น้ำท่วม กทม. บทเรียนราคาแพง...ครั้งแล้วครั้งเล่า
ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
เชื่อว่าคงไม่มีเรื่องไหนที่จะกระทบความรู้สึกคนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ได้มากกว่าเหตุการณ์ฝนถล่มจนน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจนถึงตอนที่บทความนี้ตีพิมพ์ ก็จะยังคงมีหลายส่วนที่ยังไม่ฟื้นคืนมาสู่สภาพเดิม
เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการก็คงไม่ผิด แต่วันนี้อยากจะชวนมองว่าปัญหานี้จริงๆ อาจมากกว่าแค่การบริหารจัดการ แต่ต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิดให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งไม่ต่างจากการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก
เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้?
เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นกันได้ค่อนข้างชัดว่า พอเกิดน้ำท่วมเกิดขึ้น คนไทยรวมถึงภาครัฐที่ควรมีหน้าที่นำเงินภาษีประชาชนไปใช้ให้เกิดความพร้อมเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของคนในชาติ ก็มักจะพูดทำนองว่า เป็นเหตุการณ์ที่ “นานๆ จะเกิดขึ้นที” หรือบ้างว่าเป็นเรื่องของ “ความวิปริตชั่วครั้งชั่วคราว” ซึ่งสะท้อนวิธีคิดให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนจำนวนไม่น้อยมองปัญหา “ฝน” “พายุ” และ “น้ำท่วม” เป็นปัญหาจร ไม่ใช่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นทุกปี และเชื่อได้ว่าวิธีคิดแบบนี้มันลามไปจนถึงการลงทุนกับการป้องกันปัญหาดังกล่าว
เอาใหม่นะครับ วันนี้ขอปรับวิธีคิดคนไทย วันนี้ต้องยกเครื่อง mindset กันใหม่
ข้อที่ 1 “ประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม”นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้และไม่มีวันเปลี่ยน ยกเว้นแต่ปัญหาสภาพแวดล้อมจะรุนแรงถึงขั้นฤดูกาลเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ น่าจะพังกันทั้งโลกไปแล้ว ดังนั้น นี่คือความจริงที่ต้องยึดไว้เป็นตัวตั้งอันดับแรก เป็นสารตั้งต้นแรกสุดของการออกแบบนโยบายเกี่ยวกับน้ำ ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง รวมไปถึงเรื่องของการจัดการภัยพิบัติ
เพราะคำว่าประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม นั่นหมายความว่า เราได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมแบบ “เต็มๆ” ทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่เอาฝนมาฝาก กินระยะเวลากว่า 6 เดือน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดเอาความหนาวมาให้ในช่วงเวลาสั้นๆ นั่นหมายความว่า ตลอด 6 เดือนเต็ม ประเทศนี้จะมีฝนตกแทบทุกวันติดต่อกันอย่างยาวนานกว่าครึ่งปี และในช่วงเวลาที่มีการผันผวนของลมต่างๆ ก็มีโอกาสเกิดการปะทะกันกลายเป็น “พายุ” ขึ้นได้ตลอด เรียกได้ว่า “เป็นเรื่องปกติธรรมดา”
ด้วยภูมิศาสตร์เช่นนี้จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีน้ำมหาศาล!!!”ซึ่งตามสถิติก็บอกอยู่แล้วว่าเรามีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวมมหาศาล เพียงแค่เก็บไว้ได้น้อยแค่นั้นเอง (ไม่ว่าจะน้ำน้อยน้ำมาก เฉลี่ยแล้วก็ยังมหาศาลอยู่ สำหรับเรื่องน้ำแล้ง ถ้าเอาสถิติมาว่ากันก็คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการล้วนๆ)
ดังนั้น วิธีคิดแรกที่ต้องเปลี่ยน คือต้องมองเรื่อง ฝน พายุ และน้ำท่วม เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่สามารถเกิดขึ้นได้ “ทุกปี”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ การ treat ปัญหาพวกนี้ จึงจำเป็นต้องได้รับการ treat เฉกเช่นเรื่องที่จะเกิดขึ้นทุกปี! เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงงงงงง และสูงทุกปี จึงจะถูกฝาถูกตัว หากปีไหนไม่เกิด ก็นับว่าเป็นโชคดี แต่หากเรายังคงมองเรื่องนี้เป็นเรื่อง “นานๆ จะเกิดที” เราก็จะไม่พยายามอุดความเสี่ยง และแนวทางการตั้งรับก็จะอ่อนปวกเปียกอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน
เรื่องนี้จึงควรได้รับการ “ลงทุน” อย่างยิ่งยวด และรวดเร็ว เป็นเรื่องการสร้าง “ระบบ” ให้มีพร้อมในทุกๆ มิติ…เปรียบให้เห็นภาพคือ เราต้องเตรียมพร้อมทุกด้านในการรับมือน้ำท่วม เหมือนที่ญี่ปุ่นเตรียมตัวพร้อมรับมือแผ่นดินไหว
ประเด็นที่ 2 ซึ่งก็พูดไปแล้วนั่นคือเรื่องการเก็บน้ำฝนให้ได้ เมื่อน้ำหล่นจากฟ้ามาเยอะ แต่เก็บได้น้อย มันจะไปไหนล่ะ มันก็ท่วมไงครับพี่น้องงง ดังนั้น การลงทุนจะสร้างระบบ จึงไม่ใช่แค่ระบบที่จะรับมือกับน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ควรรวมไปถึงการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือทำอย่างไรจะเก็บกักน้ำได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งวิธีการมีอยู่มากมายทั้งวิถีชาวบ้านโบราณไปจนถึงนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยี จะเอาแบบไหนก็เลือกเอา แต่ต้องรีบทำ และต้องทำให้ครบวงจร จึงจะเรียกได้ว่าสร้าง “ระบบ” ที่ต้องมีตั้งแต่ ลดความเสี่ยง(เก็บน้ำเพิ่มให้ได้) ป้องกัน (พัฒนาโครงสร้างที่เหมาะสม บ้านเรือน ถนน รถรา ระบบน้ำ บลาๆๆ) รับมือ (มาตรการเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุ ทำไงจะต่อสู้ได้) และ ฟื้นฟู (เมื่อเหตุเกิดและหลังเกิดเหตุ) ทำได้ตามนี้ ก็จะแก้ปัญหา “น้ำแล้ง” (ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าอายเหลือเกินที่เกิดขึ้นได้กับประเทศที่น้ำมากขนาดนี้) ได้ด้วยเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ วันนี้ต้องปรับวิธีคิดใหม่ มองให้ตรงกัน ว่านี่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” ที่มีโอกาสเกิดขึ้น “ทุกปี” เป็นปัญหาประจำไม่ใช่ปัญหาจร
แล้วเริ่มลงทุนอย่างจริงจังเสียที
มิเช่นนั้น ผู้เขียนก็จะขอแปลงร่างเป็นหมอดู ว่าไม่เกินสิบปี เดี๋ยวก็จะมีน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง แม่นไม่แม่นเดี๋ยวคอยดู…เผลอๆ ปีหน้ามาอีก ระวังจะฮากันไม่ออก
เอวัง