โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดอินไซด์ 'แรงงานพม่า' ในไทย มีรายได้เดือนละ 1-1.5 หมื่นบาท ชอบเล่นเน็ต ซื้อทองเก็บ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ต.ค. 2566 เวลา 10.30 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2566 เวลา 10.28 น.

เปิดอินไซด์ ‘แรงงานพม่าในไทย’ มีรายได้เดือนละ 1-1.5 หมื่นบาท ชอบเล่นเน็ต ซื้อทองเก็บ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายวิชิต คุณคงคาพันธ์ Head of International Business Development กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI GROUP เปิดเผยถึงผลวิจัยเจาะลึกข้อมูลกลุ่มแรงงานชาวเมียนมา ในหัวข้อ “ผ่าขุมทรัพย์แรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทย” ว่า

คาดการณ์มีจำนวนแรงงานเมียนมาในประเทศไทย 6.8 ล้านคน กระจายอยู่ตามชายแดนและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในจำนวนนี้ลงทะเบียนกว่า 1.85 ล้านคน คิดเป็น 67%ของจำนวนแรงงานข้ามชาติที่ลงทะเบียนทั้งหมดมีทั้งสิ้นกว่า 2.76 ล้านคน สะท้อนโอกาสสร้างธุรกิจให้แก่สินค้าอุปโภคบริโภคและการบริการด้านการเงิน

โดยผู้ประกอบการธุรกิจสามารถนำข้อมูลนำไปปรับใช้พัฒนาสินค้าและบริการที่สอดรับกับความต้องการและพฤติกรรมการจับจ่ายของกลุ่มแรงงานเมียนมาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 828,000 ล้านบาทถึง 1,242,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนแรงงานที่เข้ามาอยู่ในไทยเพิ่มมากขึ้น

นายวิชิต กล่าวว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 212 คนและสัมภาษณ์เชิงลึก 50 คน พบว่าสาเหตุที่เข้ามายังประเทศไทย โดย 88% มีปัญหาทางการเงิน ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น มุ่งหารายได้เป็นสำคัญ เพราะการได้ทำงานในไทยสร้างรายได้ถึง 10,000-15,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 500 บาทต่อวัน โดยคิดเป็น 3-15 เท่าของเงินเดือนตอนอยู่ที่เมียนมาที่มีรายได้อยู่ที่ 1,000-5,000 บาทต่อเดือน

ส่วนใหญ่ตั้งเป้าทำงานในประเทศไทย 3-5 ปี มี 5 อาชีพที่ทำมากสุด คือ พนักงานโรงงาน 39% ภาคก่อสร้าง 18% พนักงานขาย 15% เกษตรกร 11% และรับจ้างทั่วไป 9% โดยจะทำงานล่วงเวลามากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวันหรือมากกว่านั้นและอย่างน้อย 6 วันต่อสัปดาห์ ขณะที่คนไทยทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันและ 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่ง 56% ของกลุ่มตัวอย่าง รู้สึกพอใจในการใช้ชีวิตในประเทศไทย อยู่ในระดับปานกลาง เพราะต้องทำงานหาเงินเพื่อเก็บออม ทำให้ชีวิตแต่ละวันมีแต่ทำงาน

นายวิชิต กล่าวว่า โดยแรงงานที่เข้ามาเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มีอายุเฉลี่ย 25-34 ปี มีเป้าหมายทำงานเก็บเงินกลับไปตั้งตัวและใช้ชีวิตที่ประเทศเมียนมา ซึ่งแบ่งช่วงชีวิตเป็น 3 กลุ่มหลัก และแต่ละกลุ่มมีความต้องการใช้สินค้าและบริการที่แตกต่างกัน

โดยกลุ่มช่วงตั้งหลัก เพิ่งเริ่มต้นชีวิตในประเทศไทย สิ่งที่ต้องการเป็นซิมการ์ด ที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งกาย ของใช้ส่วนตัว เครื่องสำอาง,

กลุ่มช่วงตั้งตัว ซึ่งทำงานแล้ว ต้องการใบอนุญาตทำงาน บัญชีเงินฝาก ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหม้อหุงข้าว พัดลม โทรศัพท์ราคา 4,000-13,000 บาท เสื้อผ้าแฟชั่น สกินแคร์ สินค้าทั่วไป และทองราคา 16,000 – 80,000 บาทเพื่อออมเงิน

สุดท้าย กลุ่มช่วงตั้งใจ เน้นการติดต่อครอบครัว ส่งเงิน โอนเงินข้ามประเทศและเตรียมตัวกลับบ้าน สิ่งที่ต้องการยา อาหารเสริม รังนก เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สบู่ ผงซักฟอก ทีวี หม้อหุงข้าว พัดลม และทอง

“เพื่อเก็บเงินให้ได้ตามเป้าหมาย แรงงานเมียนมาออมเงินได้ถึง 44% หรือเกือบครึ่งของรายรับ และเป็นเงินที่ส่งกลับบ้าน 2 ใน 3 เพื่อให้ครอบครัว โดยโอนผ่านนายหน้า จะเหลือเงินเก็บที่ตัวเองแค่ 1 ใน 3 ด้านรายจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 37% เช่น ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ,ค่าที่อยู่อาศัย 16% เช่น ค่าเช่าอพาร์ตเม้นต์ ห้องแถว ส่วนใหญ่อาศัย 1-3 คนต่อห้อง,

ค่าโทรศัพท์ 3% เฉลี่ยเดือนละ 200 บาท เน้นใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อดูหนัง ละคร ข่าวสาร ฟังเพลง ซื้อของออนไลน์ผ่านลาซาด้าเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นเฟซบุ๊ก ช้อปปี้ ติ๊กต็อกและวันหยุดจะเล่นอินเตอร์เน็ต เดินซื้ออาหาร สินค้าของเมียนมาที่ตลาดนัดจตุจักร ซื้อเสื้อผ้าแพลตตินั่ม

ดังนั้นผู้ประกอบการที่จะทำตลาดนี้ต้องทำสินค้าราคาจับต้องได้ เข้าถึงได้ เข้าใจได้และเชื่อถือได้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการชาวเมียนมาเข้ามทำธุรกิจรองรับแล้ว เช่น ผับบาร์ ร้านอาหาร” นายวิชิตกล่าว

นายวิชิต กล่าวว่า หากรัฐบาลไทยมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาท จะทำให้แรงงานชาวเมียนมาอาศัยอยู่ในไทยมีรายได้เพิ่มและทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น และทำให้แรงงานเข้ามาในไทยในสัดส่วนที่มากขึ้น เพราะประเทศไทยยังขาดความสมดุลในเรื่องแรงงานค่อนข้างมาก เนื่องจากคนไทยไม่ให้ความสนใจในงานที่ใช้แรงงานหนัก เช่น ภาคก่อสร้าง ทำให้ไทยมีความต้องการแรงงานต่างด้าวมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...