โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ADB ชี้ AI พยุงเอเชียท่ามกลางโลกเสี่ยง ปรับ GDP ไทยปีนี้ขึ้น 2% ส่งออก-เอลนีโญกดลงปีหน้า

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ADB ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจเอเชีย-ไทย รับอานิสงส์ส่งออกไฮเทค เตือนปี 2570 รับศึกหนัก “เอลนีโญ-ปัญหาสงคราม” กดดัน

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank:ADB) ฉายภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความยืดหยุ่นและมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตาม ADB ยังคงเน้นย้ำถึงความระมัดระวังเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ยังคงรุมเร้า

วันที่ 23 กันยายน 2569 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย แถลงข่าวนำเสนอรายงานประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาค (Asian Development Outlook – ADO) ฉบับเดือนกันยายน 2569 โดยแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส และชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร

เศรษฐกิจเอเชียปี 2569 โตจากส่งออก AI

อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส เปิดเผยว่า ADB ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของภูมิภาคขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.0% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 4.9% ในเดือนกรกฎาคม แม้ประมาณการในเดือนกันยายนจะออกมาในเชิงบวกมากกว่าเดือนกรกฎาคมเล็กน้อย แต่สิ่งสำคัญที่คือ ประมาณการของปีนี้ยังคงต่ำกว่าปี 2568 อย่างมาก โดยการเติบโตในปี 2568 อยู่ที่ 5.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่ามากที่ 3%

หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การเติบโตอ่อนแอลงในช่วงครึ่งหลังของปีคือ สินค้าและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ รวมถึงไทย อินโดนีเซีย จีน และเกาหลีในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2569 ได้ชะลอตัวลง สะท้อนว่าห่วงโซ่เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาค

ความไม่สงบและการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นต่อเนื่องบริเวณช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั่วโลก โดยปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวช่วงสั้น ๆ ในเดือนมิถุนายน แต่ปัจจุบันปริมาณการขนส่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในตลาดสปอตยังคงทรงตัวในระดับสูง

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอื่น ๆ อาทิ โพลีเอทิลีน เมทานอล กำมะถัน และโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ล้วนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่การหยุดชะงักในเดือนกุมภาพันธ์

อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ ADB ชี้ให้เห็นคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าผลกระทบจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปีนี้ จากประสบการณ์ในอดีต ผลกระทบของเอลนีโญต่อราคาอาหารมักปรากฏชัดเจนภายในกรอบเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน โดยราคาปาล์มน้ำมันและน้ำตาลมักได้รับผลกระทบก่อน ขณะที่ราคาข้าวซึ่งเป็นสินค้าที่อ่อนไหวที่สุดมักปรับขึ้นสูงสุดในช่วง 6-9 เดือนหลังจากเอลนีโญขึ้นถึงจุดพีค หมายความว่าราคาอาหารในภูมิภาคมีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงกลางปี 2570

อาเซียนโตต่อเนื่อง แต่ละประเทศเส้นทางต่างกัน

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตปี 2569 เป็น 4.7% จากเดิม 4.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปี 2569 ปรับขึ้นเป็น 4% จาก 3.9% ที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือคาดการณ์เงินเฟ้อของปี 2570 ซึ่งถูกปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.9% เป็น 3.3% สะท้อนผลกระทบจากทั้งเอลนีโญและวิกฤตราคาน้ำมันที่ยังคงยืดเยื้อ

อันนากล่าวว่า แม้ภาพรวมของภูมิภาคจะดูมีความยืดหยุ่นพอสมควร แต่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกร่วมกัน แต่ละประเทศกลับมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและเงื่อนไขภายในของแต่ละประเทศ

หนึ่งในปัจจัยภายนอกร่วมกันที่สำคัญคือ ผลกระทบของวัฏจักรเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ในระดับโลก ซึ่งนำไปสู่การส่งออกที่เพิ่มขึ้น ส่งเสริมการลงทุน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และยังส่งเสริมกิจกรรมด้านการผลิตและอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

“ประเทศที่มีความเชื่อมโยงสูงกับห่วงโซ่การลงทุนและการค้าด้านเทคโนโลยีระดับโลก เช่น มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตของประเทศเหล่านี้ปรับตัวดีขึ้น” อันนากล่าว

ขณะเดียวกัน ภาวะช็อกด้านพลังงานก็ยังคงส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งและการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น ฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ส่งผลให้ ADB ปรับลดประมาณการการเติบโตของฟิลิปปินส์ลงเล็กน้อย

ผลกระทบของเอลนีโญเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว และจะยังคงต่อเนื่องไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้จนถึงปี 2570 ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านการหยุดชะงักของการผลิตทางการเกษตร ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการน้ำและปริมาณน้ำจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อกิจกรรมทางอุตสาหกรรม อาจรวมถึงราคาพลังงาน และน้ำท่วมก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงต่อประชาชนด้วย

ขณะที่ปัจจัยด้านการปฏิรูปนโยบายและพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เช่น กรณีของติมอร์-เลสเต ที่รัฐบาลสามารถประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐที่แข็งแกร่ง

ด้านภาคการท่องเที่ยวของภูมิภาคโดยรวมแม้จะฟื้นตัว แต่ก็มีความแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความปั่นป่วนของสถานการณ์โลก

อันนากล่าวว่า แม้ภาพรวมคาดการณ์จะออกมาในเชิงบวก แต่ความเสี่ยงด้านต่ำ (downside risks) ยังคงมีอยู่มากในช่วงปีข้างหน้า โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงานโลกจะทวีความรุนแรงขึ้น การปรับตัวสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรและภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ผลกระทบของเอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความไม่แน่นอนทางการค้าโลกรอบใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่มีความเชื่อมโยงสูงกับตลาดเทคโนโลยีโลก

ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นอย่าง “ระมัดระวัง”

ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ADB ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยด้วยท่าทีระมัดระวัง (cautious outlook) มากกว่าสถาบันวิจัยอื่น ๆ ในภูมิภาค เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อไทยจะยังไม่ปรากฏชัดในปีนี้ แต่จะเริ่มส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า

ADB ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.0% หรือปรับขึ้นเพียง 0.2 จุด เมื่อเทียบกับประมาณการเดือนเมษายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นผลจากการนำเข้าที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ GDP ในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวลงกว่าที่คาด การนำเข้าที่สูงส่งผลให้ผลสุทธิที่กระทบต่อ GDP ถูกทอนลง

สำหรับแนวโน้มปี 2570 ชิดชนกระบุว่าวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (electronic cycle) ที่เป็นแรงหนุนสำคัญ แม้จะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีหน้าชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ ADB ปรับลดประมาณการ GDP ปีหน้าลงเหลือราว 2.9% ขณะที่การนำเข้าคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง สอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศมากขึ้น

“การลงทุนที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทาน (ecosystem supply chain) และการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศ (supplier linkage) ยังมีไม่มากนัก ทำให้ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากต่างประเทศอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหน” ชิดชนกกล่าว

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผ่านมา ADB มองว่ามีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภคได้บ้าง แต่ผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่มากนัก เนื่องจากเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคมากกว่าการกระตุ้นการลงทุน

เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ K-Shape ภาระหนี้เดิมยังกดดันกำลังซื้อ

ADB ระบุว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shape คือกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มไฮเทคซึ่งมีการจ้างงานไม่มาก จึงไม่ได้ส่งผลให้รายได้ของภาคส่วนอื่นในระบบเศรษฐกิจเติบโตตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ยังคงประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะยังเป็นข้อจำกัดต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้

ในด้านปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ ภาระหนี้เดิมของผู้บริโภคยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ แม้ระดับหนี้จะลดลงบ้างแล้ว แต่รายได้ของผู้บริโภคกลับไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก

ชิดชนกกล่าวว่า แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงที่ผ่านมาจะเติบโตขึ้นมาก ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่โจทย์สำคัญที่ยังต้องติดตามคือ ไทยจะสามารถดึงมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ (capture domestic value market) จากการลงทุนเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากในช่วงแรกยังต้องพึ่งพาการนำเข้า และผู้ประกอบการในประเทศยังไม่พร้อมที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ได้เต็มรูปแบบ ทำให้ผลสุทธิที่มีต่อเศรษฐกิจในช่วงแรกอาจยังมีอยู่อย่างจำกัด และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าไทยจะรักษาโมเมนตัมเชิงบวกนี้ไว้ได้นานเพียงใด

ชิดชนกกล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก ทั้งจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น และนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของญี่ปุ่น สถานะของไทยขณะนี้ยังถือว่าดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แม้ตลาดการเงินจะผันผวนจริงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออกขนาดใหญ่ (massive outflow) โดยภาคธนาคารของไทยยังคงมีเงินสำรองอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงยังไม่ถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลในขณะนี้

ความเสี่ยงรอบด้าน: ตะวันออกกลาง ภาษีสหรัฐฯ พลังงาน และเอลนีโญ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้และปีหน้า ประกอบด้วย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด ราคาพลังงานที่แม้จะปรับตัวดีขึ้นบ้างเป็นบางช่วง แต่โดยรวมยังสูงกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งอาจกดดันทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังถูกจำกัดด้วยรายได้ผู้บริโภคที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง

ในประเด็นพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับปลาย 60% ต้นๆ ซึ่งยังไม่ถือว่าน่ากังวลมากนัก แต่ก็ทำให้พื้นที่ทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมลดน้อยลง

ส่วนผลกระทบจากเอลนีโญ ADB ประเมินว่าปีนี้ผลกระทบต่อ GDP ไทยยังมีจำกัด เนื่องจากใกล้สิ้นปีแล้ว โดยคาดว่าเอลนีโญจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายไตรมาสนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการผลิตและระดับน้ำเพื่อการเกษตร ก่อนที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะปรากฏชัดเจนจริงในช่วงกลางปีหน้าเป็นต้นไป

นโยบายการคลัง: พื้นที่แคบลง แต่ได้แรงหนุนจาก Fitch ปรับมุมมองดีขึ้น

ด้านนโยบายการคลัง ชิดชนกระบุว่าแม้พื้นที่ทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเล็กลง แต่ภาครัฐยังคงดำเนินนโยบายขาดดุลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอยู่ เพียงแต่ขนาดการขาดดุลลดลงกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในบางส่วน ขณะที่ภาครัฐเองก็พยายามควบคุมเพดานการคลังอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีสำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือ การที่ Fitch Ratings ปรับมุมมอง (outlook) ต่อไทยดีขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่ง เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ต้นทุนการระดมทุนของภาครัฐไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งน่าจะยังเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจไทยต่อไปได้

“ประเด็นสําคัญของนโยบายการคลังคือ การใช้จ่ายภาครัฐจะต้อง “productive” มากพอที่จะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการคลังให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของฝ่ายนโยบายในระยะข้างหน้า” ชิดชนกกล่าว

อันนา ฟิงค์(ขวา) เศรษฐกรอาวุโส และชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเทศไทย

ทางออกหนี้ครัวเรือน-เอลนีโญกับเงินเฟ้อ

ในช่วงถาม-ตอบ สื่อมวลชนได้ถามหลายประเด็น ตั้งแต่ปัญหาหนี้ครัวเรือน การฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง ความเสี่ยงจากเอลนีโญ

ต่อคำถามเรื่องข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped recovery) อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส ตอบว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายหลักที่มองในกรอบ 3-5 ปีข้างหน้า คือการยกระดับห่วงโซ่มูลค่า (value chain upgrading) และการกระจายผลประโยชน์สู่ส่วนอื่นของเศรษฐกิจ (diffusion) โดยชี้ว่าไทยมีอุตสาหกรรมชั้นนำและพื้นที่ที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว แต่ยังขาดกลไกดึงประโยชน์เหล่านั้นไปสู่ภาคส่วนอื่น จึงเสนอให้สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กและกลาง (MSME) พร้อมกับพัฒนาทักษะแรงงานให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งต้องมาพร้อมกับกรอบกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ในประเด็นหนี้ครัวเรือแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทยเสริมว่า ปัญหานี้เป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคมานาน เนื่องจากครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูงย่อมมีรายได้สุทธิเหลือใช้จ่ายน้อยลง ทางออกที่แท้จริงคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลักดันให้รายได้เติบโตเร็วกว่าฐานหนี้ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ลดลงเองตามธรรมชาติ โดยย้ำว่าไม่ควรใช้วิธีจำกัดการปล่อยสินเชื่อ เพราะจะยิ่งฉุดเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ADB ประเมินว่าคุณภาพของสินเชื่อสำคัญกว่าระดับหนี้ โดยชี้ว่าสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น และภาคธนาคารไทยยังคงแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

สำหรับคำถามว่าเอลนีโญจะซ้ำเติมเงินเฟ้อไทยมากน้อยเพียงใด และจะกลายเป็นวงจรซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนหรือไม่ ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร ตอบว่าเป็นคำถามที่ตอบยาก เนื่องจากผลกระทบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่หากยืดเยื้อต่อไปในปีหน้า เอลนีโญก็จะกลายเป็นปัจจัยกดดันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบุว่าราคาพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อยังมีน้ำหนักมากกว่าราคาสินค้าเกษตร และเชื่อว่าภาครัฐไทยน่าจะมีมาตรการตรึงราคาสินค้าหรือให้เงินอุดหนุนบางรายการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ทำให้ไม่น่าจะเห็นเงินเฟ้อพุ่งสูงมากนัก

ส่วนคำถามเรื่องแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากเอลนีโญ ชิดชนกมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น่าจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยแบบรุนแรงเหมือนบางประเทศ เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแออยู่ หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจยิ่งซ้ำเติมทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน

ในประเด็นพื้นที่ทางการคลัง อันนา ระบุว่ามาตรการที่รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่มีความสำคัญในการปกป้องประชาชนจากผลกระทบราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น แม้พื้นที่ทางการคลังจะตึงตัวขึ้นและกดดันศักยภาพการลงทุนภาครัฐ แต่สิ่งสำคัญคือต้องมุ่งเน้นให้การลงทุนภาครัฐไปสู่ผลลัพธ์ที่มีตัวทวีคูณสูงและสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แอรอนสริมว่า ตลอดปีที่ผ่านมาไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และล่าสุดคือเอลนีโญกับความปั่นป่วนทางการค้าโลก แต่ไทยยังสามารถปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตท่ามกลางแรงต้านเหล่านี้ได้ ถือเป็นผลงานที่น่าประทับใจ พร้อมชี้ว่าแม้พื้นที่การคลังจะตึงตัว แต่ขนาดการขาดดุลงบประมาณกลับลดลงจาก 4.4% เหลือ 3.9% ของ GDP ซึ่งถือเป็นความสำเร็จด้านการคลังท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน โดยย้ำว่าโจทย์สำคัญต่อไปคือองค์ประกอบและคุณภาพของรายจ่ายภาครัฐ ว่าจะสามารถนำเม็ดเงินไปสู่อุตสาหกรรมที่ถูกต้องเพื่อปลดล็อกการเติบโตในอนาคตได้หรือไม่

เมื่อถูกถามว่า ADB มีแผนเพิ่มเงินสนับสนุนภาคเกษตรของไทยและฟิลิปปินส์เพื่อรับมือเอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงต่อเนื่องถึงปีหน้าหรือไม่ แอรอนตอบว่าเป็นคำถามสำคัญมาก โดยระบุว่าภาคเกษตรไทยเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และไทยยังเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ADB จึงเห็นโอกาสขยายการลงทุนในภาคเกษตรทั้งฝั่งภาครัฐและโดยเฉพาะภาคเอกชน พร้อมมองว่าการเติบโตของชนชั้นกลางในเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นโอกาสมากกว่าภัยคุกคามสำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไทยที่มีมาตรฐานสูงและฐานการผลิตที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย

เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank ที่ไทย

ในช่วงท้าย แอรอนกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก (World Bank Annual Meetings) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ โดยระบุว่า ADB ในฐานะสถาบันพี่น้องของธนาคารโลกจะเข้าร่วมอย่างเต็มที่ ทั้งประธาน ADB และรองประธานจะเข้าร่วมหารือระดับสูงตลอดสัปดาห์ โดย ADB จะเป็นเจ้าภาพจัดงานคู่ขนาน (side events) รวม 5 งาน ครอบคลุมประเด็น Global Financial Action Task Force การประชุมระดับปลัดกระทรวงการคลัง และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว

นอกจากนี้ ยังจะมีเวทีสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำท่วม เพื่อนำเสนอความเป็นผู้นำของรัฐบาลไทยในแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโครงการระยะยาวเพื่อยกระดับระบบคลองรอบกรุงเทพฯ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554 โดยมีพันธมิตรนานาชาติร่วมสนับสนุน อาทิ ADB ธนาคารโลก และสหภาพยุโรป

ADB ระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ความสามารถด้านการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก และการอวดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว การท่องเที่ยว และภาคสาธารณสุข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...