โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กรุ่นไอดินกลิ่นผลไม้ปราณวิญญาณห๊อมหอม 清新芳香 (จบแล้วมี E-Book นะคะ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 ก.พ. 2568 เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2565 เวลา 14.10 น. • เจ้าก้อนตำลึงทอง
เกิดมาปลูกผักผลไม้อันใดก็อร่อยไปหมดทู๊กอย่าง ฟืดดด! กลิ่นไอดินนี้ช่างสดชื่น ฟืดดด! กลิ่นผลไม้ปราณวิญญาณก็ช่างห๊อมหอม ฮ่าๆ ไปหาเงินเยอะๆ กันเถอะท่านปู่จะได้ออกไปเที่ยวทั่วหล้าและตามหาคนตระกูลไป๋ของเรา

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีค่ะนิยายเรื่องที่ 10 นะคะ เรื่องนี้ใช้นามปากกาเป็น'เจ้าก้อนตำลึงทอง'

ตอนนี้นิยายมี E-Book แล้วนะคะ จิ้มลิงค์ด้านล่างได้เลยค่าา

แจ้งค่ะ นิยายมีการติดเหรียญนะคะ

กรุ่นไอดินกลิ่นผลไม้ปราณวิญญาณห๊อมหอม 清新芳香

โปรย

เกิดมาปลูกผักผลไม้อันใดก็อร่อยไปหมดทู๊กกกอย่าง ฟืดดด! กลิ่นไอดินนี้ช่างสดชื่น ฟืดดด! กลิ่นผลไม้ปราณวิญญาณที่ปลูกก็ช่างห๊อมหอม ฮ่าๆ ไปหาเงินเยอะๆ กันเถอะท่านปู่จะได้ออกไปเที่ยวทั่วหล้าและตามหาคนตระกูลไป๋ของเรากัน….

นางคือจิ่วจิวน้อยเป็นหลานคนที่14 ของตระกูล…

“เจ้าสิบสี่มาหาปู่สิ”

“เจ้าค่าท่านปู่วว ฉิบฉี่มาล้าวววว ฮิ ฮิ”

“เอ้านี่ รับไปสิเจ้าสิบสี่ ปู่ให้สิ่งนี้เอาไว้ปลูกของที่อยากกินนะ”

“หื้มม ของที่อยากจินหรือเจ้าคะ ขอบคุณท่านปู่เจ้าค่า คึ คึ คึ”

จากนั้นไม่ว่าเจ้าสิบสี่ตัวน้อยจะเดินทางไปในพื้นที่แห่งหนตำบลใด ผู้คนก็มักจะได้รับการแจกจ่ายผลไม้ปราณวิญญาณที่ทั้งหอมทั้งหวานรสชาติอร่อยที่แสนล้ำค่าอยู่เสมอ

-----------------------------------------

บทสนทนากับท่านอาคนหนึ่งที่จิ่วจิวเห็นว่าเป็นคนแปลกๆ

“ข้ายังเดินเตาะแตะอยู่เลย หนังก็เหนียวเสือยังแทะไม่เข้า จินไม่อร่อยหร๊อกกก ท่านอา คนแบบ…คนแบบฉิบฉี่ไม่ดีหรอกเจ้าค่าา”

“หึ หึ หึ เจ้าเป็นเช่นนั้นยิ่งดีมากนัก เดินเตาะแตะสิดีเจ้าจะได้วิ่งหนีข้าไม่พ้น…หนังเหนียวก็ยิ่งดี ดีมากด้วย เพราะข้าจะได้เก็บเจ้าไว้กินได้นานๆ”

“ฮึก นะ น่ากลัว” สองมือเล็กป้อมยกขึ้นกอดพุงกลมนุ่มนิ่มของตนเองไว้อย่างแน่นหนา พร้อมเหลือบตามองหน้าอีกฝ่ายอย่างหวาดระแวงถึงขั้นสุด

“หึ หึ หึ” เจ้าเด็กตัวกลมนี่ตลกจริงๆ แค่นี้ก็เชื่อด้วย แบบนี้ค่อยทำให้ข้าหายเบื่อได้หน่อย เอานางไปเลี้ยงไว้ที่ตำหนักดินแดนข้างบนก่อนดีหรือไม่นะ….

คึ คึ คึ _ ฝากเอ็นดูเจ้าเด็กหนังเหนียวเสือแทะไม่เข้าอย่างน้องฉิบฉี่ เอ้ยย! สิบสี่กันด้วยนะเจ้าคะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

©สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พุทธศักราช 2537 (ฉบับเพิ่มเติมพุทธศักราช 2558)

ไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำซ้ำ ถ่ายสำเนา แสกนเนื้อหา ดัดแปลง ปลอมแปลงหรือคัดลอกภาพและเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ด้วยรูปแบบหรือวิธีการอื่นหรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือทางอื่นทางใดก็ตามไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วเท่านั้น

หลานคนที่สิบสี่ RW

บทที่1. หลานคนที่สิบสี่

“อุแว้! อุแว้! แงงง! แงงง!”

เสียงทารกน้อยที่พึ่งคลอดออกจากครรภ์มารดาส่งเสียงร้องไห้ไม่หยุด เป็นสัญญาณบ่งบอกของการกำเนิดเกิดใหม่ น้ำเสียงกังวานใสนั้นสร้างความปีติยินดีให้กับคนในจวนเป็นอย่างยิ่ง หลานคนที่สิบสี่แห่งตระกูลไป๋และเป็นหลานสาวคนแรกของตระกูลที่ทุกคนต่างเฝ้ารอมานานอีกด้วย

และไม่มีใครสังเกตเลยสักนิดว่าทันทีที่ทารกน้อยแผดเสียงร้องจ้าก้องกังวานออกมานั้น เหล่าต้นไม้และดอกไม้ในจวนต่างพากันโบกสะบัดสั่นไหวส่ายกิ่งก้านใบไปมา ราวกับกำลังร่าเริงยินดีเป็นหนักหนา

“ท่านพ่อข้าได้บุตรสาวแล้วขอรับ บุตรสาวของข้า” ยามเมื่อรับเอาทารกตัวน้อยที่พึ่งคลอดมาไว้ในอ้อมแขนแข็งแรงแล้ว คนเป็นบิดาอย่างไป๋ซ่างจวินก็เอ่ยขึ้นทันที ด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี

“ไหน ๆ โอ้! โฮ๊ะ ๆ ๆ หลานปู่ หลานสาวของปู่” ท่านผู้เฒ่าไป๋รีบเดินเข้ามาดูหลานสาวตัวน้อย หลานสาวคนแรกที่ตระกูลไป๋เฝ้ารอมานาน เพราะนับแต่อดีตมานั้นสตรีที่เกิดในตระกูลไป๋มีน้อยนิดจนนับนิ้วได้ หลาน ๆ รุ่นเยาว์ที่เกิดก่อนหน้านี้ก็ล้วนเป็นบุรุษทั้งสิ้น

“น้องสาว” เสียงสดใสเอ่ยกระซิบเบา ๆ ให้น้องชายฝาแฝดของตนเองได้ยิน

“น้องฉาวเหยอ” คนถูกกระซิบก็ขานตอบรับพี่ชายอย่างกระตือรือร้น

“อื้ออ” เมื่อน้องชายถามย้ำคนพี่ก็ส่งเสียงยืนยันหนักแน่นออกมา

เด็กชายฝาแฝดชะเง้อยืดคอมองดูน้องสาวตัวน้อยที่ยังมีผิวย่น ๆ ตัวแดง ๆ อยู่ในอ้อมแขนของท่านพ่อ ส่วนท่านปู่ก็ยืนชื่นชมหลานสาวตัวน้อยอยู่ด้านข้างแววตาของทุกคนเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสมหวัง

“มา ๆ เจ้าสี่มาให้ข้าอุ้มหลานสาวของข้าหน่อย ส่วนเจ้าก็เข้าไปดูภรรยาของเจ้าเถิดอย่างได้ห่วง ๆ” ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยปากขออุ้มหลานสาวจากบุตรชายของตน พร้อมไล่ให้เขาเข้าไปดูแลภรรยาของตนเองที่พึ่งคลอดที่ด้านใน

“ขอรับท่านพ่อ” จากนั้นไป๋ซ่างจวินก็ส่งบุตรสาวในอ้อมแขนให้บิดาก่อนจะเร่งเดินเข้าไปหาภรรยารักทันที

“น้องสาวจะชื่ออันใดดีขอรับท่านปู่” ไป๋ซ่างหลงแฝดคนพี่ เป็นพี่ชายคนโตอายุสามหนาวเอ่ยถาม พร้อมเงยหน้าจนคอตั้งมองน้องสาวตัวน้อยที่ท่านปู่อุ้มไว้ในอ้อมแขนด้วยดวงตาเป็นประกาย

“น้องฉาวต้องมีชื่อ” ไป๋ซ่างหลางแฝดคนน้อง เป็นพี่ชายคนรองอายุสามหนาวพูดสมทบขึ้นด้วย ตัวเขาดีใจเป็นที่สุดที่ได้น้องสาวมา เพราะเขาก็จะได้กลายเป็นพี่รองแล้ว

“เด็กดี ๆ เดี๋ยวรอพ่อกับแม่ของพวกเจ้าก่อน แล้วเราค่อยตั้งชื่อให้น้องสาวของเจ้ากัน” ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยตอบหลานชายพร้อมยื่นมือไปลูบหัวเด็กฝาแฝดทั้งสองอย่างเอ็นดู แม้จะตั้งตารอหลานสาวมากเพียงใดแต่ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็ไม่เคยลำเอียงและให้ความสำคัญหลานชายทุกคนเท่า ๆ กัน

“ขอรับท่านปู่ / ขอยับท่านปู่” สองเสียงของเด็กน้อยเอ่ยประสานกันขึ้นมาพร้อมยิ้มอย่างไร้เดียงสา

ตระกูลไป๋เป็นตระกูลเก่าแก่ ปัจจุบันมีท่านผู้เฒ่าไป๋เป็นผู้นำตระกูล ท่านผู้เฒ่าไป๋มีภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้นายหญิงผู้เฒ่าได้เสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว ทั้งสองมีบุตรชายทั้งหมดสี่คน บุตรชายแต่ละคนล้วนแต่งงานหมดแล้วและมีหลาน ๆ ให้ท่านผู้เฒ่าไป๋ได้ชื่นใจรวมกันก็สิบสามคน หลานที่เกิดมาก็ล้วนแต่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น

จนกระทั่งไป๋ซ่างจวินบุตรชายคนที่สี่หรือที่ทุกคนในจวนต่างเรียกขานว่านายท่านสี่ ที่สามารถทำหลานสาวออกมาให้ท่านผู้เฒ่าไป๋ได้ชื่นใจเสียที เป็นหลานคนที่สิบสี่และเป็นหลานสาวคนแรกของตระกูลไป๋ที่รอคอยมานานเลยทีเดียว

ลูกหลานทุกคนยังคงอยู่ร่วมกันในจวนตระกูลไป๋ที่ใหญ่โต ยังไม่มีการแยกบ้านแยกสายออกไปแต่อย่างใด ผู้นำตระกูลอย่างท่านผู้เฒ่าไป๋นั้นคือหนึ่งในปรมาจารย์อาวุโสแห่งสำนักผู้ฝึกปราณของแคว้นซ่ง

ซึ่งสำนักนี้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดไม่ขึ้นตรงต่อผู้ใดทั้งสิ้น ทั้งกับทางราชสำนักหรือกับชาวยุทธภพผู้ฝึกปราณก็ตาม ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสที่เป็นปรมาจารย์ในสำนักผู้ฝึกปราณทั้งหลายจึงมีชื่อเสียงและถูกยกย่องนับถือจากเหล่าผู้คนในแคว้นทั่วแผ่นดินเป็นอย่างมาก

ยามสายเหล่านายท่านในจวนต่างก็มาเยือนที่เรือนของนายท่านสี่ เพื่อมาดูหลานสาวคนแรกกันอย่างตื่นเต้น

“ท่านพ่อ”

“เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสามมาแล้วหรือ”

“น้องสะใภ้สี่คลอดแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” ไป๋ซ่างอี้หรือนายท่านใหญ่ของจวนเอ่ยถามบิดาเมื่อเดินมาถึงเรือนของน้องชายคนที่สี่

“พวกบ่าวไปรายงานว่าคราวนี้เจ้าสี่ได้บุตรสาวแล้ว จริงใช่หรือไม่ขอรับท่านพ่อ” ไป๋ซ่างเหวินหรือนายท่านรองของจวนเอ่ยถามบิดาอย่างรู้สึกอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้จริง ๆ

“เป็นเรื่องดีมากจริง ๆ” ไป๋ซ่างหมิงหรือนายท่านสามของจวน เขาเป็นคนที่พูดน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้อง เอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก

“อื้ม พวกเจ้าก็อย่าเสียงดังไปเดี๋ยวหลานสาวข้าจะตกใจเสียงลุง ๆ เช่นพวกเจ้าเอาได้” นายท่านผู้เฒ่าไป๋ที่กำลังเห่อหลานสาวเอ่ยปรามบุตรชายให้ลดเสียงและความตื่นเต้นลงบ้าง

เมื่อได้ฟังคำพูดของท่านผู้เฒ่าไป๋แล้ว ผู้มีศักดิ์เป็นลุงทั้งสามก็ต่างพากันยิ้มหัวเราะอย่างยินดี ในที่สุดก็มีหลานสาวเสียที หลานสาวย่อมดีกว่าบรรดาลูกชายหลานชายทั้งหลายที่เป็นเจ้าลิงทโมนเป็นไหน ๆ ไม่นานร่างสูงโปร่งของไป๋ซ่างจวินหรือนายท่านสี่ก็เดินออกมาจากเรือนส่วนตัวชั้นใน

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม” เสียงทุ้มอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของไป๋ซ่างจวินเอ่ยขึ้นเมื่อออกมาเห็นเหล่าบรรดาพี่ชายและบิดาอยู่หน้าเรือน

“น้องสี่ยินดีกับเจ้าด้วยจริง ๆ”

“ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่”

“แล้วนี่ตั้งชื่อให้บุตรสาวของเจ้าได้หรือยังเล่า”

“ตั้งแล้วขอรับ ข้ากับหงฟางตั้งชื่อให้บุตรสาวว่า ไป๋ซ่างจิ่ว”

“อืม ดี ๆ จิ่วจิวน้อยของปู่” นายท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยอย่างชอบใจ

จากวันนั้นตั้งแต่แรกเกิดเจ้าสิบสี่หรือจิ่วจิวน้อยก็เริ่มเติบโตขึ้นมาด้วยความรักและการเอาใจใส่ดูแลจากทุก ๆ คนในจวนตระกูลไป๋

จนเมื่อเวลาผ่านไปยามที่จิ่วจิวน้อยอายุได้ครบหนึ่งหนาว ตระกูลไป๋เกิดเรื่องที่ทำให้จิตใจของคนในจวนระส่ำระสายขึ้นมา เมื่อนายท่านผู้เฒ่าไป๋ถูกรอบวางยาพิษจนเส้นพลังปราณวิญญาณได้รับความเสียหายบาดเจ็บสาหัส ไม่อาจรั้งตำแหน่งเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ผู้อาวุโสแห่งสำนักผู้ฝึกปราณต่อไปได้อีก…

หลบหนี RW

บทที่2. หลบหนี

แผนชั่วและความริษยาของคนช่างน่ากลัวและน่ารังเกียจเกินกว่าใครคาดคิด การที่ผู้นำตระกูลไป๋ถูกวางยาจนแก่นพลังปราณเสียหายทำให้ไม่อาจรั้งตำแหน่งปรมาจารย์อาวุโสแห่งสำนักผู้ฝึกปราณได้ นั้นก็เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางนั่นเอง และไม่เพียงท่านผู้เฒ่าไป๋เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงลูกหลานทั้งตระกูล เพราะหลังจากนั้นเพียงสามเดือนจวนตระกูลไป๋ก็ถูกใครบางคนส่งนักฆ่าที่มีพลังปราณและมากด้วยฝีมือมาสังหาร

“หนีเร็ว!! หนีเร็วเข้า!!!”

เสียงตะโกนของเหล่าบ่าวรับใช้ในจวนพากันวิ่งหนีตาย ไม่อาจต่อสู้กับพวกนักฆ่าที่มีฝีมือฉกาจได้ เพราะเหล่าบ่าวรับใช้มีพลังปราณเพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น

“อึก! ใครส่งพวกเจ้ามา”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านไม่ต้องรู้หรอกนายท่านใหญ่แห่งตระกูลไป๋ รู้ไปท่านก็ไม่อาจต่อกรกับนายของข้าได้อยู่ดี รู้เพียงว่าตระกูลไป๋ต้องหายไปจากแผ่นดินแคว้นซ่งก็พอแล้ว” จากนั้นนักฆ่าก็ลงมือส่งพลังปราณไปที่ดาบเพื่อสังหารทันที

ฟึบ! ชั๊วะ! อึก!

“พี่ใหญ่ / พี่ใหญ่” นายท่านรองไป๋ซ่างเหวินและนายท่านสามไป๋ซ่างหมิงเร่งเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่อาจช่วยสกัดกั้นคมดาบนั้นให้พี่ชายคนโตได้ทัน แผลที่ถูกฟันลงมาที่ร่างกายลึกมาก แม้ไม่อาจทำให้ตายได้ในทันทีแต่ก็บาดเจ็บสาหัสมากทีเดียว

เสียงตะโกนโหวกแหวกของบ่าวรับใช้ดังไปทั่วจวนในยามค่ำคืน เปลวไฟร้อนแรงสีแดงฉานถูกจุดจนแผดเผาไหม้ไปทั่วทั้งจวน…

“ท่านพ่อท่านรีบหนีไปก่อนเถิดไปขอรับ”

“เจ้าสี่ เจ้านั่นแหละพาลูกเมียเจ้าหนีไป พ่อเป็นผู้นำตระกูลไม่อาจทิ้งทุกคนไปได้ เร็วเข้า” ท่านผู้เฒ่าไป๋ที่ตอนนี้แก่นพลังปราณเสียหายและบาดเจ็บจากพิษที่ได้รับมา จึงยังไม่อาจฟื้นฟูพลังปราณกลับมาได้ แต่ก็ยังฝืนต่อสู้กับพวกนักฆ่าที่บุกเข้ามาจนกระอักเลือดท่วมกาย

“ไม่ขอรับท่านพ่อ ข้าจะออกไปช่วยพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สามเอง ส่วนท่านพ่อบาดเจ็บที่แก่นปราณท่านรีบหนีไปก่อนเถิด ที่ตรงนี้อยู่ใกล้เส้นทางลับออกนอกจวนมากที่สุด ข้าฝากจิ่วจิวด้วยนะขอรับ หากมีท่านพ่ออยู่ตระกูลไป๋ของเราย่อมยังมีความหวัง หากข้ายังมีวาสนาสามารถรอดชีวิตไปได้ข้าจะกลับมาดูแลและกตัญญูต่อท่านพ่อให้มาก” กล่าวจบก็ก้มลงจูบที่หน้าผากของบุตรสาวตัวน้อยอย่างอาวรณ์ ก่อนส่งร่างเล็กให้บิดาตนเองอุ้มแล้ววิ่งออกไปทันที

“เจ้าสี่ ๆ” เสียงผู้เฒ่าไป๋ตะโกนตามหลังบุตรชายคนที่เล็กไปด้วยความเสียใจและเจ็บปวด

“นายท่านผู้เฒ่าเชื่อนายท่านสี่เถิดขอรับ” พ่อบ้านคนสนิทของท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยขึ้นมา ทั้งยังชักกระบี่คุ้มกันพร้อมมองรอบกายอย่างระแวดระวัง

“แต่…” ท่านผู้เฒ่าไป๋คิดจะตามบุตรชายออกไป แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องสะอื้นเบา ๆ จากหลานสาวในอ้อมแขนจึงได้สติกลับคืนมา แล้วตัดสินใจว่าทายาทตระกูลไป๋ต้องเหลือรอดไปให้ได้

ทางด้านไป๋ซ่างจวินหรือนายท่านสี่วิ่งกลับมาหาภรรยาและลูกชายฝาแฝดทั้งสองที่เรือนชั้นใน

“ท่านพี่แล้วจิ่วจิวเล่าเจ้าคะ” หงฟางเอ่ยถามสามีอย่างกังวลใจเพราะก่อนที่นักฆ่าจะบุกมาสามีอุ้มบุตรสาวคนเล็กไปเล่นที่เรือนของท่านพ่อสามี

“พี่ฝากจิ่วจิวไว้ที่ท่านพ่อ เจ้าไม่ต้องห่วงลูกจะต้องปลอดภัย ส่วนเจ้าพาอาหลงกับอาหลางหนีไปก่อน พี่จะรั้งคนพวกนั้นไม่ให้ตามพวกเจ้าไปได้” ก่อนนี้เขาอยากจะพาบุตรชายฝาแฝดให้หนีไปพร้อมกันกับบิดา แต่เพราะตอนพวกมันบุกเข้ามาชุลมุนมากทั้งอยู่กันคนละที่อีกด้วย จึงไม่อาจทำดั่งที่ต้องการได้

“ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับท่านพี่ไม่ยอมหนีจาก”

“ข้าก็จะอยู่กับท่านพ่อขอรับ”

“ข้าก็จะอยู่ด้วยเช่นกันขอรับท่านพ่อ”

เสียงบุตรชายฝาแฝดทั้งสองที่ตอนนี้เพียงอายุสี่หนาว แต่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัวเอ่ยขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นไป๋ซ่างจวินก็เป็นห่วงอยู่ดี ภรรยาของเขามีพลังปราณธาตุสายลมขั้นสูงก็จริง แต่ลูก ๆ ทั้งสองพลังปราณธาตุยังไม่ปรากฏจึงไม่อาจให้มาเสี่ยงภัยครั้งนี้ได้

“พวกเจ้าอย่าดื้อดึงไป สถานการณ์ตอนนี้อันตรายมากดังนั้น…”

“ย๊า!! ตายให้หมดเสียเถิด”

ยังไม่ทันที่ไป๋ซ่างจวินจะได้พูดกับลูกเมียจนจบ นักฆ่าชุดดำก็บุกมาถึงเรือนชั้นใน เข้าต่อสู้มุ่งหมายสังหารทุกคนในตระกูลไป๋ให้สิ้นตามคำสั่งที่ได้รับมา…

ด้านนอกที่เป็นจวนข้างเคียง และชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลนักต่างหวาดกลัวและไม่กล้าสอดมือเข้ามายุ่ง หรือแม้แต่ทหารของทางการยังไม่อาจเข้าช่วยเหลือได้ทัน ค่ำคืนนองเลือดน่าสลดหดหู่ใจนั้นไม่มีใครรู้ว่าเหลือคนตระกูลไป๋รอดชีวิตหรือไม่ ต่างเล่าลือกันไปว่าอาจมีคนหนีรอดมาได้ บ้างก็ว่าตายหมดยกตระกูลไม่เหลือแม้แต่คนเดียว

จวนทั้งหลังเรือนทุกเรือน ร่างทุกร่างที่ถูกสังหารถูกเผาไหม้จนเป็นตอตะโกไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าร่างแต่ละร่างนั้นเป็นของใคร ข่าวถูกปิดเงียบไม่เหลือร่องรอยอันใดให้สืบค้นต่ออีก

เรื่องนี้สร้างความสะเทือนขวัญตื่นตระหนกให้แก่ชาวเมืองเป็นอย่างมาก ทั้งยังสร้างความโกรธกริ้วให้ผู้ครองแคว้นอย่างองค์ฮ่องเต้ซ่งเสิ้นหนานที่จู่ ๆ ก็ต้องสูญเสียปรมาจารย์อาวุโสผู้เป็นบุคคลสำคัญของแคว้นไปเช่นนี้ จึงสั่งการให้มีการตรวจสอบโดยเร็วที่สุด…

ผ่านไปวันแล้ววันเล่านานนับเดือน การเดินทางของผู้เฒ่าไป๋และหลานสาวตัวน้อยวัยหนึ่งหนาวเศษ ๆ พร้อมกับท่านพ่อบ้านของจวนตระกูลไป๋ผู้เป็นคนสนิท ทั้งสามเดินทางรอนแรมจนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งกลางหุบเขาเร้นลับ

“เป็นที่นี่ขอรับนายท่านผู้เฒ่า”

“อื้ม ที่นี่สงบมีพลังปราณหนาแน่น”

“ขอรับที่นี่คือหุบเขาเร้นลับ เป็นบ้านเดิมของมารดาของบ่าวเอง ซึ่งก็เร้นลับสมชื่อขอรับ คนภายนอกไม่อาจหาทางเข้ามาที่แห่งนี้ได้ง่าย ๆ รับรองว่าที่แห่งนี้จะปลอดภัยต่อนายท่านและคุณหนูสิบสี่ขอรับ” ท่านพ่อบ้านหวังฉีเอ่ยวาจารับรองอย่างมั่นใจ

“อืม เช่นนั้นเราคงต้องตั้งหลักที่นี่กันก่อน”

“ขอรับนายท่าน”

จากนั้นสองบุรุษผู้สูงวัยและเด็กน้อยที่เพิ่งพ้นวัยทารกมาได้ไม่นานก็เดินทางเข้าสู่หมู่บ้านในหุบเขาเร้นลับกัน…

เด็กตัวน้อยในหุบเขาเร้นลับ RW

บทที่3. เด็กตัวน้อยในหุบเขาเร้นลับ

ฟึบ! ฟึบ!

ย้อนกลับไปเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เกิดเรื่องกับคนตระกูลไป๋ กลุ่มบุรุษชุดดำสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าหลายคนกำลังแบกร่างคนตระกูลไป๋ไว้ ต่างพาคนวางลงที่วัดร้างติดชายป่าด้านหนึ่งห่างไกลจากเมืองหลวง

“พวกท่านเป็นใครเหตุใดจึงช่วยพวกข้า” เสียงอ่อนแรงของไป๋ซ่างจวินเอ่ยถามขึ้นอย่างช้า ๆ เพราะได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับพวกมือสังหารที่มีพลังปราณขั้นสูง

“พวกข้าได้รับคำสั่งให้ช่วยเหลือพวกท่าน ตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้วแม้จะไม่สามารถรักษาชีวิตของพวกท่านไว้ได้ทั้งหมดทุกคนก็ตาม แต่พวกข้าก็พยายามทำตามหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ข้าแนะนำว่าพวกท่านควรรีบเดินทางไปให้ไกลจากเมืองหลวงให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นพวกท่านอาจตกอยู่ในอันตรายอีกก็เป็นได้ ส่วนนี่เป็นยารักษาอาการบาดเจ็บภายนอกและภายใน แต่ไม่อาจฟื้นฟูซ่อมแซมพลังปราณทั้งหมดได้ ข้าช่วยท่านได้เพียงเท่านี้”

บุรุษที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าของคนชุดดำเอ่ยขึ้นมา ก่อนส่งขวดหยกที่มียารักษานับสิบเม็ดไปให้ไป๋ซ่างจวิน

“ขอบคุณท่านมากขอรับ”

“ขอบคุณขอรับ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

สิ้นเสียงขอบคุณจากคนตระกูลไป๋ที่เหลือรอดไม่กี่ชีวิต บุรุษชุดดำสวมหน้ากากเหล่านั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยที่คนตระกูลไป๋ยังไม่ทันได้ถามไถ่ว่าใครกันที่ส่งพวกเขามาช่วยเหลือครั้งนี้…

สองปีต่อมา..

“สิบสี่ เจ้าสิบสี่” เสียงที่บ่งบอกถึงวัยชราเอ่ยเรียกหาหลานสาวตัวน้อยที่หน้าบ้านซึ่งถูกสร้างขึ้นจากไม้ไผ่ ข้างเรือนยังมีลำธารสายเล็ก ๆ ไหลผ่าน ข้างหลังบ้านยังมีสวนผักและมีต้นผลไม้ที่ถูกปลูกเอาไว้อีกหลายสิบต้น

“เจ้าค่า ท่านปู่วววว”

ร่างเล็กจ้อยที่สวมใส่ชุดเสื้อและกางเกงสีฟ้าตุ่น ๆ ราวกับเด็กชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ตอนนี้มีอายุได้สามหนาวแล้ววิ่งจู๊ดดดดมาหาปู่ตามเสียงเรียก

ผมทรงซาลาเปาสองก้อนบนหัวที่ท่านพ่อบ้านหวังฉีมัดให้สั่นไหวด๊อกแด๊ก ๆ ไปมาตามการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว ดวงหน้ากลมเล็กขาว ๆ น่ารักนั้นมีลูกผมปรกลงข้างแก้มดูน่าหยิกน่าเอ็นดูเป็นยิ่งนัก

“ไปเล่นอันใดมาจึงเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเพียงนี้” เมื่อเห็นสภาพหลานสาวแล้ว ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็อดเอ่ยทักถามขึ้นมาไม่ได้

“ฉิบฉี่เล่นปลูกต้นไม้มาเจ้าค่าท่านปู่ววว”

“ดูท่าเจ้าจะชอบต้นไม้มาเหลือเกินนะนี่”

“ฮิ ฮิ พี่ต้นไม้ใจดีชอบเล่นกับฉิบฉี่” เสียงกังวานสดใสเอ่ยตอบท่านปู่ไปตามความจริง

เวลาออกไปเจอต้นไม้หลังบ้านหรือต้นไม้ในภูเขา นางรู้สึกเหมือนต้นไม้เหล่านั้นดีใจมากที่ได้เจอกับนาง พวกต้นไม้จะพากันโบกสะบัดกิ่งใบไปมาเหมือนต้องการเล่นด้วย เวลาแดดร้อนก็ยื่นกิ่งก้านสาขามาบังแดดเป็นร่มให้นางด้วยนะ พี่ต้นไม้ใจดีมาก ๆ เลยล่ะ

“อืม เอาละ ๆ ไปล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วมากินข้าวกับปู่” ท่านผู้เฒ่าไป๋ไม่ได้นึกเอะใจอันใดกับคำพูดของหลานสาวมากนัก คิดว่านางคงจินตนาการไปตามเรื่องของเด็กน้อยเท่านั้น จึงไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ

“เจ้าค่า ฮิ ฮิ จินข้าว ๆ” เจ้าตัวเล็กใช้ขาสั้น ๆ พวกร่างเล็กจิ๋วของตนเองวิ่งออกไปอย่างร่าเริงเพื่อทำตามที่ท่านปู่บอก ตั้งแต่เช้านางไปเล่นปลูกต้นไม้หลังบ้านมาใช้พลังไปเยอะจนตอนนี้หิวมากแล้ว

ท่านผู้เฒ่าไป๋มองหลานสาวคนเดียวด้วยแววตาอ่อนโยน นางฉลาด ร่าเริงและสดใสเป็นที่สุด จากวันนั้นนี้ก็ผ่านมาสองปีแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าไป๋ให้พ่อบ้านหวังฉีไปสืบข่าวเรื่องตระกูลไป๋มา แต่พบว่าทุกอย่างถูกปิดกั้นและถูกลบร่องรอยออกจนหมดสิ้น จนไม่อาจสืบหาความจริงอันใดได้อีก ทั้งในเมืองหลวงและเมืองอื่น ๆ ต่างเล่าลือกันว่าคนในจวนตระกูลไป๋ตายหมดสิ้นไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว

ท่ามกลางความเสียใจที่ไม่อาจสืบข่าวลูกหลานในตระกูลได้นั้น ในค่ำคืนหนึ่งก็มีภูตสายลมที่เกิดจากพลังปราณสายลมมาปรากฎขึ้นตรงหน้า เพียงได้เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นภูตสายลมที่ลูกสะใภ้สี่เป็นคนสร้างขึ้นมา เพราะท่านผู้เฒ่าไป๋เคยเห็นพลังปราณสายลมของลูกสะใภ้สี่มาแล้ว แต่ด้วยเพราะพลังปราณที่สร้างภูตสายลมนั้นอ่อนแอมากจึงส่งสารได้เพียงว่า

‘ปลอดภัย อย่าห่วง’

จากนั้นก็สลายหายไปทันที เป็นเพียงสี่คำเท่านั้น แต่เพียงสี่คำนี้ก็ทำให้ความหนักอึ้งที่กัดกินให้ทุกข์ใจนั้นเบาบางลงได้ในทันที แม้ไม่รู้ว่าลูกหลานเหลือรอดกันกี่คนและอยู่ที่ใดกัน แต่อย่างน้อยสารจากภูตสายลมนั้นก็ทำให้รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ นอกจากเขาและเจ้าสิบสี่แล้วยังมีคนในตระกูลไป๋เหลือรอดอยู่อีก

เมื่อร่างภูตสายลมจางหายไปก็ไม่อาจสืบหาได้ว่ามันเดินทางมาจากที่ใดกันแน่ เพราะภูตสายลมก็คือสายลมสมชื่อ มันจะออกเดินทางตามทิศทางสายลมไปทั่วดินแดนเพื่อตามหาเป้าหมายที่มันต้องการส่งสาร เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจมันก็จะสลายหายไป…

เมื่อเริ่มวางเรื่องทุกข์ใจได้บ้างแล้ว ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็คิดว่าต้องเร่งรักษาตนเองให้หายดี เพื่อจะได้ออกตามหาลูกหลานที่พลัดพรากจากกันให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

แต่ผ่านมาสองปีแล้วอาการบาดเจ็บที่แก่นพลังปราณก็ยังไม่อาจรักษาให้หายได้ เพราะสมุนไพรตัวยานั้นหายสาบสูญไปหลายสิบปีแล้ว ต่อให้ขึ้นภูเขา เข้าป่าลึกเพียงใดก็ไม่เคยพบเห็นวี่แววของสมุนไพรตัวยานี้เลยสักครั้ง

ต้องบอกว่าทั่วดินแดนเบื้องล่างที่มนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่นี้คงไม่มีเลยกระมัง แต่จะให้ตามหาเอาจากดินแดนเบื้องบนก็จนใจ เพราะระดับพลังปราณยังไม่ถึงขั้นที่จะขึ้นไปที่ดินแดนเบื้องบนได้นั่นเอง

ที่หมู่บ้านหุบเขาเร้นลับที่พวกเขาได้มาอาศัยอยู่นั้น เป็นที่ที่ดีและงดงามมากจริง ๆ ชาวบ้านในหุบเขาอยู่กับอย่างสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวกันมากนัก ทุกคนมีพลังปราณวิญญาณและธาตุประจำตัวกันทุกคนแต่ไม่ได้ขั้นสูงมากนักเป็นเพียงพลังขั้นพื้นฐานเท่านั้น

ชาวบ้านส่วนใหญ่รักสงบจึงเลือกที่จะปลูกพืชผักและล่าสัตว์ในป่า นาน ๆ ครั้งจึงจะเอาของออกไปขายหรือซื้อของจากในเมืองสักที หากพ่อบ้านหวังฉีคนสนิทของท่านผู้เฒ่าไป๋ไม่มีบ้านเดิมของมารดาอยู่ที่แห่งนี้ คาดว่าเขาและหลานสาวตัวน้อยก็คงไม่อาจรู้ว่ามีหมู่บ้านนี้ซ่อนอยู่ด้วย หรือต่อให้รู้ก็ไม่อาจหาทางเข้าหุบเขาเร้นลับได้ถูกอยู่ดี เพราะมันเร้นลับสมชื่อจริง ๆ

“จินข้าว ๆ ฮิ ฮิ ฉิบฉี่หิวมากเจ้าค่ะ” เสียงสดใสที่พูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว ดังเข้ามาในห้องครัวทำให้ท่านผู้เฒ่าไป๋ออกจากภวังค์ความคิดของตน ก่อนจะหันไปมองตามทิศทางของเสียง ซึ่งก็คือหลานสาวคนนี้ นางคือกำลังใจเพียงหนึ่งเดียวของท่านผู้เฒ่าไป๋ในยามนี้นั่นเอง

“ท่านปู่วว” จิ่วจิวน้อยเอ่ยเรียกพร้อมเงยหน้าน่ารักที่มีแก้มป่องขาว ๆ พร้อมเอียงคอมองดูท่านปู่ที่ก่อนนี้ดูเหม่อลอยเหมือนคิดสิ่งใดอยู่

ใบหน้าของนางเล็กและกลม แก้มยุ้ยออกด้านข้างยามจิ้มนิ้วลงไปผิวเนื้ออ่อนนุ่มก็บุ๋มลงแล้วเด้งกลับสู้มือ มองดูให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มมาก ดวงตาเรียวยาวแต่กลมโต ขนตายาวงอนกะพริบปริบ ๆ พร้อมสงสัยว่าเมื่อครู่ท่านปู่เป็นอันใดไป หรือจะยังเศร้าจากเรื่องเมื่อสองปีก่อนกันนะ

ใช่แล้วตอนนางอายุได้หนึ่งหนาวเกิดเรื่องน่าเศร้าสะเทือนใจขึ้นกับคนในครอบครัว ยามนั้นแม้จิ่วจิวน้อยอายุเพียงหนึ่งหนาว แต่น่าแปลกมากเพราะนางกลับเข้าใจและรับรู้เรื่องราวทุกอย่างได้แล้ว เหตุการณ์นั้นนางจำได้ดีว่าเกิดอันใดขึ้นกับครอบครัวตระกูลไป๋

ตอนนั้นได้แต่มองดูทั้งยังไม่อาจพูดหรือสื่อสารเป็นคำได้รู้เรื่องนัก คำพูดของท่านพ่อที่พูดฝากฝังนางไว้กับท่านปู่ ตอนท่านพ่อก้มลงหอมหน้าผากจิ่วจิวก็ยังจำสัมผัสที่อบอุ่นนั้นได้ จำท่านแม่ จำพี่ชายฝาแฝด จำท่านลุงท่านป้าสะใภ้และญาติผู้พี่ทุกคนได้ แม้หน้าตาทุกคนอาจจะเลือนรางในความทรงจำไปบ้างแต่ก็ถือว่านางจำได้…เอาไว้หาเงินเยอะ ๆ ก่อนนางจะต้องรักษาท่านปู่ให้หายป่วย แล้วพาท่านปู่ออกเดินทางตามหาทุกคนเอง

“โอ้!! เจ้าสิบสี่มาแล้วหรือ มาเถิดมากินข้าวกัน” เมื่อเห็นหลานสาวมาเรียกใกล้ ๆ ท่านผู้เฒ่าไป๋จึงเลิกคิดเรื่องราวในอดีตแล้วเอ่ยชวนหลานสาวกินข้าวกัน

“เจ้าค่าาา ฮึบ! ฮึบ! ” พูดจบร่างกลมเล็กก็พยายามปีนเก้าอี้ขึ้นนั่ง ท่าทางออกจะทุลักทุเลบ้าง แต่นางชอบปีนขึ้นไปนั่งเอง พอปีนไม่ขึ้นก็เอาพุงเกยค้างห้อยตัวต่องแต่งไปกับเก้าอี้เช่นนั้น

“ฮิ ฮิ ฮิ” จากนั้นก็หัวเราะอยู่คนเดียว

“คุณหนูสิบสี่บ่าวช่วยเองขอรับ” ร่างสูงใหญ่ของท่านพ่อบ้านหวังฉีที่อายุน้อยกว่าท่านผู้เฒ่าไป๋อยู่นิดหน่อยรีบเดินเข้ามาจับร่างเล็กขึ้นมานั่งดี ๆ บนเก้าอี้

ส่วนท่านผู้เฒ่าไป๋ก็ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหัวไปมาให้กับหลานสาวตัวน้อยที่แสนขี้เล่นและซุกซนเสียเหลือเกิน

“ฮิ ฮิ วันนี้ฉิบฉี่ก็ขึ้นเก้าอี้ไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ”

“โฮ๊ะ ๆ ๆ เอาไว้เจ้าสูงขึ้นกว่านี้ก็จะขึ้นได้เองนะ” ท่านผู้เฒ่าไป๋กล่าวอย่างให้กำลังใจหลานตัวน้อย

“เช่นนั้นต้องรีบกินข้าวเยอะ ๆ นะขอรับ วันนี้มีเนื้อหมูป่าตุ๋นสมุนไพรกับผักป่าผัดน้ำมันแล้วก็ข้าวสวยร้อน ๆ ที่คุณหนูสิบสี่ชอบด้วย”

“หูยย น่าจินมากเยยเจ้าค่า” เพราะยังเด็ก ยามเมื่อตื่นเต้นก็จะลิ้นพันกันจนพูดไม่ค่อยชัด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะถึงพูดไม่ชัดแต่ก็ยังสามารถฟังออกได้

“เช่นนั้นก็กินเถิด” ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยก่อนจะเริ่มใช้ตะเกียบคีบผัดผักขึ้นมา จากนั้นคนที่เหลือก็เริ่มลงมือกินข้าวเช้าด้วยกัน ทั้งสามนั่งกินข้าวร่วมกันไม่แยกนายบ่าว แม้ท่านพ่อบ้านหวังฉีจะเป็นบ่าวแต่ก็เป็นบ่าวคนสนิทที่นายท่านผู้เฒ่าไป๋มองเหมือนญาติสนิทคนหนึ่ง แม้ยามมั่งมีหรือลำบากไม่คิดทิ้งขว้าง…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...