ขวาจัดยุโรปตีตัวออกห่างทรัมป์ หลังรีพับลิกันพ่ายเลือกตั้งกลางเทอม
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ว่า นักการเมืองฝ่ายขวาจัดในยุโรปเริ่มตีตัวออกห่างจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม แต่ส่วนใหญ่ยังหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์โดยตรง
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้นำฝ่ายขวาจัดหลายคนเคยแสดงความชื่นชมและสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของทรัมป์ หลังคว้าชัยชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง เมื่อปี 2567 รวมถึงเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน และได้รับการสนับสนุนจากนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์
นายจอร์แดน บาร์เดลลา หัวหน้าพรรคเนชันแนล แรลลี หรือแนวร่วมแห่งชาติ ของฝรั่งเศส ซึ่งผลสำรวจหลายสำนักคาดการณ์ว่า อาจได้จัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนเม.ย. 2570 กล่าวว่า การดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์มีแนวโน้มแทรกแซงกิจการต่างประเทศมากกว่าสมัยแรก พร้อมชี้ว่า การที่สหรัฐเข้าแทรกแซงอิหร่านส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
ขณะที่น.ส. อลิซ ไวเดล หัวหน้าร่วมของพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี ( เอเอฟดี ) กล่าวว่า สงครามในอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ และวิจารณ์ทรัมป์ ว่าเคยให้คำมั่นกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าจะไม่ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบแทรกแซง แต่กลับผิดคำสัญญาดังกล่าว
ด้านนายมัตเตโอ ซัลวินี รองนายกรัฐมนตรีอิตาลี มองว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐได้รับอิทธิพลจากสงคราม ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและครอบครัว
ขณะเดียวกัน นายไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรครีฟอร์ม ยูเค ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันเป็นความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ พร้อมมองว่า สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันลงโทษพรรครีพับลิกัน และอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับนายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม
อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์เช่นหันว่า นักการเมืองฝ่ายขวาจัดในยุโรปกำลังปรับท่าทีเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เนื่องจากความนิยมในตัวทรัมป์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากปัญหาค่าครองชีพ อาจทำให้ความสัมพันธ์กับผู้นำสหรัฐกลายเป็นภาระทางการเลือกตั้ง แทนที่จะเป็นข้อได้เปรียบเหมือนที่ผ่านมา.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS