านค้าปลีกแต่หาไม่ได้ในร้านค้าออนไลน์ก็คือเสน่ห์และประสบการณ์ร่วมในการเลือกหาและจับจ่ายสินค้า ซึ่งประสบการณ์การช้อปเหล่านั้นจะต้องเหนือความคาดหวังของผู้บริโภคและกระทบที่จิตใต้สำนึกของพวกเขากลายเป็นความประทับใจไม่รู้ลืม

ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ มองว่า ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน สวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลง ทั้ง การแข่งขันที่รุนแรง (คู่แข่งทางตรง คู่แข่งทางอ้อม และคู่แข่งข้ามแพลตฟอร์ม) / ความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีทางการตลาด (MarTech) / พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป (โดยเฉพาะพฤติกรรม ผู้บริโภคยุคใหม่ “Generation Connected” ที่เชื่อมต่อกับ Internet ผ่านมือถือเกือบ 24 ชั่วโมง) จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยพบว่ามี 5 Trends หลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

1. จับตามองกลุ่มเป้าหมายแห่งอนาคต ความหวังครั้งใหม่กับ “Solo Consumer” สังคมคนโสด ด้วยจำนวนคนโสดเพิ่มขึ้นทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทย ความต้องการอิสระ ไม่ผูกมัดชีวิตกับใคร มีโลกส่วนตัวมากขึ้น ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่อยากเป็น หรือสนุกกับงานจนไม่อยากมีครอบครัว ถือเป็น กลุ่มตลาดเป้าหมายใหม่ของธุรกิจค้าปลีกที่น่าจับตามอง

2. การเข้าถึงความเป็นส่วนตัวของลูกค้าได้แบบเฉพาะบุคคล (Hyper Personalization) สร้างประสบการณ์ยิ่งกว่าคนรู้ใจ เข้าถึงตัวของลูกค้าได้ เฉพาะเจาะจง การเติบโตของ MarTech แบบก้าวกระโดด ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและเข้าใจความต้องการของลูกค้าแบบลึกซึ้ง (Deep Insight)

3. “Influencer” ทรงพลังไม่เปลี่ยนแปลง ผู้นำเทรนด์และกำหนดทิศทางธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะ Micro-Influencer ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่มอย่างเหนียวแน่น ภักดีแบบเชียร์สุดใจ ช่วยให้เข้าถึง กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ตอกย้ำความสำเร็จว่า แบรนด์ปังไม่ต้องเสียตังค์เยอะ

4. ภาพของการรวมช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า การตลาด และการขาย มาไว้ในที่เดียวทั้งออฟไลน์และออนไลน์ หรือ Omnichannel Integration จะชัดเจนขึ้นจนผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยเงินลงทุน และระยะเวลาเตรียมการที่มากพอ ประสบการณ์แบบไร้รอยต่อจะทำให้ทุกการจับจ่ายมีสีสันและ Active แบบ Real-time

5. การทำให้เรื่องงานและชีวิตส่วนตัวผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างลงตัว (Work Life Harmony) จะเริ่มเข้ามาแทนที่การแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวให้สมดุลกัน (Work Life Balance) เพราะ Work Life Balance คือ การทำงาน เลิกงาน แล้วใช้เวลาว่างในการทำสิ่งที่ชอบ แต่ Work Life Harmony กลับเป็นการ ทำงานและการใช้ชีวิตในแบบที่ชอบได้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ เราจะยังได้เห็นแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นในธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะ AI ที่จะถูกใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสินค้าคงคลัง การสร้างฐานข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย การวิเคราะห์พฤติกรรม ความชอบและความต้องการลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อช่วยปรับปรุงประสบการณ์การช้อปปิ้งและบริการที่เหนือความคาดหวัง แชทบอทและผู้ช่วยเสมือนที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ค้าปลีกที่จะช่วยปรับปรุงการบริการลูกค้าด้วยการสนับสนุนทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกๆ วัน และการโต้ตอบกับลูกค้าแบบเฉพาะตัว อุตสาหกรรมค้าปลีกยังจะให้ความสำคัญกับการเสนอสินค้าที่คลอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในสังคม อย่างเช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ หรือชนกลุ่มน้อย เป็นต้น ทั้งนี้ ยังรวมถึงสินค้าที่พัฒนาขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์หรือความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

ทั้งหมดเป็นแนวโน้มค้าปลีกที่จะเกิดขึ้นในปี 2568 นี้ หนทางอยู่รอดของผู้ประกอบการค้าปลีกไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์จึงขึ้นอยู่กับการสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า นำไปสู่การรักษาลูกค้ากลุ่มเดิมให้มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์และขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มเติม

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...