โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

8 เรื่องที่เรา (อาจ) เข้าใจผิดเกี่ยวกับ “โรมันโบราณ”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นักสู้ “กลาดิเอตอร์” ในโคลอสเซียม กีฬาติดอาวุธนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในสังคมโรมัน (ภาพจาก Wikimedia Commons)

เรารู้จักกรุงโรม และ “โรมันโบราณ” ดีแค่ไหน? เมื่อการดำรงอยู่และล่มสลายของมันผ่านมานับพันปีแล้ว

ตั้งแต่กาลอุบัติของจักรวรรดิโรมันเมื่อปีที่ 31 ก่อนคริสตกาล อิทธิพลของชาวโรมันแผ่ขยายไปทั่วทะเลเมดิเตอเรเนียน จนถึง ค.ศ. 476 ที่จักรพรรดิโรมันตะวันตกถูกกษัตริย์ชาวเยอรมันโค่นบัลลังก์ ดูเหมือนว่ากรุงโรมซึ่งเต็มไปด้วยสนามกีฬา ความเสื่อมทราม และประติมากรรมหินอ่อน จะยังมีอีกหลายเรื่องที่เราเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่

นี่คือ 8 เรื่องเข้าใจผิดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรมันโบราณ รวบรวมโดย Parissa DJangi ใน National Geographic[แปลและปรับเนื้อหาเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

1. กลาดิเอเตอร์มักสู้จนตัวตาย

นักสู้ หรือกลาดิเอเตอร์(Gladiators) คือทาสหรือนักโทษที่ต้องตะลุมบอนในสังเวียนเพื่อความบันเทิงของผู้ชนและชนชั้นสูงชาวโรมัน สื่อสมัยใหม่นำเสนอชะตากรรมอันโหดร้ายของผู้พ่ายแพ้ว่าต้องลงเอยด้วยความตาย แต่ การ์เร็ตต์ ไรอัน (Garrett Ryan) ผู้เชี่ยวชาญด้านอารยธรรมกรีก-โรมัน เผยว่า จริง ๆ แล้วมีนักสู้เสียชีวิตจากการต่อสู้เพียง 1 ใน 5 คนเท่านั้น

ความตายไม่ใช่ปลายทางของผู้แพ้เสมอไป เพราะนายทาสซึ่งออกค่าดูแลและลงทุนหาครูฝึกกลาดิเอเตอร์คงไม่ยินดีกับความสูญเสียนั้น พวกเขาต้องการทำเงินจากการส่งนักสู้ลงสนามในรอบต่อไป และคนตายย่อมไม่สามารถสร้างรายได้

ถึงอย่างนั้น กีฬาเลือดของชาวโรมันยังพรากชีวิตนักสู้มากมายที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวแม้จะออกจากสนามต่อสู้ไปแล้วอยู่ดี

2. ห้องอาเจียน “เวอมิทอเรียม”

เวอมิทอเรียม(Vomitorium) ถูกเข้าใจว่าเป็นห้องที่ชาวโรมันผู้มั่งมีหรือแขกเหรื่อในงานเลี้ยงใช้เป็นสถานที่ “อ้วก” เอาอาหารที่เพิ่งกินออกมา เพื่อให้สามารถกลับไปกินต่อได้โดยที่ท้องยังว่างสำหรับอาหารชุดใหม่

แต่ความจริงคือ เวอมิทอเรียมไม่ใช่ห้องอาเจียน มันเป็นเพียงช่องเล็ก ๆ ของโรงละครกลางแจ้งหรือสนามกีฬา เป็นประตูสำหรับระบายคนให้เข้า-ออกอาคารได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ภายหลังชื่อเรียกดังกล่าวกลายเป็นคำแสลงจากการเปรียบเปรยฝูงชนที่เบียดเสียดกันผ่านช่องนี้ว่า เหมือนอาเจียนที่ทะลักออกมา

คนรุ่นหลังเลยพลอยลืมความหมายที่แท้จริงของเวอมิทอเรียม และคิดว่าเป็น “ห้องอาเจียน”

3. รูปปั้นหินอ่อนจืดชืดไร้สีสัน

ไม่ผิดที่เรานึกถึงแต่รูปปั้นสีขาวโพลนหรือสีครีมเรียบ ๆ เมื่อพูดถึงประติมากรรมโรมันโบราณ เพราะหลักฐานทุกวันนี้เป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่ความจืดชืดนั้นไม่ได้มีมาแต่แรก ทว่าเป็นเพราะ “เวลา” ที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

อันที่จริงโลกของชาวโรมันเต็มไปด้วยสีสัน ความสดใส ประติมากรรมหินอ่อนของพวกเขามักถูกแต่งแต้มด้วยสีมากมาย แต่พวกมันซีดจางไปตามกาลเวลา

4. เนโรเล่นไวโอลินดูทะเลเพลิง

เนโรได้รับการจดจำว่าเป็นจักรพรรดิที่ฉาวโฉ่ที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โรมัน ช่วงเวลาของการครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 54- 68 นั้น พระองค์เต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่มีแต่ความโหดร้ายและเกินขอบเขต ตำนานที่โด่งดังที่สุดคือ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาทำลายกรุงโรมเมื่อ ค.ศ. 64 จักรพรรดิเนโรทรงสีไวโอลินอย่างสำราญใจ ขณะที่อาคารบ้านเรือนถูกไฟไหม้

แต่เรื่องดังกล่าวถูกบันทึกหลังเหตุการณ์นานมาก นั่นแปลว่าไม่มีพยานรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นว่าคืออะไรกันแน่ และไวโอลินเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในยุคกลาง

จริง ๆ แล้วเนโรจริงจังกับเหตุไฟไหม้ครั้งนั้น พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่กรุงโรมด้วยซ้ำตอนที่เพลิงเริ่มลุกลาม เมื่อทราบข่าว จักรพรรดิรีบเสด็จกลับพร้อมบัญชาให้ดับไฟ และมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบด้วย

5. สตรีชาวโรมันถูกจำกัดให้อยู่แต่บ้าน

สังคมโรมันคือสังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงมีเสรีภาพค่อนข้างจำกัด และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางราชการได้ นี่คือข้อเท็จจริง

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเธอจะถูกจำกัดพื้นที่ให้อยู่แค่ในบ้าน หรือโดดเดี่ยวตนเองจากกิจการสาธารณะ ดูเหมือนส่วนหนึ่งจะสามารถค้นพบหนทางสู่ความมั่งคั่งได้ด้วย เช่น จูเลีย เฟลิกซ์(Julia Felix) เศรษฐินีชาวโรมัน ผู้เป็นเจ้าของอาคารและโรงอาบน้ำที่ปอมเปอี ก่อนเมืองแห่งนี้จะถูกพิโรธภูเขาไฟทำลายหายไปเมื่อ ค.ศ. 79

แม้จะไร้สิทธิทางกฎหมาย แต่สตรีโรมันยังมีอิทธิพลอยู่หลังม่านการเมือง โดยเฉพาะหากเธอเป็นมเหสี พระพันปี พระภคินี หรือธิดาของจักรพรรดิ พระราชวงศ์ และวุฒิสมาชิก

6. ทุกคนในจักรวรรดิมีรูปลักษณ์และพูดภาษาเดียวกัน

ในยุคเรืองอำนาจสูงสุดเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 2 จักรวรรดิโรมันทอดยาวจากเกาะอังกฤษไปถึงตุรกี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดินแดนเหล่านี้มีผู้คน วัฒนธรรม และภาษาที่หลากหลายขนาดไหน ตั้งแต่วัฒนธรรมอราเมอิก (อาหรับ) กรีก และกอล (ฝรั่งเศส) คนเหล่านี้ยังโยกย้ายถิ่นฐานอย่างขวักไขว่ภายในจักรวรรดิด้วย

ค.ศ. 1901 มีการพบร่างของสตรีชั้นสูงชาวโรมันเชื้อสายจากแอฟริกาเหนือที่ยอร์ก เมืองเก่าในประเทศอังกฤษ เธอไม่ได้มาที่เกาะอังกฤษคนเดียวแน่ เพราะที่นั่นมีกำแพงเฮเดรียนเป็นพรมแดนของโรมัน และอาจเคยมีทหารแอฟริกันในสังกัดกองทัพโรมันมาประจำการอยู่ที่นี่

แม้แต่จักรพรรดิบางพระองค์ยังไม่ใช่คนพื้นเพบนคาบสมุทรอิตาลี เพราะจักรพรรดิทราจันเกิดในสเปน ส่วนจักรพรรดิเซปติมิอุส เซเวอรัส ก็มาจากดินแดนที่ปัจจุบันคือลิเบีย

7. ชาวคริสต์ยุคแรกถูกส่งไปตายในโคลอสเซียม

เรื่องเล่าคริสต์ศาสนายุคแรกที่โด่งดังมากคือ บรรดาชาวคริสต์ยุคแรกเริ่มต้องถูกทรมาน และส่งไปตายอย่างโหดร้ายในสนามกีฬาโคลอสเซียม

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดยืนยันว่าเคยมีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นที่โคลอสเซียม กลับกัน สถานที่อื่น ๆ ในกรุงโรม เช่น เซอร์คัส แม็กซิมัส(Circus Maximus – สนามแข่งรถม้า) หรือตามต่างจังหวัดยังพบร่องรอยของการเป็นลานประหารคนนอกรีตอยู่บ้าง

เรื่องเล่าการพลีชีพของชาวคริสต์ที่โคลอสเซียมเพิ่งแพร่หลายในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาหลักของโรมไปแล้ว กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 16 คริสตจักรโรมันคาทอลิกจึงยกให้โคลอสเซียมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อยกย่องเหล่ามรณสักขียุคแรกของคริสต์ศาสนา

8. ค.ศ. 476 กาลวินาศแห่งโรม

เรามักคุ้นเคยกันว่า จักรวรรดิโรมันล่มสลายในคริสต์ศตวรรษที่ 5 เมื่อ โอโดอาเซอร์(Odoacer) กษัตริย์เยอรมัน โค่นจักรพรรดิโรมูลุส ออกุสตุสลงจากอำนาจ

ในทางปฏิบัติ นั่นไม่ใช่จุดจบของจักรวรรดิโรมัน เพราะตั้งแต่ ค.ศ. 330 แล้วที่จักรวรรดิแตกออกเป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิตะวันตก มีศูนย์กลางที่กรุงโรม และจักรวรรดิตะวันออก มีกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่

แม้โรมูลุส ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิตะวันตกจะถูกยึดอำนาจเมื่อ ค.ศ. 476 แต่จักรวรรดิตะวันออกยังดำรงอยู่มากว่าสหัสวรรษในชื่อ “จักรวรรดิไบแซนไทน์”(Byzantine Empire)

ทั้งนี้ บางคนโต้ว่าการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกถูกบรรยายไว้ค่อนข้างเกินจริง ดังเช่น เอ็ดเวิร์ด เจ. วัตต์ (Edward J. Watts) นักประวัติศาสตร์ อ้างอิงข้อความจากหนังสือ The Eternal Decline and Fall of Rome: The History of a Dangerous Ideaว่า

“ไม่มีใครในอิตาลีคิดว่าชีวิตของชาวโรมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงหลังการมาถึง (ของโอโดอาเซอร์) …ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรมในฐานะความเป็นโรมันยังดำเนินต่อไป”

Parissa DJangi ส่งท้ายว่า ความเป็นโรมยังอยู่มาถึงปัจจุบัน มันอยู่ในระบบสาธารณูปโภค ความคลั่งไคล้กีฬาของพวกเรา และภาษาตระกูลโรมานซ์ที่หลายร้อยล้านคนทั่วโลกใช้กันอยู่ แม้โรมจะอยู่รอดมาได้ในรูปแบบพิลึกพิลั่นนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตำนานผิด ๆ ที่เข้าใจกันมานานจะถูกปล่อยให้เชื่อกันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 8 เรื่องที่เรา (อาจ) เข้าใจผิดเกี่ยวกับ “โรมันโบราณ”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...