โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

แพทย์พบ 'เบาหวาน' ในวัยรุ่นพุ่ง หนุน CGM บัตรทอง ช่วยคุมน้ำตาลต่อเนื่อง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

21 กันยายน 2569 พญ.ณิชกานต์ หลายชูไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง หรือ CGM (Continuous Glucose Monitoring) เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยติดตามระดับน้ำตาลได้ตลอดวัน โดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กติดบริเวณชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแบบเรียลไทม์ ค่าน้ำตาลจะได้รับการอัปเดตทุก 1–5 นาที จึงช่วยลดความจำเป็นในการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วบ่อยครั้ง

นอกจากแสดงระดับน้ำตาลในขณะนั้นแล้ว CGM ยังแสดงลูกศรบอกแนวโน้มว่าระดับน้ำตาลกำลังคงที่ เพิ่มขึ้น หรือลดลง ทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น เมื่อใช้งานครบตามระยะเวลาที่กำหนด ระบบยังสามารถสรุปข้อมูลสำคัญ เช่น ค่าน้ำตาลเฉลี่ย การประเมินระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c และค่า Time in Range ซึ่งแสดงระยะเวลาที่ระดับน้ำตาลอยู่ในช่วงเป้าหมาย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมรักษาประเมินและวางแผนการดูแลผู้ป่วยได้ละเอียดกว่าการตรวจน้ำตาลด้วยการเจาะเลือดปลายนิ้วเพียงอย่างเดียว

สำหรับประเทศไทย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นกลุ่มที่ควรได้รับ CGM ตามมาตรฐานการรักษาสากล เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ผู้ป่วยจึงต้องฉีดอินซูลินและติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด

พญ.ณิชกานต์ หลายชูไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CGM เป็นสิทธิบัตรทอง 30 บาทดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บรรจุ CGM เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาทเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการดูแลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะรับบริการต้องผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด อาทิ ผ่านการอบรมการดูแลตนเอง มีการตรวจระดับน้ำตาลที่ปลายนิ้วอย่างสม่ำเสมอ และมีปัญหาในการควบคุมระดับน้ำตาลหรือเกิดภาวะน้ำตาลต่ำบ่อยครั้ง โดยแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพจะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมและวางแผนการใช้อุปกรณ์ให้แก่ผู้ป่วยแต่ละราย

อย่างไรก็ตาม การให้บริการ CGM จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักกำหนดอาหาร เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้ง การใช้งาน การแปลผล และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น รวมถึงต้องมีระบบเบิกจ่ายและการบริหารเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการรองรับ ขณะที่ผู้ป่วยควรมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับ CGM ได้ เช่น สมาร์ทโฟน ระบบบลูทูธ และอินเทอร์เน็ต

"กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก CGM อย่างชัดเจน คือผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้อินซูลิน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ส่วนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาจนำข้อมูลจากเครื่อง CGM มาใช้เรียนรู้ผลของอ าหารและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันต่อระดับน้ำตาลได้ แต่ต้องพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการเพียงพอว่าจำเป็นต้องใช้ CGM เพื่อประเมินสุขภาพโดยทั่วไป เนื่องจากอุปกรณ์แสดงข้อมูลเฉพาะระดับน้ำตาล ไม่ได้สะท้อนสุขภาพในด้านอื่น เช่น ระดับไขมัน หรือการทำงานของตับและไต" พญ.ณิชกานต์ กล่าว

โรคเบาหวานมีแนวโน้มพบในผู้ป่วยอายุน้อยลง

พญ.ณิชกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานปัจจุบัน พบว่ามีแนวโน้มพบผู้ป่วยอายุน้อยลง โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบมากขึ้นในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะน้ำหนักเกิน ตลอดจนการเข้าถึงขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงได้ง่าย การป้องกันจึงควรเริ่มจากครอบครัว ด้วยการปลูกฝังพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ส่งเสริมการออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่มีภาวะอ้วนหรือประวัติเบาหวานในครอบครัว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ

"ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานควรเข้าสู่การรักษาตั้งแต่ระยะแรก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะเร่งความเสื่อมของอวัยวะและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไตเรื้อรัง เบาหวานขึ้นจอประสาทตา รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ภาวะน้ำตาลต่ำเป็นอันตรายเฉียบพลัน อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือชักได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า CGM จึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะสามารถแจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำตาลมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ ช่วยให้ผู้ป่วยรับมือและดูแลตนเองได้อย่างทันท่วงที" พญ.ณิชกานต์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...