โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

องค์ชายห้าแห่งหลานหลิง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 พ.ค. 2567 เวลา 21.30 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2567 เวลา 21.30 น. • ณฟ้า/อุษณกร
องค์ชายห้าจวินหลิงหยางชุนผู้อ่อนแอขี้โรคที่ด้านในคือจางเวินฮั่นจากโลกปัจจุบันได้เข้ามาอยู่ในโลกจีนโบราณกับชีวิตใหม่ที่สวรรค์มอบให้แลกกับภารกิจในการรวบรวมสมุนไพรวิญญาณระดับห้าให้ครบ 109 ชนิด

ข้อมูลเบื้องต้น

คำโปรย

องค์ชายห้าจวินหลิงหยางชุนผู้อ่อนแอขี้โรคที่ด้านในคือ

จางเวินฮั่นจากโลกปัจจุบันได้เข้ามาอยู่ในโลกจีนโบราณ

กับชีวิตใหม่ที่สวรรค์มอบให้แลกกับภารกิจ

ในการรวบรวมสมุนไพรวิญญาณระดับห้าให้ครบ 109 ชนิดให้ครบ

พร้อมระบบให้ความช่วยเหลือ

#องค์ชายห้า

บอกกล่าว

นิยายเรื่องนี้เป็นแนว Feelgood + Slice of life ชีวิตขององค์ชายห้า

ที่ทำภารกิจจากสวรรค์ให้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างเหมาะสม

กรุณาใช้คำสุภาพในการคอมเมนต์

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558

ช่องทางการติดตามข่าวสาร >> เพจนักเขียน

บทที่ 1

ติ๊ดๆๆๆ

จางเวินฮั่นฟังเสียงร้องเตือนจากจอมอนิเตอร์วัดสัญญาณชีพที่ติดกับร่างกายของตัวเองด้วยสายตาพร่ามัว ตอนนี้ในอกของเขาอึดอัดและรู้สึกรวดร้าวไปหมด หากไม่ได้เครื่องช่วยหายใจที่สวมอยู่ตอนนี้เขาคงไม่สามารถยื้อชีวิตของตัวเองมาได้อีกสามวัน

ร่างกายของจางเวินฮั่นเวลานี้ทำได้เพียงกลอกตาไปมาเล็กน้อยเท่านั้น จางเวินฮั่นรู้สึกได้ว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลงแม้เขาจะไม่ยินยอมมากแค่ไหนก็ตาม แววตาพร่ามัวของเขาก็คงมีแสงแห่งความหวังแม้จะริบหรี่เหมือนกันกับชีวิตของตัวเองตอนนี้

ก่อนที่สติสุดท้ายของจางเวินฮั่นจะหมดลงตลอดกาล เขาพยายามเบิกดวงตาของตนให้กว้างที่สุดเพื่อเพ่งมองรูปปั้นของเทพเจ้าฮั่วท้อเซียนซือ ที่ได้รับขนานนามว่าเป็นเทพเจ้าแห่งหมอยา หรือเทพเจ้าแห่งการแพทย์ที่ผู้คนนับถือ ด้วยหวังว่าแรงอธิษฐานเฮือกสุดท้ายของเขาจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ช่วยปัดเป่าให้เขาพ้นจากโรคร้ายที่ต้องอยู่กับมันมาเกือบยี่สิบปี

เสี่ยวเหมยหลานสาวตัวน้อยของเขานำมาให้เขาตอนมาเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยหวังว่าเทพเจ้าองค์นี้จะช่วยอวยพรให้เขาหายป่วยโดยเร็ว

การอ้อนวอนต่อเทพเจ้าองค์นี้เป็นความหวังสุดท้ายของจางเวินฮั่นที่ต้องเผชิญกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกิดจากพันธุกรรมที่การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาได้

จางเวินฮั่นที่เคยวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในวัยเจ็ดขวบอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของวัยเยาว์ ต้องเผชิญกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้เขาเหนื่อยเกินไปที่ออกไปวิ่งกับเพื่อน ทำได้เพียงเดินตามหลังเพื่อนที่กำลังสนุกอยู่ หลังจากนั้นไม่นาน แม้แต่การเดิน เขาก็ไม่สามารถทำได้ ต้องอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ขาที่เต็มไปด้วยพลังงานของวัยเด็ก ค่อยๆ หดลีบลง เรื่องการไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ เป็นเพียงแค่ความฝัน เขาทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่บนเตียง แม้แต่ธุระส่วนตัวในห้องน้ำก็ต้องทำผ่านผ้าอ้อมอนามัย

เมื่อเวลาผ่านไป สองแขนของเขาก็อ่อนแรง ขึ้น จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จากที่ยังได้อยู่บ้านเดียวกับครอบครัว เขาก็ถูกพ่อกับแม้พามาอยู่ที่สถานพยาบาลที่รับดูแลผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะพ่อกับแม่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลของเขา ทำให้ทั้งสองคนไม่สามารถใช้เวลาช่วงพักกลางวันมาคอยป้อนอาหารให้เขาได้อีก จางเวินฮั่นที่ทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่บนเตียงหรือนั่งบนรถเข็นฟังสื่อการเรียนรู้จากแท็บเล็ตที่พ่อกับแม่ซื้อมาให้เพื่อลดความเบื่อหน่าย

จางเวินฮั่นเคยแอบฟังหมอกับพ่อแม่คุยกันเพราะทั้งคู่คิดว่าเขากำลังหลับอยู่ หมอบอกว่าอาการของโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาได้ ทำได้เพียงประคองร่างกายเอาไว้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมักเสียชีวิตในช่วงอายุยี่สิบปี

หลังจากเสียงฝีเท้าของทุกคนเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วยพร้อมเสียงปิดประตู จางเวินฮั่นก็ไม่สามารถกลั้นเสียงร้องไห้ของตัวเองได้อีก ร่างกายผอมแห้งของเด็กหนุ่มสั่นระริกไปด้วยความโศกเศร้าสุดชีวิต รวมถึงความหวาดกลัวความตายที่กำลังนับถอยหลังเข้ามาทุกวัน

ยามนี้ จางเวินฮั่นที่อดทนต่อสู้กับโรคจนมีอายุได้ถึง 25 ปี ก็นับว่าเกินกว่าที่แพทย์คาดการณ์เอาไว้ ว่าจะเสียชีวิตตอนช่วงยี่สิบปีต้นๆ

ทว่า ในที่สุดความตายก็กำลังเรียกหาเขา

'ท่านเทพครับ ผมขอร้อง ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ครับ ช่วยผมด้วย ผมยังไม่อยากตาย ได้โปร…'

ติ้ดๆๆๆ ติ้ดดด ติ้ดดด ติ้ดดด

หยดน้ำตาร้อนไหลรินจากหางตาที่ปิดสนิทสนิทพร้อมกับร่างกายที่ไร้สัญญาณชีพอีกต่อไป

บทที่ 2

"องค์ชายห้าเพคะ ได้เวลาเสวยโอสถแล้วเพคะ"

จวินหลิงหยางชุนที่มีด้านในเป็นวิญญาณของจางเวินฮั่นใช้แขนเล็กยันตัวขึ้นนั่งจากตั่งไม้ แล้วสั่งให้นางกำนัลประจำตัวของตัวเองวางถ้วยยาไว้ที่โต๊ะด้านหน้าพร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายจัดเตรียมคนเพราะเขาจะออกไปเดินเล่นที่อุทยานหลวง

"จะดีหรือเพคะองค์ชาย ยามนี้ยังมีลมเย็นเหลืออยู่ นู๋ปี้เกรงว่าพระองค์จะประชวรเอาได้นะเพคะ"

อี้ฟาง นางกำนัลที่รับใช้องค์ชายห้ามาตั้งแต่ยามประสูติย่อกายคุกเข่าลงด้านข้างของพระวรกายเล็กขององค์ชายห้า แม้ยามนี้จะมีพระชนมายุได้ 13 พรรษาแล้ว แต่ด้วยมีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิดจึงยังมิเติบโตเท่าเด็กในวัยเดียวกัน องค์ชายห้าของนางมีรูปร่างเล็กบางราวกับเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบดี ยามเดินเหินนางกำนัลและขันทีทั้งตำหนักล้วนหวั่นเกรงว่าหากสะดุดล้มจะสามารถบาดเจ็บสาหัสเอาได้

จวินหลิงหยางชุนเห็นใบหน้าเป็นกังวลของคนสนิทก็อดรู้สึกเกรงใจไม่ได้ หากแต่วันนี้เขามีภารกิจที่ระบบจากสวรรค์ให้มา จึงต้องปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย

"เปิ่นหวางไม่ป่วยเพิ่มไปมากกว่านี้แล้วล่ะ พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ นำเสื้อคลุมมาให้เปิ่นหวางอีกชั้นก็ได้"

"นู๋ปี้รับคำสั่งเพคะองค์ชายห้า"

ดวงตากลมโตมองไล่หลังนางกำนัลสามคนที่เดินไปยังห้องแต่งตัวของเขา ก็ผินหน้ากลับมามองยาต้มสมุนไพรสีดำซึ่งกำลังขึ้นควันเล็กน้อยในถ้วยกระเบื้องด้วยสีหน้าเหยเก

[คำเตือน ตรวจพบโอสถบำรุงร่างกายระดับต่ำ ระบบแนะนำให้เททิ้งจะดีต่อร่างกายมากกว่าขอรับ ]

จวินหลิงหยางชุนมองข้อความจากระบบที่ผุดขึ้นมากลางอากาศ ดวงหน้าขาวซีดพยักหน้ารับกับคำพูดของระบบ เขาคว้าถ้วยยาก่อนจะเดินไปยังหน้าต่างแล้วเทยาน้ำสีดำที่มีกลิ่นชวนคลื่นเหียนลงไปตรงพุ่มไม้ด้านล่าง จากนั้นก็รีบนำยาไปวางบนโต๊ะเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จวินหลิงหยางชุนส่งเสียงขึ้น "เปิ่นหวางดื่มยาเสร็จแล้ว"

เป็นอี้ฟางที่รีบรุดออกจากห้องแต่งตัวกับนางกำนัลอีกสองคนที่หอบเสื้อคลุมตัวหนาขององค์ชายห้าตามมาด้านหลัง

"นู๋ปี้จะช่วยองค์ชายสวมเสื้อคลุมเองเพคะ"

อี้ฟางนำองค์ชายห้าเสด็จมาด้านหน้าคันฉ่อง ด้วยส่วนสูงขององค์ชายที่น้อยกว่านางมากนัก นางกำนัลหญิงจึงคุกเข่าลงก่อนจะช่วยกันกับนางกำนัลอีกคนสวมเสื้อคลุมตัวหน้าให้กับองค์ชายน้อยของพวกนางอย่างเบามือเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นและป้องกันพระวรกายเล็กจากความหนาวเย็นที่อาจทำให้ประชวร

"องค์ชายห้าเพคะ ไม่เสด็จประทับบนเกี้ยวหรือเพคะ"

นางกำนัลหญิงที่เห็นองค์ชายน้อยเดินไปอีกทางเลยเกี้ยวสำหรับประทับที่นางเตรียมไว้เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

"อืม เปิ่นหวานจะเดินออกกำลังกาย อุทยานหลวงอยู่ใกล้เพียงนิดเดียว เปิ่นหวานเดินไหว"

จวินหลินหยางชุนหันกลับมามองเหล่านางกำนัลที่มีหน้าที่รับใช้เขาอธิบายขึ้นจากนั้นก็เดินนำไปยังอุทยานตามความทรงจำของเจ้าของเดิม

ร่างกายนี้ที่เขาเข้ามาแทนที่ทั้งบอบบางและขี้โรค บุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นหม้อยาโดยแท้ ในแต่ละวันต้องดื่มยาต้มสี่ห้าถ้วยเพื่อบำรุงร่างกายที่ราวกับหลุมดำนี้

ยามแรกเกิดก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องดื่มยาสลับกับน้ำของแม่นม เพราะมารดาของตัวเองที่มีตำแหน่งเป็นเสียนเฟยนั้นไม่สามารถให้นมบุตรเพราะเสียเลือดมากเกินไปจากการคลอดบุตรชายคนนี้ หลังจากนั้นสุขภาพร่างกายของอีกฝ่ายก็ทรุดตัวลง การเลี้ยงทารกแรกเกิดจึงเป็นงานที่หนักหนาสาหัสมากเกินไป องค์ชายห้าจึงต้องอยู่ในความดูแลของฮองเฮาและพระสนมคนอื่นที่แวะเวียนมาบ้าง แต่ส่วนมากก็จะเป็นแม่นมกับนางกำนัลที่เลี้ยงเขามาจนเติบโต ส่วนฮ่องเต้ก็มาเยี่ยมลูกชายเดือนละครั้ง เนื่องจากราชกิจที่มากล้นจึงทำให้ไม่สามารถปลีกตัวมาดูแลบุตรชายคนเล็กของตนได้บ่อยนัก

จวินหลิงหยางชุนก้าวเท้าเล็กของตัวไปด้านหน้าพลางคิดเรื่องต่างๆ ในหัวของตัวเองไปด้วย ทั้งเรื่องขององค์ชายห้าคนเดิมที่เวลานี้สิ้นพระชนม์ไปแล้วจากปัญหาของสุขภาพ โดยมีเขาเข้ามาแทนที่ วิญญาณของจางเวินฮั่นได้ทะลุมิติเข้ามาใช้ชีวิตแทนองค์ชายห้าของแคว้นหลานหลิงที่ไม่เคยปรากฎในประวัติศาสตร์จีน

นี่นับว่าเป็นพรจากสวรรค์สำหรับจางเวินฮั่นโดยแท้ คำอธิษฐานของเขาที่อ้อนวอนขอมีชีวิตต่อได้รับคำตอบรับจากสวรรค์ แม้ว่าจะได้ไม่มีชีวิตอยู่ในนามของจางเวินฮั่นคนเก่าก็ตาม รวมถึงมีข้อแลกเปลี่ยนสำหรับชีวิตนี้จากสวรรค์ที่บัญชามาให้เขาโดยเฉพาะ

สำหรับจางเวินฮั่นที่ดิ้นรนอยากมีชีวิตรอดและมีโอกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปแล้ว ไม่ว่าอะไรที่สวรรค์ต้องการเขาก็พร้อมทำตามโดยไม่มีข้อแม้

การได้มีชีวิตนั้น คือสิ่งที่ดีที่สุด

ส่วนข้อแลกเปลี่ยนที่เขาต้องตอบแทนสวรรค์คือการสะสมสมุนไพรวิญญาณระดับห้าให้ครบ 109 ชนิด

ตอนแรกที่จางเวินฮั่นได้ยินเสียงนี้ดังขึ้นมาในหัวเขาตกใจมากคิดว่าตัวเองได้ทะลุมิติก้าวเข้ามาอยู่ในโลกเทพเซียน ที่จะมีเหล่าผู้ฝึกวิชาอมตะทั้งหลาย เหาะเหินเดินอากาศ รวมถึงการต่อสู้ระหว่างพรรคมารกับเทพเซียนอะไรแบบนั้น แต่เสียงในหัวก็ดับฝันของเขาทันทีเช่นกัน

ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปเหมือนในซีรีส์ย้อนยุคที่เคยดูในชีวิตก่อน บนโลกนี้ไม่ได้มีความแฟนตาซีพลังพิเศษแต่อย่างใด

จางเวินฮั่นที่ถูกปลุกเรียกสติก็กลับมาตั้งใจฟังเสียงในหัวเช่นเดิม

หลังจากฟังแล้วเขาก็ได้ข้อสรุปดังนี้

สมุนไพรวิญญาณที่เขาต้องตามหานั้นคือวัตถุดิบสำหรับทำอาหารและทำยาทั่วไปที่มีความพิเศษคือมีจิตวิญญาณของตัวเองอยู่ในนั้น

สมุนไพรมีทั้งหมด 6 ระดับ

ระดับต่ำ ไม่มีสรรพคุณในการรักษา

ระดับที่หนึ่ง มีสรรพคุณและประสิทธิผลในการรักษา สองในสิบส่วน

ระดับที่สอง มีสรรพคุณและประสิทธิผลในการรักษา สี่ในสิบส่วน

ระดับที่สาม มีสรรพคุณและประสิทธิผลในการรักษา หกในสิบส่วน

ระดับที่สี่ มีสรรพคุณและประสิทธิผลในการรักษา แปดในสิบส่วน

ระดับที่ห้า มีสรรพคุณและประสิทธิผลในการรักษา สิบในสิบส่วน

ส่วนวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเองก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน

ระดับต่ำ ไม่สามารถดึงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบได้

ระดับที่หนึ่ง สามารถดึงรสชาติดั้งเดิมและช่วยเพิ่มความอร่อยให้มากขึ้น สองในสิบส่วน

ระดับที่สอง สามารถดึงรสชาติดั้งเดิมและช่วยเพิ่มความอร่อยให้มากขึ้น สี่ในสิบส่วน

ระดับที่สาม สามารถดึงรสชาติดั้งเดิมและช่วยเพิ่มความอร่อยให้มากขึ้น หกในสิบส่วน

ระดับที่สี่ สามารถดึงรสชาติดั้งเดิมและช่วยเพิ่มความอร่อยให้มากขึ้น แปดในสิบส่วน

ระดับที่ห้า สามารถดึงรสชาติดั้งเดิมและช่วยเพิ่มความอร่อยให้มากขึ้น สิบในสิบส่วน

ระบบช่วยเหลือที่สวรรค์ประทานให้กับจางเวินฮั่นนั้นจะช่วยเพิ่มระดับของทั้งวัตถุดิบและอาหารให้กับเขาได้ด้วยกันแลกเปลี่ยนวัตถุดิบหรือสมุนไพรในระดับต่ำกว่าหนึ่งร้อยส่วนเป็นวัตถุดิบหรือสมุนไพรที่มีระดับสูงขึ้นหนึ่งส่วน

ซึ่งก็คือหนึ่งร้อยต่อหนึ่งนั่นเอง

สมุนไพรวิญญาณนั้นสามารถได้มาจากการค้นหายังที่ต่างๆ ในแคว้นนี้ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการขุดหาสมุนไพรทั่วไปที่มีสัดส่วนน้อยมากที่หนึ่งในนั้นจะสามารถพัฒนาไปเป็นสมุนไพรวิญญาณได้

หากให้เปรียบเทียบก็เหมือนการที่เราปลูกต้นไม้สักร้อยต้นก็อาจจะมีสักหนึ่งหรือสองต้นที่เป็นสมุนไพรวิญญาณที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ในระดับไหน แต่ความต้องการของสวรรค์คือสมุนไพร 109 ชนิดที่อยู่ในระดับห้าทั้งหมด

เห็นความยากในการทำภารกิจการรวบรวมสมุนไพรสวรรค์แล้ว เขาก็หวังว่าจะสามารถทำสำเร็จได้ก่อนที่ร่างนี้จะหมดอายุขัยอีกรอบละกัน

โชคดีที่สวรรค์ใจดีกว่าที่คิดเพราะระบบจะช่วยเหลือเขาในการตามหาสมุนไพรวิญญาณกับวัตถุดิบระดับต่างๆ ถ้าวัตถุดิบไหนที่ตรงกับสมุนไพรวิญญาณ เมื่อเขาอัปเกรดวัตถุดิบจนถึงระดับห้าแล้ว เขาจะได้เมล็ดพันธุ์ของสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งเพื่อนำไปปลูกในมิติส่วนตัวของเขาได้ เช่นเดียวกับสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งก็สามารถนำไปปลูกได้เช่นกัน

ผลลัพธ์ของการปลูกสมุนไพรวิญญาณนั้นอาจได้รับสมุนไพรวิญญาณระดับสูงถึงระดับห้าได้เลย ขึ้นกับความโชคดีของเขา

และเพื่อไม่ให้ปัญหาของสุขภาพที่แสนอ่อนแอของเขาตอนนี้เป็นอุปสรรคสำหรับภารกิจจากสวรรค์ ทำให้เขาสามารถใช้สมุนไพรวิญญาณเพื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่ตัวเองได้เช่นเดียวกัน

อย่างยาต้มที่นางกำนัลให้เขาเมื่อสักครู่ ระบบได้แจ้งเตือนว่ายาอยู่ในระดับต่ำ การดื่มยาที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่ต่างกับการดื่มน้ำเปล่า เพราะอย่างนั้นเขาจึงตัดสินใจเทยานั่นทิ้งไปซะเพราะดื่มไปยังไงร่างกายของเขาก็ไม่แข็งแรงขึ้นอยู่ดี

แถมถ้าเขาอัปเกรดวัตถุดิบทำอาหาร อาหารที่ทำจากวัตถุดิบก็จะรสชาติดีขึ้น เขาก็จะได้ลิ้มรสอาหารอร่อยมากขึ้น

วัตถุดิบอาหารระดับต่ำนั้น รสชาติจืดชืดมาก ไม่ว่าจะข้าว ผัก หรือเนื้อ บนโลกใบนี้จึงพึ่งเครื่องปรุงรสในการปรุงอาหาร แต่เมื่อวัตถุดิบตั้งต้นไม่ดี ตัวเครื่องปรุงจึงมีรสชาติที่ยากเข้าถึงเช่นกัน เมื่อรวมกันแล้วก็จะได้อาหารที่มีรสชาติที่ยากจะกลืน

เขาคิดว่าอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังอร่อยกว่าที่นี่ไปอีกหลายขั้นเลยทีเดียว

ว่าแต่เขาเดินจนรู้สึกปวดขาแล้ว ทำไมยังไม่ถึงอุทยานหลวงสักทีนะ รู้อย่างนี้ไม่น่าอวดดีเลย ขึ้นเกี้ยวมาตั้งแต่แรกก็คงถึงไปแล้ว!

จวินหลิงหยางชุนบ่นกระปอดกระแปดในใจ แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองเพื่อยกขาก้าวต่อไป

อีกนิดเดียวเท่านั้น ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา

ในที่สุดความพยายามของเขาก็เห็นผล ขาเล็กก้าวเข้ามาถึงเขตอุทยานหลวงเสียที มือขาวซีดหยิบผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อขึ้นมาซับใบหน้าของเขาที่ขึ้นสีอมชมพูระเรื่อจากการออกกำลังกาย เม็ดเหงื่อไหลซึมจากกรอบหน้าเล็กแสนเหนอะหนะ

หากไม่ติดว่าเขาต้องตามหาเมล็ดบัวระดับหนึ่งที่สระบงกชหลวง จวินหลินหยางชุนจะกระโดดขึ้นเกี้ยวที่ทหารเดินแบกตามหลังมาเพื่อกลับตำหนักของตัวเองเพื่อกลับไปอาบน้ำทันที

จวินหลิงหยางชุนตัดพ้อร่างกายตัวเองที่ตอนนี้สูงเพียงแค่หนึ่งร้อยกว่าเซ็นเท่านั้น ส่วนสูงของเขายังไม่พ้นเอวของทหารเลยด้วยซ้ำ แขนขาก็สั้นแถมยังไร้เรี่ยวแรง เมื่อตัวชุ่มเหงื่อก็พาลให้ไม่สบายตัว ยังดีที่เขาสวมเสื้อคลุมมา ไม่อย่างนั้นถ้าต้องตามหาเมล็ดบัวระดับหนึ่งทั้งที่ตัวเปียกเหงื่อต้านลมเย็น มิฉะนั้นคงได้ล้มหมอนนอนเสื่อปอดบวมรอเข้าประตูผีเป็นแน่

'ระบบ เมล็ดบัวระดับหนึ่งอยู่ตรงไหนล่ะ แล้วต้องลงไปเก็บเองไหม ให้ทหารเก็บเองได้รึเปล่า'

จวินหลิงหยางชุนเอ่ยถามระบบในใจ

[นายท่านต้องลงไปคัดเลือกฝักบัวในสระบงกชหลวง แล้วข้าจะช่วยบอกท่านว่าฝักไหนมีเมล็ดบัวระดับหนึ่งอยู่ขอรับ]

'อื้อ'

จวินหลิงหยางชุนตอบรับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว ดูเหมือนเขาต้องทำงานหนักกว่าที่คิดไว้สำหรับภารกิจของสวรรค์ แต่การได้รับชีวิตใหม่ที่ได้เป็นถึงองค์ชายในรั้ววัง ไม่ต้องไปลำบากอดเช้ากินค่ำแบบนั้น จะงานยากขนาดไหนเขาก็พร้อมสู้อยู่แล้ว แต่ขอบ่นบ้างตามประสาคนที่เคยแต่นอนติดเตียงทั้งวันมาก่อน ไม่เคยได้ต้องออกแรงเลยสักครั้ง

"เปิ่นหวางอยากไปสระบงกชหลวง พวกเจ้านำทางให้ที"

"เพคะองค์ชายห้า เชิญเสด็จทางนี้เพคะ"

ขาที่เริ่มอ่อนแรงก้าวด้วยความเร็วที่เริ่มช้ากว่าเดิมไปยังทิศทางที่นางกำนัลชี้นำ ไม่นานก็ถึงสระบัวขนาดใหญ่ ที่ยังคงมีดอกบัวแสนสวยหลากสีชูช่ออยู่บ้างกำลังไหวเอนตามแรงลม มวลผีเสื้อแสนสวยบินหยอกเย้ากัน ช่างเป็นทิวทัศน์ที่งดงามจนเขาแทบหยุดหายใจ

สวยมาก น่ามานอนเล่นที่ศาลาตรงกลางเสียจริง แต่คงได้ไข้ขึ้นเป็นแน่ ร่างกายนี้จะอ่อนแอเกินไปแล้ว ต้องรีบบำรุงสักหน่อย จะได้ใช้ชีวิตใหม่นี้ให้คุ้ม

ดวงตาดำขลับขององค์ชายห้าสอดส่ายไปมาเพื่อตามหาสิ่งที่ต้องการและก็เจอเรือลำเล็กหลายลำสำหรับพายในสระจอดอยู่ริมสระ สองขาเล็กรีบมุ่งตรงไปยังสิ่งที่เขาต้องการทันทีท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของเหล่าคนติดตาม

"เปิ่นหวางจะพายเรือเพื่อเก็บฝักบัว พวกเจ้าจะมายื้อแย่งเรือกับเปิ่นหวางทำไม"

คิ้วบอบบางขมวดแน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

นางกำนัลและทหารรีบคุกเข่าเบื้องหน้าองค์ชายน้อยทันทีด้วยความเกรงกลัวอาญา แต่ที่พวกเขาทำไปล้วนเจตนาดีทั้งสิ้น

"องค์ชายห้าเพคะ นู๋ปี้ไม่ได้ตั้งใจทำให้พระองค์กริ้วเพคะ แต่การพายเรือในสระบงกชอันตรายมากนะเพคะ ถ้าองค์ชายอยากได้ฝักบัว นู๋ปี้จะให้ทหารลงไปเก็บให้ดีหรือไม่เพคะ"

"เปิ่นหวางรู้ว่าพวกเจ้าเป็นห่วง แต่เปิ่นหวางต้อง…เปิ่นหวางอยากลงไปเก็บเอง เปิ่นหวางอยากเก็บเมล็ดบัวให้ห้องเครื่องทำโจ๊กเมล็ดบัวไปให้เสด็จแม่ เปิ่นหวางทำอาหารไม่ได้ แต่เปิ่นหวางเก็บเมล็ดบัวเองได้ พวกเจ้าอย่าห้ามความตั้งใจของเปิ่นหวางเลย"

บทที่ 3

[นายท่าน ฝักบัวที่มีเมล็ดบัวสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งอยู่ทางด้านขวามือห่างไปอีกประมาณ 3 ฉื่อขอรับ]

'โอเค'

"เปิ่นหวางอยากได้ฝักบัวตรงนั้น"

นิ้วเล็กๆ ชี้บอกทหารที่พายเรืออยู่ทางด้านหลังให้บังคับเรือไปยังทิศที่เขาต้องการ ระหว่างนั้นก็เด็ดฝักบัวที่อยู่ตรงหน้าตัวเองไปด้วย เพื่อเอาไปอัปเกรดวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร เมล็ดบัวที่จืดชืดและขมจะได้มีรสชาติอร่อยกว่าเดิมมากยิ่งขึ้น

หนึ่งร้อยเมล็ดบัววัตถุดิบระดับต่ำ จะได้เมล็ดบัววัตถุดิบระดับหนึ่งเพียงแค่หนึ่งเมล็ด เมื่อคำนวณดูก็จะทำให้รู้สึกหดหู่ไปสักหน่อย ถ้าอยากอัปเกรดวัตถุดิบอาหารให้ถึงระดับห้าเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ของเมล็ดบัวสมุนไพรวิญญาณเพื่อเพาะปลูกในมิติส่วนตัว คงต้องใช้เมล็ดบัวของสระบงกชหลวงทั้งสระเลยทีเดียว แล้วทั้งสระก็ต้องมีแต่ฝักบัวพร้อมเก็บด้วย

ดวงหน้าเล็กหันมองรอบกายที่ตอนนี้มีเรือของทหารอีกห้าลำที่ช่วยเก็บฝักบัวมากองไว้ที่ท้องเรือ เรือที่เขานั่งอยู่ก็มีฝักบัวเยอะมาก เพราะเขาบอกว่าอยากกินเมล็ดบัวเชื่อมด้วย ทหารทุกคนก็มุ่งมั่นที่จะเก็บฝักบัวถวายให้

จวินหลิงหยางชุนรู้สึกผิดเหมือนกันที่ใช้แรงงานของทหาร แต่จะให้เขาใช้ร่างกายของเด็กที่ตัวแคระแกร็นทำงานหนักนี้คงเดียว มิแคล้วคงเหนื่อยจนขาดใจ

[นายท่าน ฝักตรงหน้าขอรับ เอื้อมเด็ดได้เลย]

'รับทราบ!'

มือน้อยรีบเอื้อมจับก้านฝักบัวขรุขระตรงหน้าไว้มั่น จากนั้นก็หยิบมีดเล็กๆ ของทหารที่ส่งให้มาตัดก้านบัวออก ก่อนส่งคืนอีกฝ่าย

ดวงตากลมทอดมองฝักบัวตรงหน้าของตนอย่างสำรวจก็พบว่ามีเมล็ดบัวที่ยังมีเปลือกสีเขียวห่อหุ้มอยู่นั้นมีรัศมีสีขาวเรืองรองออกมาเล็กน้อย เขาจึงรีบใช้นิ้วแกะเมล็ดบัวออกมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าใต้แขนเสื้อทันที จากนั้น เมื่อสัมผัสดูก็พบว่าเมล็ดบัวสมุนไพรระดับหนึ่งถูกระบบนำกลับไปให้ที่มิติส่วนตัวเรียบร้อย เขาก็อุ่นใจว่าตัวเองจะไม่เผลอทำสิ่งล้ำค่านี้หล่นหาย

[นายท่านขอรับ! มีเมล็ดบัวสมุนไพรระดับหนึ่งอีกห้าเมล็ดขอรับ มีสามเมล็ดอยู่ฝักด้านหน้าห่างไป 10 ฉื่อ และอีกสองเมล็ดจากทางขวา 5 ฉื่อกับ 7 ฉื่อขอรับ]

จวินหลิงหยางชุนที่ได้ยินเสียงตื่นเต้นของระบบ เขาก็ตาลุกวาวตามไปด้วย ใบหน้าบอบบางแย้มยิ้มกว้างอย่างดีใจ รีบออกคำสั่งกับทหารด้านหลังไปยังจุดต่างๆ ทันที เขาเพิกเฉยต่อสีหน้าสงสัยแปลกใจของอีกฝ่าย ว่าทำไมไม่เก็บฝักที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับเฉพาะเจาะจงฝักบัวที่อยู่ห่างออกไป

จวินหลิงหยางชุนที่ตอนนี้นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงให้นางกำนัลช่วยนวดแขนขาเล็กๆ ของตัวเองที่ไร้เรี่ยวแรงหลังอาบน้ำชำระคราบเหงื่อจนสดชื่น แต่บนใบหน้าเล็กยังซีดขาวจากความอ่อนเพลียก็ยังมีรอยยิ้มที่มุมปากประดับค้างอยู่ เมื่อเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่าที่คิดเอาไว้ในตอนแรก

นอกจากเมล็ดบัวสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งที่ค้นพบถึง 6 เมล็ดแล้ว เมล็ดบัวที่เขาและทหารคนอื่นช่วยกันเก็บมากว่าร้อยฝักเมื่อแกะออกจากฝักก็พบว่ามีถึง 2000 กว่าเมล็ดเลยทีเดียว

หลังจากแลกเปลี่ยนเพื่ออัปเกรดกับระบบก็ได้เมล็ดบัววัตถุดิบระดับหนึ่งมา 24 เมล็ด ซึ่งเขาจะแบ่งครึ่งส่วนหนึ่งให้ห้องเครื่องนำไปทำโจ๊กเมล็ดบัวให้ตัวเองกับเสด็จแม่ได้ทาน อีกครึ่งหนึ่งก็เก็บสะสมไว้ เพราะพรุ่งนี้เขาจะไปเก็บฝักบัวต่อ

ส่วนเมล็ดบัวสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งเขาจะนำไปเพาะปลูก 2 เมล็ด เสี่ยงโชคว่าจะสามารถปลูกเมล็ดบัวระดับสูงกว่าได้หรือไม่ ถ้าโชคดีมากๆ ก็อาจปลูกได้เมล็ดบัวสมุนไพรวิญญาณระดับห้าขึ้นมาก็ได้ และเขาจะได้สำเร็จการรวบรวมสมุนไพรวิญญาณระดับห้าไปได้หนึ่งชนิด

อีก 2 เมล็ดสำหรับเก็บสะสมรออัปเกรด

ตอนแรกเขาตั้งใจเก็บสะสมไว้ 4 เมล็ด แต่ระบบแนะนำว่าควรแบ่ง 2 เมล็ดมาปรุงเป็นโจ๊กเมล็ดบัวเพื่อบำรุงร่างกายของเขากับเสด็จแม่

จวินหลิงหยางชุนอ่านสรรพคุณทางยาของเมล็ดบัวที่ระบบขึ้นข้อความมาให้ เขาก็มีความคิดว่าควรใช้สมุนไพรวิญญาณบำรุงร่างกายตัวเองไปด้วยระหว่างทำภารกิจ ไม่ใช่ตั้งมั่นรวบรวมให้ครบอย่างเดียว อาจจะทำงานเสร็จช้าไปหน่อย แต่สุขภาพร่างกายของเขาจะแข็งแรงเปลี่ยนจากคนขี้โรคเป็นคนที่มีสุขภาพดีแน่นอน

[สรรพคุณทางยาของเมล็ดบัว : ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงม้าม หัวใจ ไตและลำไส้ สามารถช่วยบำรุงสมองและใช้เป็นยาบำรุงเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลาย ส่งเสริมการนอนหลับให้มีคุณภาพ]

คิ้วเล็กขมวดด้วยมองข้อความตรงหน้าด้วยความสนใจ สรรพคุณของสมุนไพรอย่างเมล็ดบัวมีเยอะถึงเพียงนี้เชียวเหรอเนี่ย

น่าเสียดายที่ในโลกนี้ไม่สามารถดึงสรรพคุณทางยาของสมุนไพรออกมาได้เพราะถูกจัดอยู่ในสมุนไพรวิญญาณระดับต่ำที่ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา

หลังจากที่ระบบได้อธิบายสิ่งนี้ เขามีความสงสัยอย่างมาก ว่าทำไมแพทย์ที่นี่จึงยังสามารถค้นคว้าสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ และใช้พวกมันเหล่านี้รักษาคนอื่นจนอาการของโรคดีขึ้นได้

ระบบตอบกลับมาว่ามันคือลิขิตจากสวรรค์ที่แพทย์ที่ใฝ่รู้จะสามารถค้นพบมันได้ ส่วนผลของการรักษานั้นขึ้นกับชะตาชีวิตของคนผู้นั้น ถ้าเส้นชะตาชีวิตดีโรคภัยที่เป็นอยู่ก็จะดีขึ้นเองตามเวลาจึงทำให้แพทย์เหล่านั้นคิดว่ายาสมุนไพรที่ต้มใช้ได้ผล

เขาจึงถามทันทีว่าการที่เขานำเมล็ดบัวสมุนไพรวิญญาณมาช่วยเสด็จแม่ด้วยจะไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของสวรรค์ที่ไปขัดขวางเส้นชะตาชีวิตของผู้อื่นเหรอ

ระบบก็ตอบมาเพียงสั้นๆ ว่า [นายท่านสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้]

จากนั้นระบบก็เปลี่ยนเรื่องไปยังเมล็ดบัวกว่าพันเมล็ดที่เก็บมาว่าเมื่อแลกเปลี่ยนเมล็ดบัวเหล่านั้นแล้ว ไม่ต้องกังวลว่ามนุษย์คนอื่นจะสงสัยว่าเมล็ดบัวจำนวนมากหายไปไหน เพราะสวรรค์จะช่วยปกปิดสิ่งนี้เอาไว้เอง โดยการลบความทรงจำบางส่วนออกไป

จวินหลิงหยางชุนที่ยังตัวอ่อนเปลี้ยอยู่ก็โล่งอก เพราะเขากังวลว่าเหล่านางกำนัลและทหารที่ติดตามไปจะตกใจแล้วคิดว่าเป็นเรื่องของภูตผีเอา หรือถ้าแย่หน่อยก็คงมองมาที่เขาผู้เป็นคนต้นคิดไปเก็บเมล็ดบัวเหล่านี้ด้วยสายตาประหลาดเป็นแน่

หลังจากผ่อนคลายความคิดของตัวเอง ร่างเล็กของเขาก็ลุกขึ้นนั่ง ขาสั้นก็ค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงด้วยขาที่สั่นเทาเป็นลูกแมวกลัวฝน เสียงเล็กที่ยังไม่แตกหนุ่มเอ่ยความต้องการกับนางกำนัลใกล้ชิดว่า เขาจะไปยังห้องเครื่องเพื่อควบคุมการทำโจ๊กเมล็ดบัวให้เสด็จแม่ด้วยตัวเอง และเขาก็ได้ยินเสียงคัดค้านที่คุ้นชินในหลายวันมานี้

นางกำนัลเหล่านี้แทบจะไม่ให้องค์ชายน้อยของตัวเองได้ทำอะไรเลยเพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพมากจนเกินไป จนกิจวัตรในแต่ละวันของเขาที่นางกำนัลเห็นชอบและรู้สึกว่าปลอดภัยมีแค่การนั่งอ่านตำราในห้องนั่งเล่นและการนอนพักผ่อนเท่านั้น

เขาที่เอียนกับการต้องอยู่แต่บนเตียงจึงดื้อเงียบพยายามพาตัวเองเดินรอบตำหนักทุกวันเพื่อออกกำลังกาย และช่วยย้ำเตือนตัวเขาว่าตอนนี้เขาไม่ได้เพียงฝันไปเท่านั้น แต่ได้รับชีวิตของตัวเองกลับคืนมาจริง ๆ สัมผัสความชื้นของดินที่เปื้อนเท้า การได้กลับมาเดิน วิ่งและ กระโดดอีกครั้งจริงๆ ไม่ใช่แค่การระลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กของตัวเองก่อนจะล้มป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

เรียกได้ว่าเขาตอนนี้กำลังกระหายที่จะได้ใช้ร่างกายของตัวเองสำรวจไปเสียทุกสิ่ง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพที่อ่อนแอของร่างกายที่น่าสงสารนี้

ร่างกายของจวินหลิงปวกเปียกทันทีที่ก้าวขึ้นจากเรือหลังจากลงไปเก็บเมล็ดบัวเสร็จ ต้องให้ทหารช่วยอุ้มเขาขึ้นไปวางบนเกี้ยวประทับ โดยมีนางกำนัลอี้ฟางนั่งประคองอยู่ด้านข้างด้วยเกรงว่า เขาจะเป็นลมจนพลัดตกเกี้ยวประทับเอาได้

ถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ขึ้นเกรงว่าศีรษะของบ่าวรับใช้ทุกคนรวมถึงครอบครัวข้างหลังคงได้หลุดจากบ่าแน่นอน

เมื่อตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของลำดับชนชั้นที่ต่างกัน จวินหลิงหยางชุนก็แอบส่ายหน้าให้กับมัน เขาที่มาจากยุคที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีความเท่าเทียม ระบอบกษัตริย์ได้ถูกยกเลิกไปเนิ่นนาน ยามที่เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างองค์ชายห้าแล้วเห็นผู้หญิงอายุเยอะกว่ามาคุกเข่าก้มหัวอยู่ด้านหน้าของตัวเอง เขาก็แทบกระเด้งตัวลงไปคุกเข่าเป็นเพื่อน ดีที่ว่าร่างกายตอนนั้นหนักอึ้งเพราะอาการป่วย ไม่อย่างนั้นอาจทำอะไรสุ่มเสี่ยงให้เหล่านางกำนัลต้องถูกลงโทษโดยที่เขาไม่คาดคิด

ห้องเครื่องในตำหนักของเขามีแต่กลิ่นเหม็นเขียวของสมุนไพรที่อบอวลไปหมดเนื่องจากเจ้าของตำหนักต้องดื่มยามากกว่าอาหาร

ในห้องเครื่องมีหัวหน้าพ่อครัวหนึ่งคนกับแม่ครัวหนึ่งคนและก็บ่าวห้องเครื่องอีกสองคน

ตะกร้าสานบนโต๊ะไม้มีเมล็ดบัวสีขาวกลมเกลี้ยงที่แกะแล้วกองอยู่พูนจาน จวินหลิงหยางชุนแอบหย่อนเมล็ดบัวที่เป็นวัตถุดิบระดับหนึ่งกับสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งที่แบ่งเอาไว้ผสมลงไปลงในตะกร้าที่พ่อครัวบอกว่าเตรียมไว้สำหรับทำโจ๊กให้เขากับเสด็จแม่

ระบบบอกเอาไว้ว่าเมื่อนำไปปรุงอาหารเมล็ดบัวเหล่านั้นจะเปลี่ยนตัวเองเป็นของเหลวเพื่อทำให้อาหารทั้งหม้อมีรสชาติและกลิ่นที่ดีขึ้นสองส่วน เช่นเดียวกับสมุนไพรวิญญาณ

ไม่อย่างนั้นอาจเกิดความสงสัยขึ้นได้ว่าทำไมเมล็ดบัวแต่ละชิ้นรสชาติแตกต่างกันเกินไป

จวินหลิงหยางชุนคิดว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ดี ไม่ใช่แค่เมล็ดบัว หากเป็นผักอย่างอื่นที่เขากิน แล้วมีรสชาติแตกต่างกันเกินไป สัมผัสของอาหารที่ได้กินเข้าไปคงไม่อร่อย เพราะคำหนึ่งจืด คำหนึ่งรสชาติดี ประสบการณ์ของอาหารที่ได้กินคงไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดี

หลังจากนั้นสิ่งที่เขาทำก็คือนั่งบนเก้าอี้ที่นางกำนัลเตรียมไว้ด้านหน้าห้องเครื่องเพื่อดูพ่อครัวทำอาหาร แม้จะอยากเข้าไปด้านใน แต่เกรงว่าจะทำให้ทั้งตัวเองและคนอื่นลำบากใจมากกว่า ส่วนสูงของเขาพ้นจากโต๊ะไม่มาก เดินไปเดินมาด้วยแขนขาที่ยังอ่อนเปลี้ยก็กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นแล้วไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนได้

ดวงตาของเขาจ้องมองการปรุงอาหารทุกขั้นตอนของพ่อครัวตาไม่กะพริบ เขาได้แอบแลกเปลี่ยนข้าวที่ใช้ในการทำโจ๊กเป็นวัตถุดิบระดับหนึ่งด้วย บอกได้เลยว่าเขาคาดหวังกับโจ๊กในหม้อนี้มากเพราะอยากรู้ว่ารสชาติของวัตถุดิบระดับหนึ่งจะแตกต่างจากปกติมากขนาดไหน

ทันทีที่พ่อครัวใส่ข้าวที่นำไปบดใส่ลงไปในน้ำแกงกระดูกไก่ที่เคี่ยวเอาไว้ เขาก็ได้กลิ่นหอมหวานของข้าวลอยขึ้นมาทันที กลิ่นเหมือนข้าวหอมมะลิยามหุงสุกใหม่ๆ ในชีวิตก่อน

ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้นทันที จมูกเล็กขยับดมกลิ่นหอมในอากาศอย่างมีความสุข

เยี่ยมมาก!

นี่ขนาดเป็นแค่วัตถุดิบระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าในหม้อเป็นวัตถุดิบระดับห้าผลลัพธ์ของมันจะขนาดไหน

ไม่ใช่เพียงแค่เขาที่รู้สึกได้กับกลิ่นหอมของโจ๊กที่กำลังถูกเคี่ยวในหม้อ แต่ทุกคนที่อยู่รอบห้องเครื่องเองก็มีปฏิกิริยาเดียวกันหมด

พวกเขาไม่สามารถต่อต้านกลิ่นหอมของโจ๊กที่พ่อครัวกำลังทำอยู่ได้เลย

เพียงแค่ได้กลิ่นก็กระตุ้นความอยากอาหารของผู้อื่นได้แล้ว

ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยรู้เลยว่าพ่อครัวมีฝีมือทำอาหารที่ดีขนาดนี้มาก่อน โจ๊กเมล็ดบัว พ่อครัวเองก็ทำมาหลายครั้งแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่ามันน่ากินมากเท่ากับวันนี้เลย!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...