โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ: ภัยธรรมชาติ หรือความล้มเหลวของการบริหาร?

Nation Online

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

17 ตุลาคม 2569 กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์ ถอดบทเรียนเปรียบเทียบเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และกรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 โดยบทความชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างฝนตกหนักฉับพลันบนภูมิประเทศเนินเขาที่ระบายไว กับปรากฏการณ์ เรนบอมบ์ บนพื้นที่แอ่งกระทะราบลุ่มที่ทำให้น้ำขังยาวนาน พร้อมสะท้อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนต่อ การบริหารจัดการ ของภาครัฐ ระบบเตือนภัย และความเหลื่อมล้ำของการรับมือ น้ำท่วมกรุงเทพ ท่ามกลางวิกฤต ภาวะโลกร้อน

จาก เหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งเกิดความเสียหายอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองใหญ่คล้ายกับเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา กรณีนี้ กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง ‘น้ำท่วมอิสตันบูล VS กรุงเทพฯ: ภัยธรรมชาติ หรือความล้มเหลวของการบริหาร?’

โดย อ.กฤษฎา ระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และกรุงเทพมหานคร ต่างต้องเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่จากสภาวะอากาศสุดขั้ว แม้ภาพความเสียหายเบื้องต้นจะดูเป็นภัยธรรมชาติที่คล้ายคลึงกัน แต่หากพิจารณาอย่างเจาะลึก จะพบว่าลักษณะของมรสุม สภาพทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐในทั้งสองเมืองนั้น มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

อ.กฤษฎา บุญเรือง

1. ลักษณะของฝนและการท่วม: น้ำมาไวไปไว VS น้ำขังยาวนาน

อิสตันบูล (14–15 ตุลาคม)

ภัยพิบัติในอิสตันบูลเกิดจากมวลฝนตกหนักฉับพลัน (Flash Flood) จากระบบพายุรุนแรงที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ภูมิภาคในระยะเวลาอันสั้น ในบางเขตพื้นที่รวบรวมปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 240 มิลลิเมตร (เกือบ 9.5 นิ้ว) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มวลน้ำปริมาณมหาศาลม้วนทะลักลงมาจากเนินเขาและพื้นที่สูง ซัดเข้าท่วมอุโมงค์ทางลอด ถนนสายหลัก และระดับใต้ดินของอาคารอย่างรวดเร็ว แม้ระดับน้ำจะขึ้นสูงจนพัดรถยนต์และทำลายทรัพย์สินเสียหาย แต่น้ำสามารถระบายออกสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็วทันทีที่ฝนหยุดต

กรุงเทพมหานคร (ช่วงปลายเดือนกันยายน)

กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ฝนตกหนักระดับ "เรนบอมบ์" (Rain Bomb) ซึ่งเป็นพายุฝนสะสมต่อเนื่องนานหลายวัน ในช่วงวิกฤตบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มิลลิเมตร (กว่า 12 นิ้ว) ภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อปริมาณฝนอันมหาศาลนี้ตกลงมาปะทะกับสภาพพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ และประจวบเหมาะกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกตามธรรมชาติได้ทัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังยาวนานหลายวันจนถึงเป็นสัปดาห์ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

ความเสียหายที่เกิดขึ้นที่อิสตันบูล

2. สภาพภูมิประเทศและระบบการระบายน้ำ

ภูมิประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดรูปแบบและความรุนแรงของภัยพิบัติ

  • อิสตันบูล: เมืองตั้งอยู่บนภูมิประเทศแบบเนินเขาสลับซับซ้อน ล้อมรอบด้วยช่องแคบบอสฟอรัส ความลาดชันของพื้นที่ช่วยให้น้ำไหลลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว แต่อันตรายหลักกลับอยู่ที่ความเร็วและความแรงของกระแสน้ำไหลเชี่ยวที่พร้อมจะพัดพาผู้คนและสิ่งก่อสร้างข้างทาง

  • กรุงเทพมหานคร: ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากอ่าวไทย สภาพพื้นที่มีความลาดเอียงเกือบเป็นศูนย์ (Flatness) ทำให้น้ำไหลช้ามาก การระบายน้ำในกรุงเทพฯ จึงไม่อาจพึ่งพาสภาพตลิ่งตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาระบบโครงสร้างวิศวกรรมหนัก ทั้งสถานีสูบน้ำ ประตูกั้นน้ำ และอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ หากมีขยะอุดตันหรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง การระบายน้ำจะชะงักทันที

3. ผลกระทบและความรู้สึกของประชาชนต่อภาครัฐ

ทำไมคนอิสตันบูลทนลำบากแค่ 2 วัน แต่คนกรุงเทพฯ ต้องทนจมน้ำเน่าเป็นสัปดาห์?

  • อิสตันบูล: เกิดความตื่นตระหนกและภาวะอัมพาตของการจราจรอย่างกะทันหัน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากน้ำพัดและไฟฟ้ารั่ว รถยนต์ถูกน้ำพัดเสียหายหลายร้อยคัน และมีการยกเลิกเที่ยวบิน แต่เมื่อน้ำระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 24–48 ชั่วโมง

  • กรุงเทพมหานคร: เกิดความเดือดร้อนสะสมระยะยาว บ้านเรือนและร้านค้าจมอยู่ในน้ำขังเน่าเสียหลายวัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก การเดินทางไปทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก เสียโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างอาคารในระยะยาว

มุมมองและเสียงสะท้อนต่อการทำงานของภาครัฐ

  • ตุรกี (อิสตันบูล): เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนมุ่งเป้าไปที่การวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประชาชนตั้งคำถามต่อภาครัฐและเทศบาลนครอิสตันบูลเกี่ยวกับการทำลายพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้าง รวมถึงความพร้อมของระบบท่อระบายน้ำในเขตเมืองเก่า แม้จะชื่นชมความรวดเร็วของหน่วยกู้ภัย (AFAD) ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉินก็ตาม

  • ไทย (กรุงเทพฯ): ประชาชนให้ความสำคัญกับความเชื่องช้าในการระบายน้ำ ความโปร่งใส และความเท่าเทียมในการจัดการน้ำ ประชาชนในพื้นที่รอบนอกรู้สึกว่าถูกใช้เป็น "พื้นที่รับน้ำ" เพื่อปกป้องเขตเศรษฐกิจไข่แดงชั้นใน เกิดเสียงสะท้อนเรื่องระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ยังไม่ครอบคลุม และความล่าช้าในการเยียวยาชดเชยความเสียหายหลังน้ำลด

ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อิสตันบูลและน้ำท่วมขังยาวนานที่กรุงเทพฯ ต่างเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจากภาวะโลกร้อน การบริหารจัดการ (disaster management) ในยุคใหม่จึงไม่เพียงแต่ต้องสร้างวิศวกรรมระบายน้ำให้ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่จริงใจ การเตือนภัยที่แม่นยำ และการดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...