โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'มาม่า' ลงทุนใหญ่รอบ20ปี จัด2 พันล.สร้างโรงงานอัจฉริยะ หันบุกตลาดส่งออก ได้ราคาขายสูงกว่า

The Better

อัพเดต 13 ต.ค. 2566 เวลา 01.43 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 15.26 น. • THE BETTER
ไทยเพรสซิเดนซ์ ฟู้ด แผนใหญ่รับอนาคต10 ปีหน้า เพิ่มกำลังผลิตมาม่าในโรงงานแห่งใหม่ หาโอกาสช่องขายในต่างประเทศหวนกลับจีน-เวียดนาม หลังตลาดในประเทศ กว่า2 หมื่นล. โตแผ่ว 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนซ์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่าบริษัทวางแผนลงทุนครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้าเพิ่ม รองรับความต้องการตลาดการบริโภคสินค้าในอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด สมาร์ท แมนูแฟคตอรี (Smart Manufactory)พร้อมนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าตลอดทั้งสายการผลิต

รวมถึงการใช้เครื่องจักรใหม่ ที่จะต้องมีกำลังการผลิตเพิ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้มากขึ้น จาก 450 ก้อนต่อนาที เป็น 600 ก้อนต่อนาที เป็นต้น

โดยอยู่ระหว่างเตรียมหาที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ ในทำเลศักยภาพทั้งในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) ตลอดจนในทำเลอยู่ติดลุ่มแม่น้ำโขง หรือ ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มอี (CLMV )

จาก ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าตรามาม่า ทั้งสิ้น 8 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 5 แห่ง โดย 3 แห่ง จะเป็นโรงงานผลิตเส้นบะหมี่เหลือง ได้แก่

  • อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 1 แห่ง มีกำลังการผลิต 261.53 ตันต่อวัน
  • จังหวัดลำพูน 1 แห่ง กำลังการผลิต 136.08 ตันต่อวัน
  • จังหวัดระยอง 1 แห่ง กำลังการผลิต 94.01 ตันต่อวัน

ส่วนโรงงานผลิตเส้นขาว มี2 แห่ง

  • จังหวัดราชบุรี มีกำลังการผลิตรวม 60.32 ตันต่อวัน

โดยมีกำลังการผลิตแยกตามประเภทบรรจุผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น

  • บะหมี่ประเภทซองอยู่ที่ 964,320 หีบต่อเดือน
  • บะหมี่ประเภทถ้วยอยู่ที่ 1,159,498 หีบต่อเดือน
  • ผลิตภัณฑ์จากข้าวอยู่ที่ 193,125 หีบต่อเดือน

ขณะที่สาย(ไลน์) ตลอดการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบสิ้นสุดกระบวนการบรรจุสินค้า จะมีความยาวราว 90 เมตร และมีความเร็วการผลิตทั้ง2 บรรจุภัณฑ์ ดังนี้

  • แบบซองความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 450 ซองต่อนาที
  • แบบถ้วยสูงสุดอยู่ที่ 300 ถ้วยต่อนาที

สำหรับโรงงานผลิตสินค้าตรามาม่า ในต่างประเทศ มี 4 แห่ง ได้แก่ เมียนมา, กัมพูชา บังคลาเทศ และฮังการี มีกำลังการผลิตรวม 16,044 ตันต่อปี

พันธ์ กล่าวว่า “หากโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จ คาดจะเพิ่มกำลังผลิตสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 30% จากปัจจุบันโรงงานในจังหวัดระยอง มีกำลังการผลิตที่สามารถเพิ่มเครื่องจักรได้ 1 เครื่อง นอกนั้นใช้เต็มเต็มศักยภาพไปแล้ว ทำให้บริษัทต้องวางแผนเพื่อรองรับการเติบโตตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในอนาคต จากปัจจุบันตลาดรวมบะหมี่ฯ มีมูลค่าราวสองหมื่นล้านบาทโ ตปีละ 4-5% จากเดิมตลาดเคยเติบโตไม่ต่ำกว่าสองหลัก”

นอกจากนี้ บริษัท ยังเตรียมปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ให้ทันสมัย โดยจะย้ายฐานการผลิตโรงงานเมียนมาเดิมที่ตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้ง ไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ด้วยเช่นกัน

พร้อมวางแผนศึกษาเพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในประเทศเคนยา ด้วยเป็นหนึ่งในตลาดทวีปแอฟริกา ที่มีความน่าสนใจ จากโอกาสการเข้าทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในประเทศดังกล่าว

ขยายธุรกิจ ไปโตนอกบ้าน

พันธ์ กล่าวต่อว่ายุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์ตรามาม่า จากนี้ไปยังวางแผนขยายการเติบโตต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ ทั้งการเข้าไปยังตลาดเดิมด้วยสินค้าใหม่ และการเข้าไปยังตลาดใหม่ด้วยสินค้าเดิมที่มีอยู่ เพื่อรองรับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรุปในประเทศที่เริ่มชะลอการเติบโตอยู่ที่หลักเดียวในปัจจุบัน

โดยบริษัทฯ วางเป้าขยายสัดส่วนยอดขายตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 40-50% จากเดิมมีสัดส่วนประมาณ 30% เทียบกับพอร์ตยอดขายสินค้าทั้งหมด

“บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์มาม่าใน 68 ประเทศทั่วโลก ด้วย ตลาดต่างประเทศมีขนาดใหญ่กว่าในประเทศ ซึ่งมีโอกาสในการทำตลาดเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของมาม่าในต่างประเทศอยู่ที่ 50 บาทต่อซอง ซึ่งสูงกว่าไทย” พันธ์ กล่าว

หวนทำตลาดตลาด จีน-เวียดนาม

โดย บริษัทมีแผนนำสินค้ากลับเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนอีกครั้ง จากก่อนหน้าได้เข้าไปตลาดจีนเมื่อราว 20 ปีก่อน ทั้งในเมืองคุนหมิง และ ชิงเต่า และได้หยุดไปในปี 2543 จากภาวะการแข่งขันของตลาดในช่วงนั้น

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมองว่าเป็นโอกาสใหม่ของสินค้าภายใต้แบรนด์ไทย จากความนิยมของชาวจีนที่มีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทยในตำแหน่งระดับพรีเมียม

ปัจจุบัน เทรนด์ผู้บริโภคจีนนิยมอาหารไทยมักจะซื้อเป็นของฝาก และนิยมอาหารไทยมากขึ้น ขณะที่อินไซด์ผู้บริโภคจีนยังชอบอาหารรสชาติมัน ไม่เผ็ดมากนัก ซึ่งมาม่ามีผลิตภัณฑ์รสชาติที่หลากหลายตอบโจทย์ โดยเฉพาะรสต้มยำกุ้ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก พร้อมวางแผนทำตลาดเชิงรุกผ่านช่องทางคอมเมิร์ซจีน

“ประชากรจีนมีขนาดใหญ่มาก หากเราทำยอดขายได้สัก 1% ของประเทศเขา ก็เกินกว่ายอดขายทั้งประเทศไทยแล้ว” พันธ์ กล่าว

พร้อมเสริมอีกว่า นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนกลับเข้าไปทำตลาดเวียดนาม ด้วยเช่นกัน จากก่อนหน้าได้เข้าไปทำตลาดมาระยะหนึ่งก่อนปิดกิจการโรงงานมาม่าในเวียดนาม ไปเมื่อปี 2542 จากการแข่งขันที่มีเจ้าตลาดท้องถิ่นรายใหญ่ในขณะนั้น

โดยบริษัท มองเห็นโอกาสจากการเข้าตลาดเวียดนาม ร่วมกับผู้ประกอบการไทย ที่ได้เข้าไปไปลงทุนธุรกิจร้านค้าปลีกในประเทศดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปี 2567 นี้

นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนเพิ่มมาตรฐานการผลิตให้ได้ตามสหภาพยุโรปกำหนด เพื่อนำสินค้าเดิมที่มีอยู่ขยายตลาดในยุโรป เพิ่มขึ้นใน ในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น

โมเดลธุรกิจใหม่ เจาะตลาดใหม่

พันธ์ กล่าวต่อ ทิศทางการทำธุรกิจในอนาคตที่มุ่งต่อยอดสู่อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการของตลาดและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไม่หยุดนิ่ง

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคได้เห็นสินค้าแบรนด์มาม่าในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น Mama Station หรือ ร้านอาหารมาม่าในห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะได้เห็นมากขึ้นตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

สำหรับผลประกอบการคาดว่าในปี 2566 คาดจะมียอดขาย 15,568.52 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 11,306.49 ล้านบาท ต่างประเทศ 4,262.03 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 4% จากในปี 2565 พร้อมคาดว่าในปี 2567 จะเติบโตราว 5 – 7 %

ปัจจุบัน มีสัดส่วนการทำตลาดแบ่งเป็นในประเทศ 70 % และต่างประเทศ 30 % พร้อมเพิ่มสัดส่วนการทำตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 40 - 50 % ในอนาคต

พร้อมปรับตัวขานรับขึ้นค่าแรง

พันธ์ กล่าวต่อถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลชุดนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่า บริษัท ในฐานะธุรกิจที่สามารถปรับตัวและรับมือได้ โดยมองถึงต้นทุนแรงงานการผลิตต่อซอง โดยปัจจุบันบริษัท มีกำลังการผลิตราว 300-450 ก้อนต่อนาที หากกำลังผลิตทำได้มากขึ้นก็ไม่กระทบมาก ด้วย พนักงาน 1 คน สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น

“จุดนี้ รัฐบาลต้อง บาลานซ์) โดยอาจช่วยเอกชนลดภาษีเครื่องจักร เพื่อเอื้อต่อการเพิ่มกำลังการผลิตที่ใช้งบประมาณ 100-200 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ เพื่อผ่อนปรนผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงซึ่งจะทำให้เอกชนปรับตัวได้ดีขึ้น และแรงงานได้ค่าแรงเพิ่ม บรรเทาปัญหาค่าครองชีพ” พันธ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...