โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่อีกที ไปเป็นภรรยาผู้โชคดี ในยุคสงครามโลก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ต.ค. 2566 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2566 เวลา 15.36 น. • ถนิตา ปั้นประสงค์
เจติยา สาวผู้โชคร้ายมาตลอดชีวิต จนวันที่ไฟฟ้าดูดตายได้รู้ว่า ตอนเกิด สวรรค์ลืมเอาปุ่มโชดดีใส่มาด้วย การเกิดใหม่ในชีวิตอีก25ปีครั้งนี้ มันต้องมีแต่โชคดีเท่านั้น.. แต่!ทำไมดันมาเกิดยุคสงครามโลก อ๊ากกก!

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่อีกที ไปเป็นภรรยาผู้โชคดี ในยุคสงครามโลก

เจติยา เป็นหญิงสาวที่เรียกได้ว่าโชคร้ายที่สุดในโลก ตั้งแต่เกิดมา หล่อนก็ต้องประสบพบเจอแต่สิ่งที่โชคร้ายแบบสุดขั้ว

จวบจนอายุ 25ปีเต็ม วันเกิดของเธอ เพื่อนสนิทคนเดียวที่จะมางานวันเกิด ก็ประสบอุบัติเหตุขาเจ็บ มาร่วมงานไม่ได้

โชคร้ายซ้ำซ้อน แมวที่ห้องก็ดันหนีตามผู้ชายไปอีก เธอปลงกับชีวิต หอบตะกร้าผ้าลงมาเพื่อมาซักผ้า

แต่โชคร้ายครั้งสุดท้ายก็มาถึง เธอโดนไฟดูดตาย คาเครื่องซักผ้า!!!!!

นายบัญชีที่มารับตัวหล่อนแจ้งว่า ตอนเจติยาจะลงมาเกิด ระบบของสามโลกล่ม เลยทำให้ปุ่มโชคดีที่ต้องส่งมาคู่กับปุ่มโชคร้ายพัง

โดยไม่มีใครรู้!!

เจติยาประท้วงและอยากขอทนาย เพื่อฟ้องสวรรค์ นายบัญชีจึงมีตัวเลือกให้หล่อนว่าอยากเกิดใหม่ไหม จะทบอายุให้อีก25ปี แต่หล่อนไม่มีสิทธิ์เลือกร่างของมนุษย์ได้ เพราะต้องใช้บัตรทองในการสุ่มชิงโชค เจติยาตกลง เพราะต่อจากนี้ชีวิตของเธอจะมีแต่ปุ่มที่โชคดีเท่านั้น

แต่พอได้มาเกิดจริง หล่อนดันย้อนเวลากลับมาช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มาอยู่ในร่างครูสาวหุ่นอวบระยะสุดท้าย

แถมยังเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง และเป็นเมียนายทหารที่โคตรหล่ออีกด้วย ย๊ากกกกกกกกกกกก!!!

หอบลูกวิ่งหลบระเบิดแปป!!!

คำเตือน นิยายเรื่องนี้เกิิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ

อาจมีข้อมูลประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ของไทยอยู่บ้าง

แต่ไม่ขอพาดพิงถึงชืิ่อคนและสถานที่ต่างๆใดๆทั้งสิ้น

คำเตือน 1.1 มันกาวและไร้ซึ่งความสมจริงในบางจุด ขอให้ผู้อ่านเสพเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเกิดใหม่อีกที ไปเป็นภรรยาผู้โชคดี ในยุคสงครามโลก

เจติยา ที่แปลว่าโชคร้าย (รีไรท์)

เจติยา ที่แปลว่าโชคร้าย

ถ้าไม่นับตอนเกิดซึ่งเป็นเรื่องโชคดีเพราะมีอวัยวะครบสามสิบสอง และการมีโอกาสได้หายใจ ชีวิตของเจติยาก็ได้เจอกับความโชคร้ายมาตลอดชีวิต

เรื่องมันเริ่มจากการที่เธอเองก็ไม่รู้ว่า ต้นกำเนิดของเธอเป็นใคร เพราะสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ระบุว่า ได้รับทารกแรกเกิดมาจากเจดีย์ที่วัด

ชื่อของเธอจึงได้ชื่อว่า เจติยา ที่แปลว่าเจดีย์มานับตั้งแต่บัดนั้น

'แต่สำหรับตัวหล่อนแล้ว เจติยา อาจแปลว่าความโชคร้ายซะมากกว่า'

เรื่องราวความโชคร้ายมีมาต่อเนื่อง หลังจากที่ทารกน้อยได้มาอยู่ที่สถานรับเลี้ยง และต้องเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ เธอเหมือนกับเด็กหญิงที่พาความซวยและเงามืดไปทุกที่ที่เธอไปอาศัยอยู่

การสู้ชีวิตของเธอดำเนินมาอย่างสาหัสลากเลือด แม้มันจะถือว่าเป็นเรื่องโชคร้ายมากแค่ไหน แต่ในทางกลับกันมันยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้เธอมากขึ้นจนเหมือนกับว่า เรื่องเลวร้ายที่สุดใดใด ก็ไม่สามารถเข้ามาทำให้เธอพ่ายแพ้ได้อีก อาจจะพอยังมีโชคสำหรับเธอเล็กน้อย เมื่อวันหนึ่งก็มีผู้ใจบุญ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหล่อนเรื่องการศึกษา หล่อนจึงมีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

เจติยาพาตัวเองข้ามผ่านอุปสรรค จนเข้าวัยทำงาน เธอมีเพื่อนรักอยู่ไม่กี่คน โดยเฉพาะเพื่อนสนิทของเธอ ฟ้าใส คนที่ไม่เคยกลัวเรื่องโชคร้ายที่จะเข้ามาเยือน ฟ้าใสเป็นคนแข็งแกร่งจะสามารถยิ้มให้กับเรื่องโชคร้ายได้อย่างไม่กลัวเกรง

วันนี้เป็นอีกวันที่เจติยาต้องแบกตะกร้าผ้าลงมาด้านล่างหอพัก ถึงว่าวันนี้จะเป็นวันพิเศษของหล่อนก็ตาม… นั่นคือวันเกิดครบ25ปีของเธอ แต่หล่อนเองก็พอจะเดาเรื่องโชคร้ายที่จะต้องเกิดกับตัวเองได้ เธอเพิ่งวางสายจากฟ้าใส เพื่อนรักของเธอ ว่าไม่สามารถมาร่วมงานวันเกิดได้เพราะ ลื่นหกล้มจนขาเจ็บ และเจ้าแมวดำที่เธอเก็บมาเลี้ยงก็ดันไปติดตัวผู้หายไปตั้งแต่เมื่อวาน ไม่มีทีท่าว่าวันนี้หล่อนจะได้มีเพื่อนร่วมงานวันเกิด

ผ้าในตะกร้าถูกเทลงในถังเครื่องซักผ้าขนาดกลาง พรุ่งนี้เจติยา ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า และเธอไม่มีเวลามานั่งเศร้าใจที่วันเกิดนี้มันช่างเดียวดายเสียจริง น่าแปลกที่วันนี้เธอไม่ต้องย้ายถังซักเหมือนทุกครั้ง เพราะเวลาที่เธอลงมาซักผ้าทีไร เครื่องที่เธอเลือกก็มักจะเสียหรือมีปัญหาตลอด

แต่ครั้งนี้ มันกะพริบรับเหรียญที่เธอหยอดไปในเครื่องอย่างว่าง่าย ไม่นานเครื่องซักผ้าก็ถูกปั่น หล่อนใช้เวลานั่งไถหน้าจอโทรศัพท์ดูความเคลื่อนไหวของโลกโซเชียล แต่ไม่นานเครื่องก็ดับลงเพราะแบตดันหมด เจ้าหล่อนโครงหัวอย่างหงุดหงิด ถึงจะรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเรื่องโชคไม่ดี แต่แค่วันนี้เท่านั้นก็ไม่ได้อย่างนั้นหรือ

จู่ๆ เครื่องซักผ้าที่กำลังปั่นอยู่ก็หยุดไป ไม่มี… ความโชคดีสำหรับเธอจริงๆ

เจติยา หยิบเสื้อผ้าออกมาจากเครื่อง แต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกแปลกกับร่างกายขึ้นมา ไม่ทันได้จะรู้ตัวร่างทั้งร่างของหล่อนก็ชา

ไม่มีความเจ็บปวดใดๆอีกต่อไป เจติยา ลุกขึ้นมาอย่าง งง งัน เมื่อกี้ เธอโดนไฟดูดอย่างนั้นหรอ แต่ก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อเธอเห็นร่างของหล่อนอีกร่างนอนหงายอยู่ มือยังคงเกาะติดอยู่กับเครื่องซักผ้า ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรต่อ ผู้ชายใส่สูทสีดำก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอ

เหมือนบางอย่างกระตุ้นเตือนให้หล่อนรู้ตัวในทันที ว่าบุรุษที่มายืนอยู่นั้นเป็นใคร

สีหน้าของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจลึกลับ นายบัญชีผู้มาเจรจากับดวงวิญญาณ ชายคนนั้นเดินมาหยุดยืนตรงหน้าหล่อน แม้จะรู้ว่าเขามีหน้าตา แต่ว่า…ทำไมหล่อนถึงมองเห็นหน้าของเขาไม่ชัด เหมือนเขาจงใจที่จะปิดบังไม่ให้ใครได้เห็น

"ฉันตายแล้วหรอคะ" หล่อนยกมือขึ้นมาส่องดู มันเบาสบายไปทั้งตัว อาการปวดหัวจากไมเกรนเรื้อรังมาตลอดก็หายเป็นปลิดทิ้ง การตายทำไมมันถึงไม่ได้น่ากลัวแบบที่คิดไว้เลย เธอรู้สึกเหมือนร่างที่แบกหินมาตลอดชีวิตถูกปลดจากพันธนาการ

"หมดอายุขัยแล้ว" ทางบุรุษลึกลับเอ่ย เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ทำให้หญิงสาวหนาวสั่นขึ้นมาอย่างประหลาด

"แล้วยังไงต่อคะ ฉันจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือ ลงนรก"

ทางบุรุษลึกลับเริ่มอ่านตัวอักษรชีวประวัติของ เจติยา บนกระดาษล่องหนในมือ ทวนซ้ำเลื่อนขึ้นลงหลายรอบ ก่อนจะชะงักไปพักใหญ่ทำท่าทางแปลกๆ มองหน้าหล่อนเหมือนพยายามจะเรียบเรียงคำพูด

"เจติยา สุขสบายดี ใช่หรือไม่" บุรุษชุดดำเอ่ยถาม เหลือบมองวิญญาณที่อยู่ตรงหน้า เขาคงรอให้เธอขานตอบ

"ค่ะ" หล่อนตอบรับอย่างว่าง่าย ถ้าถามว่าสุขสบายดีไหม…หล่อนขอตอบว่าตั้งแต่ใช้นามสกุลแก้เคล็ดมา ก็ไม่เคยได้สุขสบายดีอย่างที่ว่าเลย

ตอนนี้เธอเองไม่วายตื่นเต้นกับร่างใหม่ หล่อนเขย่งตัวนิดเดียวก็เหมือนว่าตัวเองกำลังจะลอยอยู่เหนือพื้นผิวให้ได้ น่าสนุกดี!!

"เอาละ มันเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ตอนที่เจ้าได้ลงมาเกิด…ใน วันที่1 เดือน1 ปี2541นั้น เกิดเหตุการณ์ระบบสามโลกล่ม เพียงชั่ววินาที มันจึงได้เกิดเหตุความผิดพลาดบางประการ ส่งผลให้การลงมาเป็นมนุษย์ของเจ้านั้นมันเสียหายไปหมด ตลอด25ปีที่ผ่านมา"

"ยังไงนะคะ ฉันไม่เข้าใจ"

ทางบุรุษชุดดำลอบถอนหายใจ เป็นนายบัญชีมาหลายร้อยปี เพิ่งมาเจอเหตุการณ์ผิดพลาดครั้งใหญ่ แล้วนี่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาอีกต่างหาก มันจะทำให้ประวัติการเก็บขั้นของเขาด่างพร้อยรึเปล่านะ

"พูดง่ายๆก็คือ คนเราจะมีปุ่มโชคดี และโชคร้าย ติดตัวมาด้วยกันก่อนที่จะลงมาเกิด แต่ช่วงเวลาของเจ้า มันError"

"โอโห้ แม้แต่ก่อนมาเกิด ฉันยังโชคร้าย ปุ่มโชคดีพังหรอเนี๊ย"

"ความจริงแล้วมันไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย" นายบัญชีรีบตอบ เขาเหมือนพยายามจะหาทางออกให้หล่อน

"ถ้าไม่ใช่ความผิดของฉัน ก็เท่ากับว่า ฉันต้องเสียความโชคดีไปตลอด25ปีที่ผ่านมา มันทรมานมากเลยนะที่จะมีชีวิตรอดไปได้ในแต่ละวัน แล้วใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้คะ"หล่อนพูดจริง และนั่นมันต้องมีใครสักคนรับผิดชอบ

"เจ้าสามารถยื่นฟ้องต่อสวรรค์ได้" นายบัญชีเอ่ย เพราะเรื่องทั้งหมด มันเกี่ยวกับความผิดพลาดกับระบบปฏิบัติการ

เจติยา พยักหน้าหงึกๆเหมือนใช้ความคิด หล่อนทำท่าอย่างกับพวกนักวิทย์ที่กำลังคิดหาคำตอบของโจทย์เลขที่ยากอยู่ แต่ความจริงนั้น ในหัวหล่อนไม่ได้คิดอะไรเลยทั้งนั้น หล่อนเพียงแต่อยากแสดงละคร เพื่อบีบให้คนตรงหน้ายื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดกับหล่อน

"แต่…ขั้นตอนมันจะยุ่งยาก และกินเวลานานมากสักหน่อย" เขาเอ่ยกับหล่อน อันที่จริงหล่อนก็เป็นดวงวิญญาณในเคสงานของเขา บางทีเขาอาจจะเสนอความเห็นบางอย่างให้หล่อนได้พิจารณา เรื่องมันจะได้ไม่ต้องใหญ่โตไปถึงสวรรค์ เจติยา อาจจะต้องโดนกักตัวไม่ได้เดินทางต่อในภพหน้า และนั่นเขาอาจจะต้องโดนเรียกสอบ เพราะหล่อนอยู่ในความรับผิดชอบของเขาเอง

"แล้วท่านพอจะมีทางไหน ที่จะช่วยฉันได้บ้าง" ดวงวิญญาณเจ้าเล่ห์เอ่ยถาม

นายบัญชีล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสีดำของเขา ก่อนจะปรากฏบัตรสีทองขนาดเท่ากับพวกการ์ดที่เราใช้กันทั่วไปขึ้นมา ในมือของเขามีทั้งหมด6ใบ บนหน้าบัตรไม่มีตัวเลข หรือตัวอักษรใดๆอยู่เลย

"นี่คือบัตรทองชีวิต บัตรทั้ง6ใบนี้ มีลิขิตที่ผูกพันกับชะตากรรมของเจ้าอยู่ เจ้าสามารถไปเกิดใหม่ในร่างใหม่ โดยชีวิตใหม่ของเจ้าจะไม่เจอเรื่องโชคร้าย และเจ้าจะมีชีวิตต่อไปอีก25ปี เท่ากับชีวิตที่เจ้าต้องเสียไป"

เจติยาตาโต

"แล้ว… ฉันจะแน่ใจได้ยังไง ว่าฉันจะพอใจกับร่างที่จะไปเกิด" หล่อนเอ่ยเสียงกร่อยๆ กลัวจะโดนดุว่าเรื่องมาก

"ไม่มีอะไรรับประกันได้ สิ่งที่เจ้าเลือกมีลิขิตผูกพันอยู่กับชะตากรรมของเจ้า" นายบัญชียังคงย้ำคำเดิม

เจติยาคิดว่า หล่อนคงไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว อย่างน้อยหล่อนก็จะเจอแต่เรื่องโชคดีในภพหน้า

"ค่ะ" หล่อนตอบตกลง เลือกบัตรจากมือของนายบัญชี

"โชคดี" นายบัญชีเอ่ย

ทันทีที่หล่อนดึงบัตร!!!! เสียงดังเหมือนระเบิด ก้องทั่วบริเวณ ความมืดมิดรอบตัว ทำให้หล่อนอึดอัดขึ้นมา เหมือนจะหายใจไม่ออก หล่อนนอนอยู่ในที่ีคับแคบ เธอยังไม่ได้ใช้แรงใดๆ ก็เหมือนกับว่าหล่อนกำลังลอยคว้างและตกลงสู่พื้น

โลงไม้แตกกระจาย เจติยา ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน เห็นคนจำนวนนับหลายสิบกำลังจ้องมาที่หล่อนหน้าซีด พระสงฆ์และคนอีกจำนวนหนึ่งวิ่งแตกกระเจิงไปคนละทิศ

"แม่" เสียงเด็กชายร้องเรียกมองมาที่หล่อนน้ำตาคลอ

"ลำดวน" ผู้ชายหน้าหล่อคมหลุดปากออกมาแทบจะเป็นเสียงกระซิบ เขาใส่เครื่องแบบ ยืนอุ้มเด็กอยู่

เจติยา หันไปมองเศษไม้จากโลงศพที่แตกละเอียด มองมืออวบๆและชั้นพุงของตัวเอง เธอมาอยู่ในร่างใหม่เป็นผู้หญิง

"รีบไปที่หลบภัย" เสียงตะโกนดังของหนึ่งในนั้นบอก

"หลบภัยอะไร" หล่อนเสียงแหบพร่า

นี่มันยุคไหน ต้องมีหลุมหลบภัย

"แม่ลำดวน มากับพี่" ชายในเครื่องแบบเข้ามาดึงหล่อน เธอยันตัวล้มลุกตามเขาไปอย่างว่าง่าย

"ลำดวน ชื่อของฉันซินะ"

นางลำดวนฟื้นคืนชีพ (รีไรท์)

นางลำดวนฟื้นคืนชีพ

หลังสิ้นเสียงระเบิดได้พักใหญ่ หล่อนก็มั่นใจ ว่าที่ที่หล่อนมาเกิดใหม่นั้น เป็นยุคสงครามอย่างแน่นอน คนที่เกียจคร้านในการเรียนประวัติศาสตร์อย่างหล่อน ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ตัวเองต้องเจออะไรในภายภาคหน้า

แต่อย่างไรก็ดี ผู้ชายที่ยืนข้างหล่อนนั้นก็หล่อแบบหล่อนเกือบจะกรี๊ดแตกออกมาได้เลย แววตาของเขาคนนั้น ดูเป็นห่วงเป็นใยเธอมาก ถึงการกระทำจะไม่ค่อยเป็นอย่างนั้นก็เถอะ…

'อย่างน้อยต่อจากนี้เธอก็จะโชคดีในทุกอย่างแล้ว'

โชคดีชั้นที่1 คือหลุมหลบภัยนี้สร้างได้แข็งแรงมาก หล่อนหนีมาได้ทันท่วงที ถ้าหากเป็นเมื่อชาติที่แล้วหล่อนคงได้ถูกระเบิดลงกลางตัว ตายคนแรกแน่

โชคดีชั้นที่2 คือเด็กผู้ชายที่ยืนกอดขาหล่อนอยู่ในขณะนี้ เป็นเด็กที่หน้าตาน่ารัก ดูจากการแต่งตัวแล้ว ครอบครัวของลำดวนก็คงมีฐานะพอสมควร

'ร่างใหม่ของหล่อน คือผู้หญิงอายุยี่สิบห้าปี มีลูกชายหนึ่งคน…'

“พ่อเทพ เมื่อไหร่มันจะสิ้นสุดเสียที พวกไอ้ยุ่น ไอ้พวกอัปรีย์ นำความโชคร้ายมาสู่ประเทศเรา” หญิงชราที่นั่งชันเข่าอยู่พูดขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัวของหลุมหลบภัย ในนั้นบรรจุคนอาศัยอยู่กันได้เกือบสามสิบคน

‘พ่อเทพ’ เขาชื่อพ่อเทพหรือ… โอโห้ หล่อขั้นเทพจริงๆ นะเออ

เจติยาในร่างลำดวลคิด มองร่างสูงในเงาสลัว เขายืนหน้าเคร่งเครียด เหมือนกำลังประเมินสถานการณ์ภายนอกหลุมหลบภัย ว่าจะเอายังไงต่อดี…

“เราตกลงจะร่วมมือกับเขาแล้ว อย่างไรประเทศเราก็หนีไม่พ้นที่จะเผชิญชะตากรรมแบบนี้ มันจะจบ ต่อเมื่อมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบรรลัยไปข้างหนึ่ง” หนุ่มหล่อนามว่าพ่อเทพเอ่ยขึ้นมา

จู่ๆ เขาก็เหลือบมามองหน้าหล่อน

“แต่ปาฎิหารย์ใด ก็ไม่เท่าภรรยาของผมได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว” หลังเขาเอ่ยขึ้น ทุกคนในหลุมหลบภัยก็หันไปมองหญิงสาว ผู้เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากความตาย ทุกคนเหมือนจะค่อยๆถอยห่างจากหล่อน ก่อนระเบิดจะลงนั้น พวกเขาต่างไปร่วมงานศพแม่ลำดวน เมียของพ่อเทพปกรณ์ ซึ่งสิ้นใจตายภายในบ้านพัก

แม่ลำดวน ผู้ซึ่งเป็นหญิงเรียบร้อย แต่เก็บตัว หล่อนไม่ชอบสุงสิงกับใคร และบางครั้งคนก็มองว่าหล่อนเย่อหยิ่ง

ภาพความทรงจำของร่างลำดวน เริ่มแล่นปราดเข้ามาในสมองของเจติยาเป็นระยะ เหมือนกับการฉายภาพติดติดดับดับ ในหัวของเธอ

'ลำดวน…'

เธอไม่ดูแลตัวเองเลย หล่อนไร้ซึ่งความต้องการใดๆ ที่เจติยารู้สึกได้คือ ลำดวนก็คงเหมือนคนเป็นเหมือนโรคซึมเศร้า วาระสุดท้ายที่เธอสิ้นลม เธอยังจากไปอย่างไม่มีใครช่วยได้ทัน

ตรอมใจตาย คือภาพที่เจติยาเห็น…

เจติยารู้สึกหดหู่ ในชีวิตแสนเศร้าของลำดวลเหลือเกิน

ตัวของเธอเอง ถึงจะเคยเจอแต่ความโชคร้ายมาตลอดชีวิต แต่ก็ไม่เคยคิดจะอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย มันยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกแข็งแกร่ง และหยาบกระด้างต่อโลกนี้ เพราะหล่อนไม่ได้มีจิตใจที่ป่วย แบบลำดวน

ชีวิตจากนี้… ฉันจะใช้มันอย่างคุ้มค่าให้เธอเองนะลำดวน ขอบคุณที่มอบร่างนี้ให้กับฉัน

เจติยา น้ำตาคลอขึ้นมา อย่างห้ามไม่ได้

“เธอเป็นอะไรรึเปล่า” เทพปกรณ์ เอ่ยถามสีหน้าเป็นกังวล ลำดวนเมียของเขา ตายไปแล้วเกือบวัน ดูภายนอกในตอนนี้ที่เขาเห็น หล่อนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่บางอย่างบอกกับเขาว่า ลำดวนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาตอนนี้ มีท่าทีแปลกประหลาดไปมาก ทั้งท่าทางการเดิน การวางสีหน้า และคำพูด

“ตายแล้วฟื้น มีอยู่สองอย่าง คือมีบุญ กับนรกไม่รับ” หญิงสาวหน้าตาสะอาดสะอ้านเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความมืด นั่นคือเพ็ญนภา เพื่อนสาวข้างบ้านของลำดวน ผู้ซึ่งเป็นคนที่อิจฉาลำดวนมาตลอด

เจติยา ในร่างของลำดวน พยายามเพ่งความคิดไปที่หน้าของเพ็ญนภา หล่อนจำได้ว่า หญิงผู้นี้แอบชอบ เทพปกรณ์ สามีของหล่อนมาตั้งแต่แรกเห็น แต่ด้วยความจำเป็นของครอบครัว ลำดวนและนายทหารอย่างเทพปกรณ์ ต้องแต่งงานกัน ตามที่พ่อแม่เห็นดีเห็นงาม ร่วมห้าปีที่ใช้ชีวิตด้วยกัน เทพปกรณ์ทำหน้าสามี แค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะลำดวนเอง ก็เหมือนจะไม่ได้ต้องการให้เขามารักมาใส่ใจหล่อนเช่นกัน

ในใจของลำดวน มีแต่ กันต์ รักแรกสมัยวัยเด็ก ที่ตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้ อยู่ที่เมืองนอก

“ว่าอย่างไรละ ลำดวน เธอเป็นคนมีบุญ หรือนรกไม่รับ” เพ็ญนภา ปลุกเจติยาให้ฟื้นจากภวังค์ ในห้วงความคิด เจติยาคงจะอินเรื่องลำดวนมากไปหน่อย จนดิ่งไปชั่วขณะ เรื่องราวของร่างใหม่ประดังเข้ามาในสมองของเจติยา จนหล่อนเหมือนกำลังเชื่อมต่อทุกอย่างกับลำดวน ทั้งร่างกายและวิญญาณ

เรื่องของเคมีในร่างกายของลำดวล พาให้เจติยา อ่อนแอลงไปด้วย จิตใจที่ตรอมตรมของคนป่วยทางจิตใจ ทำไมมันถึงเศร้าขนาดนี้นะ…

อย่างนี้ซินะ ที่เขาบอกว่า ถ้าหากคนที่ไม่เคยเป็นโรคซึมเศร้า ก็จะไม่เข้าใจเลย ว่าไอ้อาการดิ่งของคนเป็นโรคนี้มันเป็นอย่างไร

แต่ลำดวน… มันคงถึงเวลาแล้วซินะ ที่เธอต้องมีเขี้ยวเล็บกับเขาบ้างแล้ว

เจติยาในร่างลำดวน หันไปเผชิญหน้าเพ็ญนภาแบบตรงๆ

“ฉันเป็นคนดี จนนรกไม่รับ เลยได้กลับมาโลกมนุษย์อีกครั้ง เพราะฉันตั้งจิตไว้แล้ว ว่าต่อไปนี้!!!อีหน้าไหนที่มารังแกฉัน ฉันจะยำให้เละ จนต้องร้องขอชีวิตกันไปเลย” หล่อนเอ่ยเสียงดังฟังชัด

เพ็ญนภา อ้าปากค้าง มองแววตาร้ายกาจ ของยัยอ้วนอาฆาต จนเกือบลืมหายใจ ยัยบ้านี่มันคือลำดวนจริงๆ หรือผีห่าซาตานที่ไหนจำแลงฟื้นขึ้นมานะ… เพ็ญนภากลืนน้ำลายลงคอยากเย็น ไม่กล้าพูดอะไรต่อ

“อย่างนี้ซิวะอีหนู ให้มันเละกันไปข้างแบบ ไอ้ยุ่นกับไอ้ฝาหรั่ง” ยายเลียมที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ กระชับผ้าซับหมากขึ้นปาดมุมปาก หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

“ชอบหรือรัก ก็บอกเขาไปเลยซิเพ็ญนภา จะมาทำตัวแอบร้าย จ้องจะแย่งสามีคนอื่นแบบนี้มันไม่ถูกหรอกนะ ผิดหวังเลยละซิ ที่ฉันยังไม่ตาย” ลำดวลเวอร์ชันอัพเกรด ร่ายยาวราวกับเหมือนไม่เคยได้พูดมาทั้งชาติ ทำเอาเพ็ญนภาหน้าแดงก่ำด้วยความอาย และโกรธ

“ลำดวล” เทพปกรณ์เอ่ยเรียกชื่อหล่อนเบาๆ เหมือนจะปราม เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เขาต้องปรามการกระทำของภรรยาตัวเอง

“แม่…สุดยอดไปเลย” เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ มารดา ยกนิ้วอย่างชอบใจ เด็กชายตัวน้อยเห็นถึงการที่แม่ของเขาโดนรังแก โดนกระทำมาตลอด พอแม่ฟื้นมาจากความตาย ก็เข้มแข็งขึ้นมาราวกับเป็นคนละคน

เขาชอบที่แม่ กล้าที่จะลุกมาปกป้องตัวเองแบบนี้บ้าง

เพ็ญนภา อายจนไม่กล้ามองหน้าเทพปกรณ์ หล่อนวิ่งออกจากหลุมหลบภัยในทันที

“ข้างนอกสงบแล้ว เราออกไปกันได้แล้วครับ” ชายหนุ่มหันมาบอกทุกคนก่อนจะเหลือบมองภรรยาของเขา

“ผมต้องเข้ากรมก่อน…เพื่อไปรายงานสถานการณ์ คุณพาลูกกลับบ้านไปก่อน ไปไหวใช่ไหมครับ” เขาหันมาพูดกับภรรยาของเขา ความจริงในใจก็เป็นห่วงหล่อนไม่น้อย เธอควรจะได้ไปโรงพยาบาลเพื่อไปตรวจอาการ ที่จู่ๆ ก็ฟื้นขึ้นมาจากการหยุดหายใจไปเกือบวัน

“ฉันไม่เป็นไร คุณไปทำหน้าที่เถอะ” หล่อนเอ่ยตอบเขา

นายทหารละล้าละลังอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งหายออกไป

มีสามีเป็นทหารแบบนี้ก็คงยากหน่อยกับการใช้ชีวิต แล้วยิ่งช่วงสงครามด้วย งานนี้หล่อนอาจจะได้เป็นแม่หม้ายก่อนวัยอันควรรึเปล่านะ…

อ่อ…ไม่ซิ หล่อนมีปุ่มโชคดีนี่หน่า ไม่ว่าใครรอบตัวหล่อน…ก็คงไม่เจอเรื่องโชคร้ายตลอดไป ตราบที่หล่อนยังอยู่

ว่าแต่ในยุคนี้มันยุคไหนกันนะ ผู้คนที่นี่ก็ดูไม่แปลกตามากนัก ถึงจะแต่งตัวเชยๆ แต่การพูดจาก็สื่อสารกันค่อนข้างเข้าใจ

สงครามในไทยที่ใกล้ที่สุด ก็คงเป็นสงครามโลกครั้งที่2 อย่างนั้น…ตอนนี้หล่อนก็หลงยุคมา สมัยเกือบร้อยปีอย่างนั้นหรือ!!!

“นี่หนู…ตอนนี้ พศ อะไร” หล่อนหันไปถามลูกชายของร่างที่ตนเพิ่งมาอาศัยอยู่

เด็กชายคิ้วขมวด เขาอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่หล่อนกำลังพยายามจะถาม หล่อนหันไปมองรอบบริเวณ ชาวบ้านทยอยออกจากหลุมหลบภัย คงไม่มีใครอยากตอบคำถามหล่อนในตอนนี้ บางคนยังมีอาการตื่นกลัวจากเสียงระเบิดข้างนอกที่ดังต่อกันนานเกือบ20นาที ทุกคนก็ต่างกลัวว่าบ้านตัวเองจะพังย่อยยับแล้วหรือยัง ความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินเกิดขึ้นไดในทุกนาที สงครามที่มาพร้อมกับความทุกข์ยาก

และหล่อน ก็มาเกิดในร่างใหม่พร้อมกับระเบิดเนี๊ยนะ!!!

“แม่เรียกผมว่า เจ้าก้าน เหมือนเดิมก็ได้นะครับ” เด็กชายสะกิดหล่อน

ในความทรงจำ ก้านถูกเลี้ยงดูมาจากคุณย่าและ เทพปกรณ์เป็นหลัก เพราะลำดวนเริ่มมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาได้สองปี เธอไม่ค่อยใส่ใจแม้แต่ลูกชายของตัวเอง แต่เด็กชายคนนี้ก็ดูรักแม่และอ่อนโยนกับแม่ของเขามาก สามีของลำดวนเลี้ยงเด็กคนนี้มาได้อย่างดีเยี่ยม

“สงครามไอ้ยุ่นกับไอ้ฝาหรั่งมันทะเลาะกัน เมื่อไหร่มันจะย้ายไปตีกันที่อื่นนะ…” ยายเลียมบ่นอุบ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง แกกระเตงเชี่ยนหมากตะกร้าสานเข้าข้อมือ ก่อนจะเดินฉับๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว

“สงครามโลกครั้งที่สอง ใช่แน่!!!” เจติยาพึมพำ

เธอหลุดเข้ามาในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง!!!

“กลับบ้านเรากันเถอะครับ” เด็กชายกล่าวชวนร่างของลำดวล ดึงมือหล่อนเบาๆ เหมือนเรียกให้แม่หายจากอาการเหม่อลอย

“บ้านอย่างนั้นหรือ”

“ครับ บ้านของเรา ทุกคนคงดีใจที่แม่ฟื้นจากความตายได้”

เจติยาในร่างลำดวนยิ้มแหยๆ แล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อนะแบบนี้…

ครอบครัวใหม่ (รีไรท์)

หญิงสาวนั่งที่พื้นตามเด็กชายตัวน้อย ที่บัดนี้ทั้งสองคนอยู่ต่อหน้า คุณย่า นายหญิงของบ้านนี้ เรียกง่ายๆ ว่า แม่ผัวของลำดวน นั่นเอง

คุณโสพิศ อายุราว65ปี แต่เธอยังดูงดงาม ไม่เหมือนคนอายุหกสิบในยุค2023 คุณเทพปกรณ์สามีของลำดวนมีหน้าตาละม้ายคล้ายคนเป็นมารดาอยู่ไม่น้อย

แม่ผัวของลำดวนแต่งตัวด้วยชุดที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรอย่างดีสีดำสนิท ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกอะไร จนเจติยา ไม่สามารถคาดเดาว่าตอนนี้ที่แม่ผัวกำลังจ้องมองพิจารณาหล่อน คิดอะไรอยู่ พัดรูปดอกไม้ที่ทำจากไม้หอมพัดโบกสะบัดไปมาอยู่หลายรอบ

“คุณย่าไปหลบระเบิดที่ไหนมาหรือครับ” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นทำลายบรรยากาศอึดอัดภายในบ้าน

“หลังบ้านเรานี่แหละ” คนเป็นย่าเอ่ยตอบ ตายังคงจ้องลำดวน หญิงสาวผู้ฟื้นจากความตายด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง เหตุใดคนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว กลับมานั่งตากลมอยู่ได้ โดยไม่มีท่าทีอิดโรยเลย… คุณนายโสพิศคิดในใจ

แถมสายตาของแม่ลำดวนก็เปลี่ยนไป ไม่ได้เศร้าหมองเหมือนคนอยากตายอยู่ทุกขณะจิตเหมือนแต่ก่อน

เมื่อเช้านางโสพิศกำลังแต่งตัวเพื่อเดินทางออกจากบ้านไปวัด ที่อยู่ห่างออกไปเพียงกิโลเดียว เพื่อไปจัดการงานศพของลูกสะใภ้ที่เธอสิ้นใจเมื่อวานเย็น

แม้จะมีคนค่อนแคะ เรื่องที่ว่าบ้านออกใหญ่โตไม่ยอมจัดงานศพที่บ้าน แต่นางโสพิศก็ไม่สนไม่แคร์ เพราะหล่อนไม่รู้ว่าคนที่ตายด้วยอาการไม่ปกติแบบลำดวน ถ้าหากเอาศพมาจัดที่บ้านอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับคนในบ้านรึเปล่า

ถึงตอนมีชีวิตอยู่ แม่ลำดวนจะไม่ได้ทำอะไรให้คุณโสพิศต้องมัวหมองมาถึงตระกูล แต่ว่าเจ้าหล่อนกลายเป็นหญิงที่เหมือนคนวิกลจริต เก็บตัว และไม่สามารถทำให้ลูกชายของตนมีความสุขได้แบบครอบครัวปกติ นางโสพิศรู้สึกพลาดมากที่ยอมให้ลูกชายแต่งงานกับหล่อนเมื่อหกปีก่อนด้วยการคลุมถุงชน

แต่เมื่อรู้ว่า ลำดวน สิ้นเวรสิ้นกรรมเมื่อวาน จิตใจของนางโสพิศก็รู้สึกโล่งอก เหมือนได้ยกภาระของลูกชายออกไปได้

แต่ดูตอนนี้ซิ… เจ้าหล่อนมานั่งชะเง้อชะแง้ มองโน่นนี่ เหมือนเด็กซัก10ขวบ น่ากลัวว่าคนที่ฟื้นมาจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไหนรึเปล่า เข้ามาสิงในร่างของคนที่ตายไปแล้ว จนฟื้นมานั่งแบบนี้… แค่คิดก็ขนหัวลุก

เจติยา รู้สึกถึงความสดชื่นมากกว่าที่หล่อนเคยได้รู้สึกจากร่างก่อน เหมือนกับว่าความโชคร้ายที่เคยได้เกาะติดตัวหล่อนนั้น ให้หลุดสลายหายไป หล่อนไม่ต้องระแวดระวังไม่ให้ตัวเองต้องเกิดอุบัติเหตุเภทภัยเหมือนเมื่อชาติที่ผ่านมา การเจอแต่เรื่องโชคดีมันดีอย่างนี้เองนะ…

“นี่!!!แม่ลำดวล เธอรู้สึกไม่สบายอะไรรึเปล่า” คุณโสพิศเอ่ยปากถามขึ้นด้วยความอึดอัดใจเต็มที น้ำเสียงกระชาก ทำเอาแม่บ้านที่นั่งคอยดูเหตุการณ์พากันสะดุ้งเล็กน้อย

แต่มันไม่ได้มีผลต่อเจติยา ที่อยู่ในร่างลำดวลแม้แต่น้อย

“คะ… ถามฉันหรอ?” หล่อนถามกลับไปหน้าตาเฉย วันนี้มีคนถามเรื่องหล่อนไม่สบายสองคน คนแรกคือสามีของลำดวล คนที่สองก็แม่ของเขา

“โอ้ย ฉันอยากจะบ้าตาย ใครพาหล่อนไปหาหมอทีเถอะ ฉันกลัวว่าหล่อนจะตื่นมากลายเป็นคนปัญญาอ่อน” คุณโสพิศพูดพลางเอามือกุมขมับแบบคนจะลมจับ

เจ้าก้าน ลูกชายของลำดวล ทำสีหน้ายุ่งยาก เขาเองก็เห็นว่าแม่ของเขาปกติดี ทำไมคุณย่าต้องให้แม่ไปโรงพยาบาลด้วย

“คุณแม่เธอปกติดีนะครับ” เขาเอ่ย หันมามองใบหน้าของแม่ มือเล็กๆ เอาทาบไปที่หัวแม่และตามเนื้อตัวตัว

“ตัวก็ไม่ได้เย็นหรือร้อนอะไร”

“คุณท่านหมายถึง ปัญญาไม่ปกติค่ะ” แม่ปั้น สาวใช้คนสนิทของคุณโสพิศเอ่ยตอบแทน ชี้ไปที่หัวให้คุณก้านเข้าใจ ร่างกายอาจจะปกติดี แต่ปัญญา กลัวจะกลับมาไม่ปกติ

“อ่อ..หมายถึง สมองมีปัญหาอะไรแบบนั้นหรือ ไม่หรอกค่ะ ฉันปกติดีทุกอย่าง นี่นะคะจะยืนให้ดู คนที่สมองผิดปกติจะยืนตรงๆ แบบนี้ลำบาก คือการทรงตัวจะไม่เสถียร” ลำดวลเอ่ย ก่อนจะลุกขึ้นยืนกางแขนสองข้าง ก่อนจะยกขาข้างหนึ่งขึ้นทำท่าแบบจะโยคะ

เจ้าก้านลูกชายหัวเราะชอบใจ เขาไม่เคยเห็นแม่ทำอะไรแบบนี้เลยสักครั้ง ถ้าแม่ของเขาจะไม่ปกติจริง มันก็นับเป็นเรื่องดี แม่ของเขาดูสดใส สดชื่น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

คุณโสพิศ กับ แม่ปั้น อ้าปากค้าง มองลูกสะใภ้ทำท่าประหนึ่งเป็นคนบ้าจริงๆ เห็นแล้วพูดอะไรไม่ออก จะกรี๊ดก็ติดอยู่ในคอ ลำดวนถ้าไม่บ้าก็คงผีเข้าจริงๆ

“พอ!!!!! แม่ลำดวล หยุดทำท่าประหลาดๆ แบบนั้นได้แล้ว เดี๋ยวพวกนี้มันก็เอาไปนินทาเล่นให้เสียชื่อ” นายหญิงของบ้านเอ่ยเสียงสั่นอย่างเหลืออด

คนใช้ในบ้านสองสามคน ที่เกือบจะหัวเราะออกมาต้องเปลี่ยนมาก้มหน้านิ่งเมื่อเห็นสายตาคุณโสพิศ

ลำดวน เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะทำตัวหลงยุคไปหน่อย ผู้ใหญ่สมัยนี้ค่อนข้างเข้มงวด หล่อนไม่เคยมีปู่ย่าตายาย แต่หล่อนเคยอยู่บ้านกำพร้ามาก่อน คุณครูพี่เลี้ยงที่ดูแลค่อนข้างเข้มงวดในกฎระเบียบ อาจจะพอๆ กับที่นี่ หล่อนไม่มีปัญหาที่อยู่ในกฎต่างๆอยู่แล้ว จะว่าไปหล่อนเองไปไหนก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ทุกที่ได้ ด้วยความเป็นคนมีนิสัยเหมือนไผ่ลู่ลม แม้จะดูภายนอกเหมือนอ่อนแอ แต่เธอก็เหนียวหักได้ยาก

และด้วยโชคชะตาบังคับให้เธอต้องต่อสู้มาตลอด นี่คงเป็นเส้นทางในชาติใหม่ที่เธอต้องใช้ทักษะเดิมมาดำรงชีวิตให้ได้ แต่จะกลัวอะไรละ ก็ต่อจากนี้จะมีแต่ความโชคดีแล้ว

“คุณท่านกลับมาแล้วค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน หน้าตาตื่นตระหนกเล็กน้อย

นายแพทย์เปี่ยม คุณพ่อของเทพปกรณ์ นายผู้ชายของบ้านนี้ ท่านเป็นอาจารย์หมอของโรงพยาบาลใหญ่ ในความทรงจำของลำดวล ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือมาก และน้อยครั้งที่หล่อนจะได้เห็นพ่อสามีกลับมาบ้าน

บุรุษที่เดินเข้ามาใส่เชิ้ตขาว กางเกงสีดำ แขนเสื้อเปรอะเปื้อน และมีรอยสีแดงคล้ำ ดูก็รู้ว่าเป็นเลือดแห้ง

“ตายจริงคุณพี่ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”

“ไม่ ฉันไม่เป็นอะไร”

คุณโสพิศเดินเข้าไปสำรวจสามีอย่างเป็นห่วง ลืมเรื่องลูกสะใภ้ไปชั่วขณะ แต่อาจารย์หมอกลับไม่ได้สนใจคำพูดภรรยาเท่าที่ควร เขาผละจากหล่อนมาหาลำดวล มองหล่อนด้วยสีหน้ายุ่งยาก

“ฉันทราบข่าวว่าเธอฟื้นจากความตาย ก็เลยเข้ามาดูอาการก่อน พ่อเทพสั่งให้ลูกน้องเข้าไปรายงานให้ฉันทราบที่โรงพยาบาล” นายแพทย์เปี่ยมเอ่ยขึ้น

“ค่ะ” ลำดวลตอบ ไม่รู้จะตอบอะไรเหมือนกัน ลำดวลพอจะเข้าใจแล้ว ที่สามีของหล่อนมีความหน้าฝรั่ง รูปร่างไม่เหมือนกับคนไทยสมัยก่อน ก็เพราะว่าพ่อของเขาเป็นชาวต่างชาตินี่เอง แถมยังพูดภาษาไทยได้ชัดเหมือนกับคนไทยอีกต่างหาก เขาคงอยู่ที่นี่มานานแล้ว

ท่านมองดูลูกสะใภ้ ก่อนจะหยิบเครื่องมือในกระเป๋ามาตรวจหล่อน วัดไข้ด้วยปรอทแบบโบราณ สีหน้าของท่านดูจะฉงน งง งวย เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้เห็น

‘คนตายแล้วฟื้น’

เมื่อก่อนคงยังไม่นิยมฉีดฟอร์มาลิน เพราะเอาไว้ไม่กี่วันก็ต้องโดนเผาบนเชิงตะกอนของวัด ถ้าเธอโดนฉีดยา คงหมดสิทธิ์ฟื้นไม่ได้มาเกิดใหม่แน่

“ปกติดี” ท่านหมอพึมพำ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลง เก็บอุปกรณ์การแพทย์เข้ากระเป๋า คิ้วยังคงขมวดเป็นปม การตายแล้วฟื้นเป็นเรื่องที่ตลอดชีวิตหมอของท่านไม่เคยได้พบเคยแต่ได้ยินมา

“เป็นไงล่ะเรา ดีใจมากไหมที่แม่ตัวฟื้นขึ้นมา” นายแพทย์เปี่ยมหันไปลูบหัวหลานชาย ที่ยิ้มแฉ่ง ต่างจากเมื่อวานที่ร้องไห้ปานจะขาดใจเมื่อรู้ว่าแม่ตายแล้ว

เจ้าก้านยิ้มร่าจนเห็นซี่ฟันหลอที่หายไป

“ดีใจมากเลยครับคุณปู่”

“ต่อไปนี้ต้องดูแลแม่ให้ดีดีนะ” ท่านหมอเอ่ยกับหลานชายอย่างเอ็นดู

“ครับคุณปู่” เจ้าก้านตกปากรับคำอย่างหนักแน่น

“สมองอาจจะไม่ค่อยปกตินะคะคุณพี่” คุณโสพิศกระซิบสามี

“ค่อยไปตรวจให้ละเอียดที่โรงพยาบาลอีกที ต้องรอสถานการณ์สงบอีกพักค่อยเข้าไป ตอนนี้ที่โรงพยาบาลวุ่นวายกันหมด คนโดนลูกหลงระเบิด” ท่านพูด

“ในพระนครนักหนามากไหมคะ” ภรรยาถามต่อ

ท่านหมอ ถอนหายใจ ถกแขนเสื้อก่อนจะล้างมือในอ่างสีทองอร่ามที่คนรับใช้ถือเอามาวางไว้ ก่อนจะหยิบชาร้อนๆ จิบ

“หนักมากทีเดียว พวกนั้นโจมตีเราถี่มากขึ้น เฉพาะสถานที่สำคัญ ไม่รู้ว่าจากนี้คนจะตายอีกกี่ร้อยกี่พัน” คนเป็นหมอพูด น้ำเสียงระคนความเจ็บปวด

“เวรกรรมแท้ๆ” คุณโสพิศเอามือทาบอกอย่างหมดอาลัย กลัวบ้านเมืองจะพินาศก่อนที่สงครามจะสงบ

เท่าที่เจติยา จำได้ ตอนนี้คงเป็นช่วงเริ่มสงครามโลก ญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยเพื่อขอเป็นทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนอีกฝ่ายพอรู้ว่า ไทยช่วยญี่ปุ่นในครั้งนี้ ก็เริ่มปล่อยระเบิดลงในจุดสำคัญต่างๆ ในเขตเมืองหลวง เพื่อเป็นการกดดัน

หล่อนอยากจะบอกทุกคนเหลือเกินว่า สุดท้ายแล้วนั้น บรรพบุรุษของเราก็ฉลาดพอที่จะมีแผนสอง คือการจัดตั้งขบวนการใต้ดินขึ้นมา เรียกว่า เสรีไทย เพื่อซ้อนแผน หากว่าญี่ปุ่นชนะสงครามในครั้งนี้ไทยก็รอด หรือถ้าหากว่าอีกฝ่ายชนะ ไทยก็รอดเช่นกัน

เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

“คุณพี่ไม่ทานข้าวก่อนหรือคะ” คุณโสพิศเรียกสามีเมื่อเห็นว่าท่านทำท่าจะออกจากบ้านไปอีกแล้ว

“ไม่ละ… ฉันต้องไปดูแลเรื่องผ่าตัดอีก อาจจะกลับช่วงค่ำ ยังไงก็ให้คนช่วยไปเฝ้าลำดวน คอยสังเกตอาการสักระยะ เผื่อว่าหล่อนอาจจะช็อค หรือมีอาการผิดปกติขึ้นมาอีกจะได้ช่วยเหลือทัน

“ได้ค่ะ” นายหญิงของบ้านรับคำ ก่อนจะปรายตาพินิจลูกสะใภ้อีกครั้ง ท่าทางตอนนี้หล่อนดูแข็งแรงดีกว่าเมื่อก่อน ไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าหล่อนจะฟื้นขึ้นมาได้จริงๆ สภาพก่อนที่จะตายแทบจะติดเตียงเป็นอาทิตย์ ไม่ให้ใครเข้าไปพบหน้า แต่ดูตอนนี้ซิ

เจ้าหล่อนยืนกอดลูกแน่น ส่วนเจ้าก้านก็ไม่ยอมมาออดอ้อนคุณย่าเหมือนเมื่อก่อน น่าหมั่นไส้นัก!!!

เทพปกรณ์รีบกลับมาที่บ้าน ด้วยใจที่เป็นห่วงประหลาด เขาไม่อยากจะยอมรับว่า เขาเองห่วงภรรยามาก แต่ภารกิจที่ต้องประชุมเรื่องการทหาร เครียดจนกินเวลานานเกือบ5ชั่วโมงเต็ม เขากลัวว่าเมื่อกลับมาแล้ว เจ้าหล่อนอาจจะสิ้นลมไปอีกครั้ง…

เขาตรงเข้าไปที่ห้องของลูกชาย แต่ก็ไม่พบ จึงเดินไปที่ห้องของลำดวน ได้ยินเสียงหัวเราะออกมา

เจ้าก้านลูกชายของเขา!!!

เป็นไปได้อย่างไร ที่ลำดวลปล่อยให้ลูกเข้าไปนอนเล่นในห้อง เขาเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะเปิดออก ภาพที่เห็นคือลูกชายนอนบนตักแม่ และลำดวนก็กำลังเล่านิทานให้ลูกฟังอยู่

เขาอยากจะขยี้ตาซักร้อยรอบ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ลำดวนคงไล่ตะเพิดทุกคนไม่ให้เข้ามายุ่งกับหล่อน ห้ามใกล้หล่อนแบบนี้เป็นแน่

'ความฝันที่เทพปกรณ์ไม่กล้าฝันได้เกิดขึ้นแล้ว'

เจติยา ในร่างลำดวน รู้สึกประหลาดใจ ที่คุณเทพปกรณ์สุดหล่อไปยืนตัวแข็งราวกับเห็นผีอยู่ข้างหน้าห้องทำไม

ปกติลำดวลน่ากลัวถึงขนาดว่าผัวไม่กล้าเข้าใกล้ขนาดนี้เลยหรือ หล่อนดูจากของใช้ในห้องแล้ว หล่อนต้องนอนคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจมานานแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะไม่มีเสื้อผ้าหรือของใช้ของสามีเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

อาจจะเป็นเพราะ ลำดวลป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้หล่อนอยู่ในสถานะของคนป่วย มากกว่าคนเป็นเมียหรือแม่

“เข้ามาซิคะ” หล่อนเอ่ย ทำเอาชายหนุ่มทำตัวไม่ถูก ฟังไม่ผิดหล่อนอนุญาตให้เขาเข้าไปยังพื้นที่ส่วนตัวที่หล่อนหวงห้ามเหลือเกิน

เทพปกรณ์เดินเข้ามา ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหัวเตียง มองภาพแม่ลูกอย่าง งง งัน

“คุณพ่อท่านมาตรวจอาการเธอแล้วใช่ไหม”

“ค่ะ คุณหมอบอกว่าไม่มีอะไรสบายหายห่วง” หล่อนตอบก่อนจะยิ้มหวานสดชื่น

ชายหนุ่มยิ่งคิ้วขมวด เหมือนจะไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองกำลังเห็นอยู่ อย่างกับคนละคน

“ทำไมเรียกคุณพ่อว่าคุณหมอ” เขาเปิดคำถาม เหมือนตำรวจที่เริ่มจับพิรุธได้

“ก็นั่นแหละ… เรียกอะไรก็เหมือนกัน” หล่อนตอบเฉไฉ

"มันไม่เหมือนกัน" เขายืนยัน

"เอาเป็นว่า ฉันเรียกผิดแล้วกัน"

ชายหนุ่มพินิจภรรยาอย่างสงสัยขึ้นไปอีก หล่อนต่อปากต่อคำกับเขา เมื่อก่อนแทบจะไม่ค่อยได้คุยกันเลย สองสามวันได้เห็นหน้ากันสักครั้ง ได้คุยกันสองคำ นับว่าเป็นเรื่องปกติ

“คุณพ่อครับ แม่ลำดวลเล่านิทานสนุกมากเลยนะครับ ผมฟังไปสองสามเรื่องตื่นเต้นจนไม่อยากไปนอนเลย”

“เป็นเด็กนอนดึกไม่ได้” เขาเอ่ยเสียงเข้ม

“ให้นอนที่นี่สักวันก็ได้ค่ะ ฉันนอนคนเดียวกลัวผี” เจติยา ในร่างของลำดวลเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง หล่อนมาที่นี่ในคืนแรก เพื่อนสนิทคนเดียวก็มีแต่เด็กชายวัย5ขวบคนนี้เท่านั้นที่พอจะคุยเล่นกันได้

“หล่อนนอนคนเดียวมาตลอดไม่เห็นจะเคยกลัวอะไร” เทพปกรณ์เอ่ยขึ้น

“ก็…วันนี้ฉันกลัวนี่” เธอทำเสียงอ้อน

“เอาละ แล้วแต่เธอนะ ยังไงถ้ารู้สึกเจ็บป่วยตรงไหนก็เรียกคนที่หน้าห้องได้เลย” เทพปกรณ์เอ่ยย้ำก่อนจะลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป

“แล้วคุณนอนที่ไหนหรือ” หล่อนเอ่ยถาม คราวนี้ปกรณ์หันมา พูดกับหล่อนอย่างตรงไปตรงมา

“เธอความจำเสื่อมแล้วหรือแม่ลำดวน ว่าเธอไล่ฉันให้ไปนอนที่ไหน” เสียงของเขาสะบัดเหมือนประชดอยู่ในที

เจติยา ในร่างลำดวลเหวอไปเล็กน้อย ทำไมต้องเหวี่ยงใส่ด้วย ก็แค่ถามว่านอนที่ไหน

“แม่ไล่พ่อไปนอนห้องผมครับ” เจ้าก้านตอบเบาๆ เรียกความจำของแม่

“อย่างนั้นหรือ” หล่อนกระซิบถามลูกชาย

เจ้าก้านพยักหน้าหงึกๆ

ลำดวลผู้แสนดี ใจร้ายกับลูกและสามี จนน่าตกใจ ผู้หญิงที่เป็นโรคทางจิตใจ นี่ทรมานตัวเองแล้ว คนรอบข้างก็ต่างเจ็บปวดไม่แพ้กันเลยสักนิด เจติยารู้สึกเห็นใจ สงสารเด็กน้อย และ เทพปกรณ์อย่างมาก

เจติยา ไม่สามารถแก้ไขเรื่องราวในอดีตได้ แต่ว่าหลังจากนี้ เธออาจจะช่วยให้สถานการณ์ของครอบครัวดีขึ้นได้ อย่างน้อยเจ้าก้านก็ไม่ควรขาดความรักจากคนเป็นแม่ เขาเป็นเด็กที่น่ารัก ควรเติบโตมาด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...