โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อสังหาฯ ปี 69 คอนโดฯ-บ้านยังเผชิญโจทย์กำลังซื้อ สวนทางอุตสาหกรรมโตตามทุนต่างชาติ

Khaosod

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 เผชิญความท้าทายแตกต่างกันในแต่ละประเภท โดยตลาดที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแอ และสินเชื่อเข้มงวด ขณะที่น้ำท่วมเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการตัดสินใจซื้อ ด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมยังมีทิศทางเติบโตตามการลงทุนจากต่างประเทศและธุรกิจดิจิทัล ส่วนตลาดสำนักงานเผชิญพื้นที่ว่างสูงต่อเนื่อง

วันที่ 12 ต.ค. นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 อยู่ในภาวะฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยตลาดที่อยู่อาศัยยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกที่อยู่อาศัยเดิมและเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่

ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัลและ Data Center ซึ่งช่วยหนุนความต้องการที่ดิน โรงงาน และคลังสินค้าให้เช่า

สำหรับแนวโน้มปี 2570 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังต้องติดตามความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค การเข้าถึงสินเชื่อ และการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่การบริหารความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ตอบโจทย์ความยั่งยืนจะมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อและเช่ามากขึ้น

ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอ สต็อกสูงกดดันเปิดโครงการใหม่

ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่ลดลงทั้งในกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ประกอบกับปัญหาฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ ทำให้โครงการบางแห่งเลื่อนกำหนดเปิดขายใหม่ออกไป

โดยในไตรมาส 3 ปี 2569 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 4,876 ยูนิต เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ยอดเปิดขายใหม่สะสม 9 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 14,377 ยูนิต เพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดีคาดว่าทั้งปีจะมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 16,000-17,000 ยูนิต ใกล้เคียงกับปีก่อน หรือลดลง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่มีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่มากกว่า 60,000 ยูนิต

ขณะเดียวกันตลาดยังมีคอนโดมิเนียมเหลือขายอยู่ในขณะนี้มากกว่า 65,300 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 370,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นห้องชุดสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์แต่ยังขายไม่ได้ประมาณ 25,700 ยูนิต หรือราว 40% ของสต็อกเหลือขายทั้งหมด ขณะที่คอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือไม่เกิน 100,000 บาทต่อตร.ม. มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 55% ของห้องชุดเหลือขาย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเน้นระบายสต็อกเดิมและเร่งสร้างยอดขายมากกว่าการขยายโครงการใหม่ โดยใช้ทั้งการลดราคา โปรโมชั่น และรูปแบบให้ลูกค้าเช่าอยู่ก่อนเพื่อเพิ่มโอกาสในการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง

อีกปัจจัยสำคัญคือกำลังซื้อชาวจีนที่ลดลงต่อเนื่องจากช่วง 1-2 ปีก่อนหน้า ประกอบกับการตรวจสอบเอกสารและแหล่งที่มาของเงินทุนที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้การซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติมีข้อจำกัดมากขึ้น

สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยเฉพาะบ้านระดับราคาสูงอ่อนตัวลงเช่นกัน ขณะที่ปัญหาการขอสินเชื่อยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อและการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้บริโภค

น้ำท่วมเพิ่มเงื่อนไขใหม่ ผู้ซื้อให้น้ำหนักความเสี่ยงทำเล

ด้านนายวรรัตถ์ สิริศักดานุกูล ผู้จัดการอาวุโส แผนกตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในระยะยาว โดยผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับประวัติน้ำท่วม ระดับความสูงของพื้นที่ ประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ และมาตรการป้องกันน้ำท่วมของโครงการมากขึ้น

พร้อมประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมอาจไม่ทำให้ราคาที่ดินหรือบ้านในพื้นที่เสี่ยงลดลงทั้งหมด แต่มีโอกาสเกิดส่วนต่างระหว่างทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงกับโครงการที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาโครงการอาจมีต้นทุนด้านการป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยในการพิจารณาราคาที่ดินและการลงทุนในอนาคต

ในระยะต่อไป คอนโดมิเนียมที่มีระบบบริหารจัดการอาคารที่ดี อยู่ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ และมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ซื้อบางกลุ่มที่ต้องการลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา เพราะข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและสินเชื่อยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี อาจได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWI และ UHNWI) ที่มีความพร้อมทางการเงินและพึ่งพาสินเชื่อน้อย โดยเฉพาะการซื้อเพื่อกระจายการถือครองสินทรัพย์และเพิ่มทางเลือกในการใช้ชีวิต

สำหรับภูเก็ต มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากความต้องการของผู้ซื้อระดับบนทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมหรู พูลวิลล่า และ Branded Residence ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการพักอาศัย การพักผ่อน และการสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและอุปสงค์ที่เกิดขึ้นจริง

อสังหาฯ อุตสาหกรรมโตตาม FDI ดิจิทัลหนุนความต้องการ

นายพงษ์พันธ์ พลอยเพ็ชร หัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม คุชแมน แอนด์ เวลคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเชิงบวก จากความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูป และคลังสินค้าให้เช่า โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติ การกระจายฐานการผลิต และการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซ

ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย. 2569 มีโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม 1,300 โครงการ ลดลง 14% จากปีก่อน แต่มีมูลค่าลงทุน 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีมูลค่า 1.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 839,231 ล้านบาท หรือประมาณ 74% ของมูลค่า FDI ที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด โดยมีโครงการ Data Hosting และ Data Center ขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความต้องการพื้นที่สำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สนับสนุน เช่น แผงวงจร ระบบระบายความร้อน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของที่ดินนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 3 มีพื้นที่รวม 222,388 ไร่ อัตราพื้นที่ว่างลดลงเหลือ 5.49% จาก 5.73% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคาที่ดินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 8.65 ล้านบาทต่อไร่ จาก 8.40 ล้านบาทต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3%

ด้านโรงงานสำเร็จรูปมีพื้นที่รวม 3.42 ล้านตารางเมตร อัตราว่างลดลงเหลือ 9.95% จาก 10.45% ส่วนคลังสินค้าสำเร็จรูปมีพื้นที่รวม 6.05 ล้านตารางเมตร อัตราว่างลดลงเหลือ 13.55% จาก 14.72% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยในไตรมาส 3 ไม่มีอุปทานใหม่ของโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปเข้าสู่ตลาด

แม้ค่าเช่าเฉลี่ยยังทรงตัวที่ 196 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน สำหรับโรงงานสำเร็จรูป และ 160 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน สำหรับคลังสินค้า แต่การลดลงของพื้นที่ว่างและข้อจำกัดด้านอุปทานใหม่เริ่มเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเช่าในระยะถัดไป

แนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ตลาดอุตสาหกรรมยังมีโอกาสเติบโตจากการย้ายฐานการผลิต การลงทุน FDI และความต้องการพื้นที่ของธุรกิจดิจิทัลและโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดจะขึ้นอยู่กับจังหวะการลงทุนใหม่และความสามารถของผู้พัฒนาในการเพิ่มอุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการ

ตลาดสำนักงานยังเป็นของผู้เช่า แข่งขันดึงองค์กรเข้าพื้นที่

นายอุกฤษฏ์ พรพัฒนไพโรจน์ หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงานให้เช่า คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่าตลาดสำนักงานเกรดเอในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากพื้นที่ว่างในระดับสูง แม้ไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569 จะไม่มีอาคารสำนักงานแห่งใหม่เปิดให้บริการก็ตาม

ไตรมาส 3 ตลาดสำนักงานเกรดเอใน CBD มีพื้นที่รวม 2.53 ล้านตร.ม. ขณะที่อัตราว่างเพิ่มขึ้นเป็น 23.5% จาก 22.8% ในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากองค์กรที่ต่อสัญญาเช่าหรือย้ายสำนักงานภายในย่านเดียวกันและลดขนาดพื้นที่เช่าลง

ค่าเช่าสำนักงานเกรดเอเฉลี่ยแบบรวมค่าใช้จ่ายปรับลดลงเล็กน้อยจาก 943 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน เหลือ 941 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน สะท้อนว่าตลาดยังเอื้อประโยชน์ต่อผู้เช่า โดยเจ้าของอาคารต้องใช้มาตรการจูงใจ เช่น การให้ระยะเวลาปลอดค่าเช่าที่ยาวขึ้น และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตกแต่งพื้นที่ เพื่อแข่งขันดึงดูดผู้เช่า

แม้การชะลอตัวของอาคารใหม่ที่แล้วเสร็จจะช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานในระยะสั้น แต่ในช่วงปี 2569-2574 ยังมีพื้นที่สำนักงานใหม่ที่มีกำหนดเข้าสู่ตลาดรวม 616,128 ตร.ม. โดยเป็นสำนักงานเกรดเอใน CBD จำนวน 338,310 ตร.ม. หรือ 55% ของอุปทานใหม่ทั้งหมด

สำหรับแนวโน้มปี 2570 ตลาดสำนักงานจึงยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันระหว่างอาคารและการบริหารพื้นที่ว่าง ขณะที่ความต้องการของผู้เช่าจะให้น้ำหนักกับคุณภาพอาคาร ประสิทธิภาพการใช้งาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอาคารสีเขียวที่ตอบโจทย์ ESG และเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร

ปี 2570 ตลาดแยกทิศ ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์

นายสุรเชษฐ ยังกล่าวด้วยว่าเมื่อพิจารณาภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แนวโน้มปี 2570 มีโอกาสเห็นความแตกต่างระหว่างตลาดที่พึ่งพากำลังซื้อผู้บริโภคกับตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคธุรกิจอย่างชัดเจนมากขึ้น

ตลาดที่อยู่อาศัยยังต้องจับตาความสามารถในการซื้อของประชาชนและการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบายสต็อกและการโอนกรรมสิทธิ์ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องพิจารณาความต้องการที่แท้จริงของแต่ละทำเล ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากน้ำท่วมและต้นทุนการพัฒนาโครงการ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัล Data Center และกิจกรรมโลจิสติกส์ แต่ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนและการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ให้เช่าใหม่

ส่วนตลาดสำนักงานจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมองค์กรที่ต้องการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคุณภาพอาคาร ความยั่งยืน และเงื่อนไขการเช่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน

ดังนั้น ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2570 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มขึ้นของอุปทานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการจริง บริหารต้นทุนและสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อและผู้เช่าในระยะยาว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อสังหาฯ ปี 69 คอนโดฯ-บ้านยังเผชิญโจทย์กำลังซื้อ สวนทางอุตสาหกรรมโตตามทุนต่างชาติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...