โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาจำคุก “ทนายตั้ม–ช่อฉัตร” หมิ่นประมาท เหลือคนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโทษจำคุก “ทนายตั้ม–ช่อฉัตร”หมิ่นประมาท แต่เหลือคนละ 1 ปี ชดใช้ 2 แสนบาท ไม่รอลงอาญา ชี้ให้ข่าวเพื่อหวังผลทางคดี ไม่คำนึงถึงผลกระทบ เผยเป็นคดีต้องห้ามฎีกา

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2569 ที่ศาลจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนม ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคดีที่ ผศ.ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล ,นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” กับ น.ส.ช่อฉัตร โตชูวงศ์ นักธุรกิจน้ำยางพารา เป็นจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย

โดยคำฟ้องระบุสรุปว่า จำเลยทั้งสองแถลงข่าวด้วยเนื่อหามีข้อความอันเป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง อันส่งผลให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจผิด จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย รวมถึงส่งผลกระทบเเละเกิดความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือพิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยทั้งสอง จากเดิมคนละ 2 ปี เหลือคนละ 1 ปี แต่ยังคงไม่รอการลงโทษ

โดยศาลให้เหตุผลโทษจำคุกคนละ 2 ปี ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในส่วนที่จำเลยขอรอการลงโทษ ศาลระบุเหตุผลว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พฤติการณ์การให้ข่าวเพื่อหวังผลในทางคดี โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เสียหาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ในส่วนเงินจำนวน 30,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณารอการลงโทษจำคุกจึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก

ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้น พิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับภายหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิด และไม่มีการเยียวยาบรรเทาความเสียหายให้โจทก์ทั้งสาม กรณีจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจท์ที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจําเลยไม่เกินกําหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้จึงเข้าข่ายเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นเเต่ จะมีการยื่นขออนุญาตฎีกาจากผู้พิพากษาที่พิจารณาตัดสินคดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากศาลอนุญาตให้ฎีกา คดีก็จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ส่วนหากศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีจะสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์และถูกนำตัวไปบังคับโทษตามคำพิพากษาต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ต้องห้ามฎีกาสำหรับปัญหาข้อกฎหมาย

แต่ในชั้นนี้จำเลยยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างขออนุญาตฎีกา ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าพิจารณาอนุญาตหรือไม่ต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...