โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เอกนิติ” ชูธงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่14 เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม

Nation Online

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนาพิเศษหัวข้อ "ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม" ในงานรับฟังความคิดเห็นยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จะเป็นเข็มทิศสำคัญของประเทศ โดยมีแพลตฟอร์มคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นเครื่องมือลงมือทำจริงร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม กระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอี นำพาประเทศไทยให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

ทั้งนี้ การจัดทำแผนพัฒนาในปัจจุบันต้องไม่ใช่เพียงแผนพัฒนาธรรมดา แต่ต้องมีความชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายทั้งในระดับรายปีและเป้าหมายระยะ 5 ปี ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถดำเนินโครงการทุกอย่างพร้อมกันได้ เนื่องจาก ประเทศกำลังเผชิญทั้งปัญหาเดิมสะสมและโจทย์ใหม่ที่ท้าทายจำนวนมาก ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการเลือกจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ที่เน้นโครงการสร้างผลกระทบสูง (Impact) และสามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ได้จริง แทนที่จะกระจายงบประมาณและกำลังคนไปทำโครงการย่อย ๆ นับร้อยโครงการ

ขณะที่ ปัจจัยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีการแบ่งกรอบเวลาที่ชัดเจนระหว่างผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้นในระยะสั้น 1 ปี และเป้าหมายระยะกลาง 5 ปี พร้อมทั้งต้องเร่งทลายปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ของหน่วยงานภาครัฐที่มีจำนวนมาก เช่น กรณีการบริหารจัดการน้ำที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี แต่ยังต่างคนต่างทำ โดยต้องสร้างโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ 4 สัญญาณวิกฤตสำคัญ ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ, วิกฤตสังคมจากโครงสร้างประชากร และวิกฤตการเมือง ดังนั้น การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จำเป็นต้องมุ่งเน้น 4 เสาหลักเป้าหมายเศรษฐกิจ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ, เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ, การกระจายรายได้และการดูแลสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ ปัญหาที่ผ่านมา จากอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7% ต่อปี หลังปี 2540–2550 ลดลงเหลือประมาณ 4% ต่อมาลดเหลือ 3% และในปัจจุบันขยายตัวได้ไม่ถึง 3%

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาโตกระจุก จนกระจาย จากมูลค่าเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเกือบ 20 ล้านล้านบาท พบว่า กลุ่มคนรวยที่สุด 20% แรก มีสัดส่วนรายได้ของประเทศไปถึง 50% ขณะที่กลุ่มคนยากจนที่สุด 20% ล่างสุด มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% Reflection ถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรง

“สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักรเก่า และแรงงานแก่ เนื่องจาก ประเทศไทยขาดการลงทุนมาเป็นเวลานาน โรงงานและเครื่องจักรเสื่อมสภาพ ประกอบกับโครงสร้างประชากร ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี สัดส่วนสูงถึง 20% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้กำลังแรงงานลดลงและมีรายได้ลดลง” รองนายกรัฐมนตรีฯ ระบุ

อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้เร่งซ่อมแซม และเข้มงวดเกี่ยวกับวินัยการคลัง จนสามารถทำให้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองกลับมาอยู่ในระดับเสถียรภาพมั่นคง (Stable Outlook) ได้สำเร็จ ช่วยป้องกันวิกฤตการคลังและสร้างความมั่นใจแก่ตลาดทุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้น รวมถึงมุ่งเปลี่ยนเงินทุน ให้กลายเป็นทักษะความสามารถ โดยนำเอไอเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการใส่เอไอลงในแอปพลิเคชันถุงเงิน ผ่านเอไอนกกระซิบ เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าขนาดเล็กให้สามารถค้าขายออนไลน์ได้จริง

ขณะเดียวกัน ต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่ S-Curve ใหม่ โดยปรับเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะ และเร่งแปรรูปอาหารเพื่อตอบโจทย์วิกฤตอาหารโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ที่กำลังเติบโตสูงถึงปีละ 20% จากเทรนด์สังคมสูงวัยที่นิยมเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 และ 2 ของโลก และรัฐบาลยังเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพานำเข้า และลดผลกระทบภาวะโลกร้อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...