โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘โลกร้อน’ กระทบชีวิต เพิ่มต้นทุนธุรกิจ ไทยต้องเร่งปรับตัว-ลดคาร์บอน

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ท่ามกลางความขัดแย้งและความผันผวนของโลก ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ทั้งความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้ง ยังคงเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางการค้า และความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ดึงความสนใจของนานาประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป เพราะโลกร้อนไม่ได้หยุดรอให้วิกฤตอื่นคลี่คลาย และต้นทุนจากความเสียหายก็ไม่ได้หยุดสะสม

โลกร้อน

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่า ช่วงปี 2558-2568 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล โดยปี 2568 ยังติดอันดับหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุด ขณะที่รายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปี 2569 ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ชี้ว่า โลกกำลังมุ่งสู่การมีอุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โดย เลขาธิการสหประชาชาติ ย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งสูงเกิน พร้อมทำให้อุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงเหล่านี้มีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ธนาคารโลกประเมินว่า หากไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม ผลกระทบจากความร้อน น้ำท่วม การขาดแคลนน้ำ และการกัดเซาะชายฝั่ง อาจทำให้ GDP ของไทยในปี 2593 ต่ำกว่ากรณีฐานถึง 7-14% การรับมือจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษารายได้ การจ้างงาน และศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ความร้อนกระทบสุขภาพแรงงาน เพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจ

ความร้อนเป็นภัยที่กระทบชีวิตและการทำงานอย่างใกล้ตัว โดยปี 2567 เป็นปีที่ร้อนที่สุดของไทยในรอบ 74 ปี ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดแตะระดับ 44.2°C อากาศร้อนจัดลักษณะนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก ส่งผลให้ช่วงปี 2562-2567 มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดสะสม 212 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงาน

ผลกระทบยังขยายไปถึงผลิตภาพแรงงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะงานกลางแจ้งและงานที่ต้องใช้แรงกาย ธนาคารโลกประเมินว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส โดยไม่มีมาตรการรับมือที่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดต้นทุนจากการเสียชีวิต ผลิตภาพที่ลดลง และการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น เทียบเท่าประมาณ 1.6-2% ของ GDP กรุงเทพฯ ในปี 2562

ความแปรปรวนของน้ำท่วม-น้ำแล้ง

สถานการณ์น้ำท่วมช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของชุมชนและเศรษฐกิจไทย โดยมีพื้นที่ประสบอุทกภัยกว่า 20 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 1 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้เกิดภาระต่อทั้งการรับมือเฉพาะหน้าและการฟื้นฟูบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังน้ำลด

ในขณะที่หลายพื้นที่กำลังฟื้นตัวจากน้ำท่วม อีกความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือภัยแล้ง โดยเฉพาะจากอิทธิพลของเอลนีโญ โดย WMO รายงานว่า เอลนีโญได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วและกำลังทวีความรุนแรงขึ้น คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดราวเดือนธันวาคม 2569 นี้ และมีโอกาสสูงที่จะคงอยู่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งอาจส่งผลต่ออุณหภูมิและรูปแบบฝนในหลายภูมิภาคทั่วโลก

มีการประเมินว่า ภัยแล้งและน้ำท่วมในปี 2570 อาจสร้างความเสียหายตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 1 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่า 0.60% ของ GDP จากความเสี่ยงทั้งภัยแล้งในช่วงครึ่งแรกของปี และน้ำท่วมในช่วงครึ่งหลัง หากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนผ่านสู่ลานีญาตามสมมติฐาน

ไทยจึงต้องวางแผนรับมือทั้งน้ำมากและน้ำน้อยควบคู่กัน ตั้งแต่การกักเก็บและจัดสรรน้ำ การปรับแผนเพาะปลูก ไปจนถึงการเตรียมระบบระบายน้ำและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อลดโอกาสที่ความเสียหายจากภัยพิบัติจะส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน

จะเห็นได้ชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังสร้างต้นทุนจริงต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับประเทศ เมือง และภาคธุรกิจ

จากภัยภูมิอากาศ สู่กติกาคาร์บอนที่กระทบต้นทุนและการค้า

ความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเป็นแรงผลักดันให้นานาประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านทั้งกฎหมาย มาตรฐาน และกลไกราคาคาร์บอน ทำให้ธุรกิจต้องเผชิญความเสี่ยงสองด้านควบคู่กัน ทั้งความเสียหายทางกายภาพจากภัยพิบัติ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน เมื่อการปล่อยคาร์บอนกลายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

ในอดีต ต้นทุนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าและบริการอย่างครบถ้วน โดยสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้แบกรับผลกระทบส่วนหนึ่ง แต่กลไกราคาคาร์บอนกำลังทำให้ผู้ปล่อยต้องนำต้นทุนดังกล่าวมาประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น โดยธนาคารโลกระบุว่า ในปี 2569 กลไกราคาคาร์บอนโดยตรงครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกแล้วมากกว่า 29% ตัวอย่างกลไก ราคาคาร์บอน เช่น

  • ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS: Emission Trading System): การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ และเปิดให้มีการซื้อขายสิทธิระหว่างกัน
  • ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): การเรียกเก็บภาษีโดยตรงตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการราคาคาร์บอนเฉพาะอุตสาหกรรมที่ผลิตในประเทศ ทำให้ประเทศที่มีกติกาเข้มงวดมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง ธุรกิจบางส่วนอาจลดหรือเลิกกิจการ หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกติกาผ่อนปรนกว่า ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงย้ายไปเกิดที่อื่นแทนที่จะลดลงจริงในภาพรวม จึงเป็นที่มาของมาตรการปรับราคาสินค้านำเข้า เพื่อให้มีต้นทุนคาร์บอนสอดคล้องกับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

ตัวอย่างสำคัญคือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ EU CBAM ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสินค้าบางรายการในหกกลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน มาตรการนี้กำหนดให้สินค้านำเข้ารับภาระต้นทุนคาร์บอนที่สอดคล้องกับสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน เช่น การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกติกาคาร์บอนผ่อนปรนกว่า

ภายใต้กลไกดังกล่าว ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีหน้าที่จัดหาและส่งมอบใบรับรอง CBAMตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝงในสินค้าที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ของมาตรการ โดยจะเริ่มเปิดให้ซื้อใบรับรองในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เพื่อรองรับภาระจากสินค้าที่นำเข้าตั้งแต่ปี 2569 ราคาของใบรับรองอ้างอิงราคาประมูลสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบEU ETS ซึ่งปัจจุบันราคาอ้างอิงสำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 82.32 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์

แม้ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายจะเป็นผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยอาจได้รับแรงกดดันผ่านการเจรจาราคา การคัดเลือกผู้ขาย และความต้องการข้อมูลการปล่อยจากกระบวนการผลิต ธุรกิจจึงต้องเตรียมทั้งระบบคำนวณและทวนสอบข้อมูลคาร์บอน ตลอดจนแผนลดการปล่อย เพื่อรองรับข้อกำหนดของลูกค้า หากสินค้ามีการปล่อยสูงกว่าคู่แข่ง ภาระคาร์บอนที่เกี่ยวข้องก็อาจกลายเป็นข้อเสียเปรียบทางการค้าเพิ่มเติม

แรงกดดันด้านคาร์บอนข้ามพรมแดนยังมีโอกาสขยายไปยังตลาดอื่น โดยสหราชอาณาจักรกำหนดเริ่มใช้ UK CBAM ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 กับสินค้าบางรายการในห้ากลุ่ม ได้แก่ อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และเหล็กและเหล็กกล้า ออสเตรเลียมีข้อเสนอจากรายงาน Carbon Leakage Review ให้ใช้มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนกับปูนซีเมนต์และปูนเม็ดเป็นกลุ่มแรก โดยรัฐบาลกำลังนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณาในการทบทวนปี 2569-2570 ส่วนสหรัฐ มีการเสนอร่างกฎหมาย เช่น Clean Competition Act และ Foreign Pollution Fee Act เพื่อกำหนดภาระกับสินค้านำเข้าตามความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ แต่พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนว่าคาร์บอนกำลังถูกนำมาเชื่อมโยงกับกติกาการค้าในหลายตลาด ผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามทั้งขอบเขตสินค้า วิธีคำนวณการปล่อย และเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เพื่อเตรียมรับข้อกำหนดที่อาจขยายตัวในอนาคต

สำหรับไทย หากกลไกราคาคาร์บอนขยายความครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ผลกระทบก็อาจขยายจากผู้ส่งออกไปสู่ผู้ผลิตที่จำหน่ายในประเทศและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานด้วย การเตรียมข้อมูล เพิ่มทางเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมีกติกาด้าน Climate Change ที่พร้อม ตั้งแต่วันนี้จึงมีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันและรายได้ของประเทศ

ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วางระบบไทยเพื่อรองรับกติกาคาร์บอนโลก

เพื่อเตรียมเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับมือกับกติกาโลกใหม่ ประเทศไทยกำลังผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) เพื่อใช้เป็นกรอบหลักในการกำหนด ต้นทุนคาร์บอน ภายในประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป

ความสำคัญของการเตรียมระบบภายในประเทศเห็นได้ชัดจาก EU CBAM ซึ่งเริ่มมีภาระทางการเงินสำหรับสินค้านำเข้าที่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยภาระจะทยอยเพิ่มขึ้นควบคู่กับการลดสิทธิการปล่อยฟรีของผู้ผลิตในยุโรป ส่วนการซื้อใบรับรองสำหรับสินค้าที่นำเข้าในปี 2569 จะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2570 แม้ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายจะเป็นผู้นำเข้าหรือผู้แทนที่เข้าเกณฑ์ในสหภาพยุโรป แต่ผู้ผลิตไทยอาจได้รับแรงกดดันผ่านการเจรจาราคา การคัดเลือกผู้ขาย และความต้องการข้อมูลคาร์บอนของสินค้า

การมีกลไกราคาคาร์บอนในไทยอาจช่วยให้รายได้จากการกำหนดราคาคาร์บอนบางส่วนเกิดขึ้นภายในประเทศ และเปิดโอกาสให้นำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านตามกลไกงบประมาณและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงสำหรับการปล่อยที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาจนำไปหักลดภาระราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าปลายทาง

ร่างกฎหมายไทยจึงวางเครื่องมือหลายด้านให้ทำงานร่วมกัน ทั้งการสร้างข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การกำหนดแรงจูงใจให้ลดการปล่อย และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ระบบรายงานและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: กำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์จัดทำและรายงานข้อมูล พร้อมการทวนสอบตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับกำหนดนโยบายและบริหารระบบราคาคาร์บอน ส่วนภาคธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลประเมินแหล่งปล่อย ต้นทุน และทางเลือกลดการปล่อยได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างพัฒนาระบบรายงานเพื่อรองรับกฎหมายและระบบ ETS ในอนาคต

ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ETS วางกรอบกำหนดเพดานการปล่อยและจัดสรรสิทธิให้กิจการที่อยู่ภายใต้ระบบ โดยผู้ประกอบการต้องคืนสิทธิให้เพียงพอกับปริมาณการปล่อยที่ได้รับการรับรอง หากมีสิทธิไม่พอต้องจัดหาสิทธิเพิ่ม ส่วนผู้ที่มีสิทธิเหลืออาจขายได้ตามกติกา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เลือกลงทุนลดการปล่อยในทางที่คุ้มค่า

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): วางกรอบเรียกเก็บจากสินค้าที่กำหนด เช่น กลุ่ม สินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อสะท้อนต้นทุนการปล่อยและจูงใจให้ปรับการผลิตหรือการใช้พลังงาน โดยจัดเก็บผ่านโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และคำนวณตามสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด ซึ่งกำหนดราคาคาร์บอนอ้างอิงที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

กลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (Thailand CBAM): จัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้าเข้าสู่ประเทศไทย ให้สอดคล้องกับมาตรการที่ใช้กับสินค้าในประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ และนำรายได้เข้ากองทุนภูมิอากาศ

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit): สนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ให้สามารถนำคาร์บอนเครดิตมาซื้อขายเพื่อสร้างรายได้เสริม หรือนำมาใช้ชดเชย Allowanceภายใต้ระบบ ETS

กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว โดยแหล่งรายได้มาจากหลายแหล่ง เช่น งบประมาณที่ได้รับจัดสรร การลงทุนภาคเอกชน แหล่งทุนจากต่างประเทศ และกลไกตลาดคาร์บอน เช่น ETS Thailand CBAM

มาตรฐานจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(Thailand Taxonomy): มาตรฐานภาคสมัครใจที่ช่วยให้ภาครัฐ ธุรกิจ และสถาบันการเงินมีเกณฑ์ประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน และประกอบการจัดสรรเงินทุนได้ชัดเจนขึ้นการมีกลไกกำหนดราคาคาร์บอนและกติกาที่ชัดเจน เหมาะสมกับบริบทของไทย ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี จะช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนบริหารต้นทุนและลงทุนลดการปล่อยได้อย่างมีทิศทาง พร้อมลดอุปสรรคในการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในโลกคาร์บอนต่ำ

เมื่อมองภาพรวม ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสองด้านที่เชื่อมโยงกัน

ด้านแรกคือความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) จากน้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อนรุนแรง ซึ่งกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และการผลิต ส่วนอีกด้านคือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risk) เมื่อประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการลดการปล่อย เช่น ราคาคาร์บอนและ CBAM ซึ่งเปลี่ยนเงื่อนไขด้านต้นทุน การค้า และการลงทุน การรับมือของไทยจึงต้องดำเนินไปพร้อมกัน ทั้งการเสริมความพร้อมต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการลดคาร์บอนให้ทันกติกาโลก เพื่อปกป้องคุณภาพชีวิต รักษาการจ้างงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

A collage of different images of different types of minerals AI-generated content may be incorrect.

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...