โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำท่วม กทม. บทเรียนราคาแพง...ครั้งแล้วครั้งเล่า

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

เชื่อว่าคงไม่มีเรื่องไหนที่จะกระทบความรู้สึกคนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ได้มากกว่าเหตุการณ์ฝนถล่มจนน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจนถึงตอนที่บทความนี้ตีพิมพ์ ก็จะยังคงมีหลายส่วนที่ยังไม่ฟื้นคืนมาสู่สภาพเดิม

เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการก็คงไม่ผิด แต่วันนี้อยากจะชวนมองว่าปัญหานี้จริงๆ อาจมากกว่าแค่การบริหารจัดการ แต่ต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิดให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งไม่ต่างจากการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก

เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้?

เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นกันได้ค่อนข้างชัดว่า พอเกิดน้ำท่วมเกิดขึ้น คนไทยรวมถึงภาครัฐที่ควรมีหน้าที่นำเงินภาษีประชาชนไปใช้ให้เกิดความพร้อมเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของคนในชาติ ก็มักจะพูดทำนองว่า เป็นเหตุการณ์ที่ “นานๆ จะเกิดขึ้นที” หรือบ้างว่าเป็นเรื่องของ “ความวิปริตชั่วครั้งชั่วคราว” ซึ่งสะท้อนวิธีคิดให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนจำนวนไม่น้อยมองปัญหา “ฝน” “พายุ” และ “น้ำท่วม” เป็นปัญหาจร ไม่ใช่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นทุกปี และเชื่อได้ว่าวิธีคิดแบบนี้มันลามไปจนถึงการลงทุนกับการป้องกันปัญหาดังกล่าว

เอาใหม่นะครับ วันนี้ขอปรับวิธีคิดคนไทย วันนี้ต้องยกเครื่อง mindset กันใหม่

ข้อที่ 1 “ประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม”นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้และไม่มีวันเปลี่ยน ยกเว้นแต่ปัญหาสภาพแวดล้อมจะรุนแรงถึงขั้นฤดูกาลเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ น่าจะพังกันทั้งโลกไปแล้ว ดังนั้น นี่คือความจริงที่ต้องยึดไว้เป็นตัวตั้งอันดับแรก เป็นสารตั้งต้นแรกสุดของการออกแบบนโยบายเกี่ยวกับน้ำ ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง รวมไปถึงเรื่องของการจัดการภัยพิบัติ

เพราะคำว่าประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม นั่นหมายความว่า เราได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมแบบ “เต็มๆ” ทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่เอาฝนมาฝาก กินระยะเวลากว่า 6 เดือน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดเอาความหนาวมาให้ในช่วงเวลาสั้นๆ นั่นหมายความว่า ตลอด 6 เดือนเต็ม ประเทศนี้จะมีฝนตกแทบทุกวันติดต่อกันอย่างยาวนานกว่าครึ่งปี และในช่วงเวลาที่มีการผันผวนของลมต่างๆ ก็มีโอกาสเกิดการปะทะกันกลายเป็น “พายุ” ขึ้นได้ตลอด เรียกได้ว่า “เป็นเรื่องปกติธรรมดา”

ด้วยภูมิศาสตร์เช่นนี้จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีน้ำมหาศาล!!!”ซึ่งตามสถิติก็บอกอยู่แล้วว่าเรามีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวมมหาศาล เพียงแค่เก็บไว้ได้น้อยแค่นั้นเอง (ไม่ว่าจะน้ำน้อยน้ำมาก เฉลี่ยแล้วก็ยังมหาศาลอยู่ สำหรับเรื่องน้ำแล้ง ถ้าเอาสถิติมาว่ากันก็คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการล้วนๆ)

ดังนั้น วิธีคิดแรกที่ต้องเปลี่ยน คือต้องมองเรื่อง ฝน พายุ และน้ำท่วม เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่สามารถเกิดขึ้นได้ “ทุกปี”

เมื่อคิดได้เช่นนี้ การ treat ปัญหาพวกนี้ จึงจำเป็นต้องได้รับการ treat เฉกเช่นเรื่องที่จะเกิดขึ้นทุกปี! เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงงงงงง และสูงทุกปี จึงจะถูกฝาถูกตัว หากปีไหนไม่เกิด ก็นับว่าเป็นโชคดี แต่หากเรายังคงมองเรื่องนี้เป็นเรื่อง “นานๆ จะเกิดที” เราก็จะไม่พยายามอุดความเสี่ยง และแนวทางการตั้งรับก็จะอ่อนปวกเปียกอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

เรื่องนี้จึงควรได้รับการ “ลงทุน” อย่างยิ่งยวด และรวดเร็ว เป็นเรื่องการสร้าง “ระบบ” ให้มีพร้อมในทุกๆ มิติ…เปรียบให้เห็นภาพคือ เราต้องเตรียมพร้อมทุกด้านในการรับมือน้ำท่วม เหมือนที่ญี่ปุ่นเตรียมตัวพร้อมรับมือแผ่นดินไหว

ประเด็นที่ 2 ซึ่งก็พูดไปแล้วนั่นคือเรื่องการเก็บน้ำฝนให้ได้ เมื่อน้ำหล่นจากฟ้ามาเยอะ แต่เก็บได้น้อย มันจะไปไหนล่ะ มันก็ท่วมไงครับพี่น้องงง ดังนั้น การลงทุนจะสร้างระบบ จึงไม่ใช่แค่ระบบที่จะรับมือกับน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ควรรวมไปถึงการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือทำอย่างไรจะเก็บกักน้ำได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งวิธีการมีอยู่มากมายทั้งวิถีชาวบ้านโบราณไปจนถึงนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยี จะเอาแบบไหนก็เลือกเอา แต่ต้องรีบทำ และต้องทำให้ครบวงจร จึงจะเรียกได้ว่าสร้าง “ระบบ” ที่ต้องมีตั้งแต่ ลดความเสี่ยง(เก็บน้ำเพิ่มให้ได้) ป้องกัน (พัฒนาโครงสร้างที่เหมาะสม บ้านเรือน ถนน รถรา ระบบน้ำ บลาๆๆ) รับมือ (มาตรการเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุ ทำไงจะต่อสู้ได้) และ ฟื้นฟู (เมื่อเหตุเกิดและหลังเกิดเหตุ) ทำได้ตามนี้ ก็จะแก้ปัญหา “น้ำแล้ง” (ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าอายเหลือเกินที่เกิดขึ้นได้กับประเทศที่น้ำมากขนาดนี้) ได้ด้วยเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ วันนี้ต้องปรับวิธีคิดใหม่ มองให้ตรงกัน ว่านี่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” ที่มีโอกาสเกิดขึ้น “ทุกปี” เป็นปัญหาประจำไม่ใช่ปัญหาจร

แล้วเริ่มลงทุนอย่างจริงจังเสียที

มิเช่นนั้น ผู้เขียนก็จะขอแปลงร่างเป็นหมอดู ว่าไม่เกินสิบปี เดี๋ยวก็จะมีน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง แม่นไม่แม่นเดี๋ยวคอยดู…เผลอๆ ปีหน้ามาอีก ระวังจะฮากันไม่ออก

เอวัง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...