โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ยัสปาล กรุ๊ป” เดินหน้าลุยขยายสาขาทั้งไทย-เทศ กว่า 100 สาขาในปี 2567

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ส.ค. 2566 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 11.09 น.
วิเศษ สิงห์สัจจเทศ, จรัญ สิงห์สัจจเทศ และยศเทพ สิงห์สัจเทศ

“ยัสปาล กรุ๊ป” เดินหน้าลุยขยายสาขาทั้งไทย-เทศ กว่า 100 สาขา ในปี 2567 มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ในภูมิภาคอาเซียนภายใน 5 ปี

วันที่ 29 สิงหาคม 2566 นายจรัญ สิงห์สัจจเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ JPC เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดขายของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าระหว่างปี 2566-2570 คาดจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8% ต่อปี ทำให้ยอดขายของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าในปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็น 420,423 ล้านบาท จากปี 2565 อยู่ที่ 302,751 ล้านบาท

ขณะที่ตลาดที่นอน เครื่องนอน และผ้าปูที่นอนในประเทศไทย ปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 5,863 ล้านบาท จากปี 2565 อยู่ที่ 5,310 ล้านบาท และระหว่างปี 2566-2570 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3% ต่อปี

ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ และบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ของภูมิภาคอาเซียน จากการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิต จัดหาและจัดจำหน่ายเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ (กลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่น)

รวมทั้งเป็นผู้ผลิต จัดหาและจำหน่ายที่นอนและเครื่องนอน ของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ (กลุ่มธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน) ที่ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ยัสปาล แอนด์ ซันส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ภายใต้แบรนด์สินค้าที่กลุ่มบริษัทเป็นเจ้าของ (In-house Brand)

รวมทั้งแบรนด์ที่บริษัทได้รับสิทธิ์ให้ผลิตและเป็นตัวแทนจำหน่าย ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ หรือได้รับสัญญาแฟรนไชส์ (Import Brand) รวมกันกว่า 25 แบรนด์ชั้นนำ

โดยผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 11,854.33 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 914.5 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 1/2566 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,932.56 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 242.99 ล้านบาท

ด้านนายวิเศษ สิงห์สัจจเทศ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ JPC กล่าวต่อว่า โดยกลุ่มบริษัทเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าเฉพาะอย่างของประเทศไทย (อ้างอิงจาก Euromonitor International) โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในปี 2565 อยู่ที่ 10.5%

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจด้วยประสบการณ์ที่มีความเข้าใจในอุตสาหกรรมและมีประสบการณ์การออกแบบและจัดหาผลิตภัณฑ์โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท

ทั้งกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่นและธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน ภายใต้แบรนด์สินค้าที่มีความหลากหลาย ทั้งกลุ่ม In-house Brand และ Import Brand โดยแต่ละแบรนด์มีเอกลักษณ์และการออกแบบที่แตกต่างกัน ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีสินค้าในกลุ่มธุรกิจแฟชั่น จำนวน 19 แบรนด์ แบ่งเป็น In-house Brand จำนวน 10 แบรนด์ อาทิ JASPAL (ยัสปาล), CC DOUBLE O (ซีซี ดับเบิ้ลโอ), CPS CHAPS (ซีพีเอส แชปส์), LYN (ลิน), lyn around (ลิน อะราวนด์) เป็นต้น

ส่วน Import Brand จำนวน 9 แบรนด์ อาทิ FRED PERRY (เฟร็ด เพอร์รี่), DIESEL (ดีเซล), Superdry (ซุปเปอร์ดราย) เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าแฟชั่นที่มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม มีความทันสมัยและหลากหลายมากกว่า 113,000 SKUs ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอางและแว่นตา เป็นต้น

ยัสปาล กรุ๊ป

ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน มีจำนวน 6 แบรนด์ แบ่งเป็น In-house Brand จำนวน 3 แบรนด์ และ Import Brand จำนวน 3 แบรนด์ มีสินค้ามากกว่า 21,500 SKUs

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายสาขาหน้าร้านและจุดจำหน่ายภายในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และศูนย์ค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ รวม 970 สาขา แบ่งเป็นในประเทศ 888 สาขา และอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา อีกราว 82 สาขา

ขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่น ยังมีการจำหน่ายเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กลุ่มบริษัทฯและแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ต่างๆ (Marketplace) และสำหรับกลุ่มธุรกิจที่นอนและเครื่องนอนยังมีการจำหน่ายเพิ่มเติมผ่านการขายงานโครงการและส่งออกสินค้าไปต่างประเทศอีกด้วย

นายยศเทพ สิงห์สัจจเทศ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ JPC กล่าวว่า กลุ่มบริษัทมีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ ด้วยข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันในฐานะผู้นำในธุรกิจสินค้าแฟชั่นในประเทศไทย ที่มีแบรนด์สินค้าชั้นนำที่หลากหลายครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้รับการยอมรับในระดับสากล จากการทำดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ในตลาดต่างประเทศ

โดย JASPAL ถือเป็นแบรนด์แรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำ Brand Collaboration ร่วมกับดีไซเนอร์ระดับโลกเพื่อสร้างสรรค์คอลเลคชั่นพิเศษ หรือการเลือกใช้ซูเปอร์โมเดลระดับโลกและเซเลบริตี้ นักแสดง นักร้องระดับโลก มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แก่แบรนด์ในกลุ่มบริษัทฯ เป็นต้น

ซึ่งกลุ่มบริษัทมีสาขาและจุดจำหน่ายสินค้าภายในศูนย์การค้าชั้นนำในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซียและกัมพูชา รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อตอบสนองความต้องการซื้อสินค้าที่มีความแตกต่างกันของลูกค้า

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพเติบโตสูงเพิ่มเติม เพื่อรับโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งในปี 2566 จะเพิ่มสาขาต่างประเทศอีก 34 สาขา และในปี 2567 ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มอีก 44 สาขาในต่างประเทศ และอีก 64 สาขาในไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการขึ้นเป็นผู้นำด้านธุรกิจแฟชั่นไลฟ์สไตล์ในภูมิภาคอาเซียนภายใน 5 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...