บ้านร้างในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึง 11 ล้านหลัง หรือ 17% ของที่อยู่อาศัยทั้งประเทศ คาดอีก 10 ปีเพิ่มเป็น 30% เหตุคนรุ่นใหม่ไม่อยากแบกภาระมรดกจากพ่อแม่
Reporter Journey
อัพเดต 27 ก.ค. 2566 เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2566 เวลา 04.32 น. • Reporter Journeyญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับวิกฤตของการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของประชากร ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มขั้น และมีสัดส่วนของประชากรหนุ่มสาวที่น้อยกว่าประชากรสูงวัย แถมอัตราการเกิดใหม่ของประชากรก็เรียกได้ว่าต่ำเข้าขั้นวิกฤตที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังกระทบกับระบบสังคมของญี่ปุ่นที่อดีตเคยมีขุมกำลังประชากรจำนวนมหาศาลช่วยขับเคลื่อนประเทศในยุคหลังสงครามโลก ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศที่เคยพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจนทะยานสู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในช่วงทศวรรษที่ 80
อย่างที่ทราบกันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบัน แม้ว่าจะยังคงมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสหรัฐ และจีน แต่ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแทบไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเลย จนถูกขนานนามว่าเป็นช่วงเวลาที่สูญหาย (Lost Decade of Japan)
เมื่อเศรษฐกิจไม่รุ่งเรืองเฟื่องฟู เงินในกระเป๋าก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้ามกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามกลไกของเศรษฐกิจโลก คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่เก็บมรดกที่ตกทอดจากรุ่นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย อย่างบ้านเอาไว้ เพราะถูกมองว่านี่คือภาระก้อนใหญ่ที่จะต้องดูแล
ถ้าหากไม่ปล่อยให้คนมาเช่าหรือมาซื้อ ก็จะถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นอนุสรณ์สถานให้แดด ลม ฝน และหิมะกัดกร่อนโครงสร้างไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพังทลายลงมาในสักวัน
ข้อมูลการสำรวจที่อยู่อาศัยและที่ดินเมื่อปี 2561 ของรัฐบาลญี่ปุ่น พบว่า จำนวนบ้านร้าง หรือ “อะกิยะ” (Akiya) มีประมาณ 8.5 ล้านหลังทั่วประเทศ คิดเป็นประมาณ 14% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด ซึ่งถ้าหากนำมาเรียงต่อๆ กัน จะมีพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะคิวชูซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เกาะหลักของประเทศเสียอีก
ขณะที่ในปี 2565 สถาบันวิจัยโนมูระ เปิดเผยว่า จำนวนบ้านร้างในญี่ปุ่นตอนนี้เพิ่มขึ้นถึง 11 ล้านหลัง หรือคิดเป็น 17% และคาดการณ์ว่าภายในปี 2576 สัดส่วนของบ้านร้างอาจเกิน 30% ของบ้านทั้งหมดในญี่ปุ่น
ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องจำนวนบ้านที่ถูกทิ้งร้างเท่านั้นที่รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวล เพราะต้องไม่ลืมว่าบ้านเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายหลังมีอายุนับร้อยปี ซึ่งถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่กำลังจะสูญหาย เพราะเมื่อบ้านไม่มีคนอยู่ดูแล ความเสื่อมโทรมของโครงสร้างอาคารจะเกิดขึ้นเร็วกว่าบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยคอยปรับปรุงตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากไม่แก้ปัญหาดังกล่าวได้ มรดกทางสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตจะสูญหายไปเรื่อยๆ
ปัญหาคลาสสิคของทุกสังคมในเกือบทุกๆ ประเทศทั่วโลก คือการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความก้าวหน้าในชีวิต โดยการย้ายตัวเองเข้าสู่เมืองใหญ่ หรือเมืองเศรษฐกิจสำคัญเพื่อหางานทำ และปล่อยให้คนเฒ่าคนแก่ อยู่อาศัยเพียงลำพังในชนบท
หลายครอบครัวขาดการติดต่อกับลูกหลาน เพราะออกไปอยู่ต่างถิ่นแล้วไม่ได้มีโอกาสกลับมาจนกระทั่งเสียชีวิตเพียงลำพัง เมื่อถึงเวลานั้นบ้านที่เคยหวังจะเป็นมรดกส่งต่อแด่ทายาท ก็มักจะไม่ได้ถูกรับช่วงต่อเอาไว้ และกลายเป็นบ้านร้างในที่สุด
อย่างที่ทราบกันว่าเมื่อกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว มูลค่าของบ้านเหล่านี้ย่อมลดลงตามกาลเวลา จนกระทั่งไม่เหลือมูลค่า ราวกับว่าซื้อที่ดินแถมบ้านเก่า ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนไม่สนใจดูแลบ้านเข้าไปอีก ทั้งที่บ้านร้างเหล่านี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานแฝงอยู่ในตัวบ้านและที่ดิน ทำให้ภาคองค์กรท้องถิ่นออกมาตรการสำหรับการดูแลบ้านร้างเหล่านี้
ธนาคารอากิยะ (Akiya banks) ซึ่งเป็นธนาคารท้องถิ่นที่บริหารงานโดยเทศบาลท้องถิ่นจึงเข้ามาจัดการบ้านร้างเหล่านี้ เพื่อเป็นผู้หาตลาดในการจำหน่ายหรือให้เช่าบ้านร้าง ด้วยราคาที่เริ่มต้นตั้งแต่ที่ถูกแสนถูกตั้งแต่หลักหมื่นบาท หรือแม้กระทั่งแจกฟรีก็มี แถมยังได้รับเงินสนุนจากรัฐบาลในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านอีกด้วย
อีกทั้งยังจับมือกับบริษัทนายหน้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชน เพื่อประสานงานไปยังลูกค้าที่ต้องการบ้านที่ตรงกับสเป็ก
ซึ่งไม่ใช่แค่ให้กับพลเมืองญี่ปุ่นที่อาจจะอยากมีบ้านหลังที่สองเพื่อไว้ตากอากศในชนบทเท่านั้น แต่ชาวต่างชาติก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าซื้อบ้านร้างเหล่านี้โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการย้ายมาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเงื่อนไขก็ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานท้องถิ่น
ถามว่ามันได้ผลหรือไม่ คำตอบคือ “ได้ผล” โดยโครงการธนาคารอากิยะสามารถลดจำนวนบ้านร้างลงไปได้จริง เช่น ในเมืองมิคาสะ ทางตอนเหนือของฮอกไกโด สามารถลดจำนวนบ้านร้างลงได้ถึง 11% หลังจากที่รัฐบาลท้องถิ่นออกเงินสนับสนุนในการซื้อบ้านและดูแลบุตรหลาน
นอกจากนี้ก็มีเมืองไดเซ็นซึ่งพบว่าจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของลดลง 7.9% เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 2 ล้านเยน (570,000 บาท) สำหรับการปรับปรุงบ้าน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบริการที่ชื่อว่า Minna no Zero-en Bukken หรือ ทรัพย์สินศูนย์เยนของทุกคน เป็นบริการหาบ้านให้สำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยแต่ไม่มีเงินสำหรับซื้อบ้าน ยกเว้นภาษีที่อยู่อาศัยประมาณ 120,000 เยนต่อปี (ราว 30,000 บาท) โดยเรียว นากามุระ ผู้ก่อตั้งบริการดังกล่าว ระบุว่า ในปัจจุบันญี่ปุ่นต้องคิดถึงวิธีการนำที่ดินและอาคารกลับมาใช้ใหม่ เขาจึงต้องการเสนอโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสครอบครองสินทรัพย์อย่างเท่าเทียม
ปัจจุบันชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาจับจองบ้านร้างในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งการเข้ามาซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ หรือเป็นบ้านที่เอาไว้อยู่ยามบั้นปลายชีวิต หรือเพื่อการพาณิชย์ทั้งปล่อยเช่า และเป็นเกสต์เฮาส์รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการซึมซับการอยู่อาศัยสไตล์ญี่ปุ่น และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ก็สามารถสร้างรายได้กลับคืนมาอย่างเป็นกอบเป็นกำได้
เพราะไม่ใช่แค่ในแง่ของการทำธุรกิจเท่านั้น ยังเป็นการอนุรักษ์และการฟื้นฟูชนบท และสถาปัตยกรรมที่สวยงามของแบบบ้านญี่ปุ่นโบราณที่เจ้าของบ้านเดิมที่อาจไม่ได้มองเห็นความสำคัญตรงจุดนี่เพราะเคยชิน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้บ้านสวยๆ กลับถูกทิ้งร้างทั่วญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามนี่เป็นหนึ่งในทางแก้ปัญหาบ้านร้างที่กำลังจะล้นเมืองในญี่ปุ่น ประเทศที่สายตาคนต่างชาติมองว่ามีการกระจายความเจริญได้ดีไปทั่วทั้งประเทศก็ตาม แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาการย้ายออกจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ไม่ต่างอะไรกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งการแก้ปัญหาที่น่าจะได้ผลที่สุดคือ การสร้างความสมดุลระหว่างประชากรให้สัดส่วนการเพิ่มประชากรใหม่ กับการลดลงของประชากรยุคเก่าไม่ห่างกันมากเกินไป และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในเติบโตต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นปัญหาโครงสร้างทางสังคมแบบนี้ก็น่าจะแก้ไขได้ยากและไม่ยั่งยืน