โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เว่ยซือหง สตรีเหนือชะตา

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 13 ม.ค. 2566 เวลา 06.45 น. • 宁安 หนิงอัน
ผักก็ต้องปลูก มารก็ต้องกำจัด ความทรงจำยังเลือนรางอีก สวรรค์ท่านกลั่นแกล้งข้าหรือไร?

ข้อมูลเบื้องต้น

โปรย…

ชะตาพลิกผันให้เจ๊ใหญ่หงทายาทมาเฟียยุค2000 ต้องไปเกิดใหม่ที่มิติใกล้ล่มสลาย ซึ่งทุกอย่างถูกวัดด้วยความแข็งแกร่ง ทั้งพลังปราณ พลังธาตุ ทั้งนางยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องรับผิดชอบ ทว่าเมื่อลืมตาตื่นความทรงจำกลับเลือนราง นางกลายเป็นก้อนแป้งน้อยโดยสมบูรณ์!

ผักก็ต้องปลูก มารก็ต้องกำจัด ความทรงจำยังเลือนรางอีก สวรรค์ท่านกลั่นแกล้งข้าหรือไร?

*****

กำหนดการอัป = อัปทุกวัน ยกเว้นวันไหนที่ไม่ได้มาจะแจ้งให้ทราบค่ะ

จำนวนคำต่อตอนที่ลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1500-2000 คำ เพื่อไม่ให้ตาล้าหากยาวเกินไปค่ะ

*****

เว่ยซือหง สตรีเหนือชะตา จำนวน 5 เล่มจบ

เล่ม 1 ภาคกำเนิดใหม่ จบแล้ว

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkxMDMyIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMzAxMDMzIjt9

เล่ม 2 ภาคมิติร่วมนภา (กำลังดำเนินการ)

เล่ม 3 ภาคการประลอง 4 สำนัก (โปรดรอ)

เล่ม 4 ภาคดินแดนเบื้องบน ทวีปศักดิ์สิทธิ์ (โปรดรอ)

เล่ม 5 ภาคสงครามเทพมาร (เล่มจบ) (โปรดรอ)

เล่มพิเศษ หวนคืนฐานันดร ธิดาเทพ (โปรดรอ)

*********

ฝากกดติดตาม กดเข้าชั้น เพื่อจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ ๆ และอย่าลืม คอมเมนต์เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ

@ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ไม่อนุญาตให้คัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือสแกนเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดเพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือเผยแพร่ด้วยวิธีอื่นใด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

บทที่1 ตายแล้วไปไหน

ท่ามกลางเสียงร้องไห้ดังระงม และผู้คนนับพันที่มาร่วมไว้อาลัยให้กับการสูญเสียบุคคลที่ยิ่งใหญ่มากอำนาจอันดับต้น ๆ ของวงการมาเฟียแห่งแดนมาเก๊า

ร่างโปร่งแสงยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสงบ เธอกวาดตาไปยังบุคคลที่รู้จักก่อนมองไปยังกรอบรูปภาพขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ อันเป็นภาพของผู้เสียชีวิต

รูปภาพนั้นสะท้อนภาพใบหน้าของหญิงสาวผู้งดงาม ดวงตากลมโตนัยน์ตาดำขลับมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวและอนาทรต่อสิ่งใด ทำให้คนที่พบเห็นยำเกรงและเคารพ แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงภาพที่ตั้งอยู่ก็ตาม

หญิงสาวเข้าไปใกล้ภาพนั้นเรื่อย ๆ จนยืนชิดกับกรอบรูปหากไม่มีใครเห็นเธอสักคน เพราะคนที่เสียชีวิตและเจ้าของรูปภาพที่ตั้งอยู่คือตัวเธอเอง… เว่ยซือหง ทายาทอันดับสองของตระกูลเว่ย ตระกูลมาเฟียเก่าแก่ของแดนมังกร

จากบุคคลสำคัญของวงการมาเฟีย เจ๊ใหญ่ตระกูลเว่ยที่ขยับตัวทำอะไรมีแต่คนให้ความสนใจ กลับกลายเป็นดวงวิญญาณธรรมดา แม้ยืนตรงหน้าก็ไร้ผู้คนมองเห็น

‘หึ! ร่ำรวยมากอำนาจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ตายอยู่ดีไม่ใช่หรือ?’ เว่ยซือหงคิดพลางยกยิ้มหยันให้กับสัจธรรมชีวิตที่เธอกำลังเผชิญ

หญิงสาวส่ายหน้าไปมาพลางมองคนที่มาแสดงความอาลัยต่อเธอคนแล้วคนเล่าด้วยแววตาเฉยเมย กระทั่งสั่นไหวเมื่อตรงหน้าคือคนสำคัญในชีวิต

เว่ยซือหงมองภาพครอบครัวที่กอดกันร้องไห้นั้นด้วยความเศร้าและเสียใจ ถ้าเลือกได้เธอก็ไม่ได้อยากจากไปโดยไม่ทันร่ำลาด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์แบบนี้ ทว่าขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุใช่สิ่งที่จะห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้ ต่อให้ระมัดระวังมากแค่ไหน สุดท้ายถ้ามันจะเกิด มันก็เกิดอยู่ดี เจ๊ใหญ่ตระกูลเว่ยจึงจากไปด้วยประการฉะนี้

คำอำลาจากปากของคนในครอบครัวทำเจ๊ใหญ่น้ำตานองหน้า แม้เป็นเพียงวิญญาณก็สามารถร่ำไห้ได้ ความเศร้าโศกอาดูรที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่กับคนเหล่านั้นได้อีกต่อไปทำหญิงสาวเสียใจสุดพรรณนา

มีพบก็ต้องมีจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นของคู่กัน ถึงตัวจากไปแต่ใจผูกพัน เรายังอยู่ในห้วงความทรงจำของคนเป็นเสมอ เว่ยซือหงเข้าใจดี

ร่างโปร่งแสงแย้มยิ้มบางพร้อมพิธีศพประจำตระกูลสิ้นสุดลง

“โชคดีนะทุกคน ฉันก็คงไปตามทางของฉันเหมือนกัน”

แต่… เป็นวิญญาณแล้วต้องไปไหนอะ? ไหนยมทูตขาวดำ? ไหนแม่น้ำลืมเลือน? ไหนน้ำแกงยายเมิ่ง? ไม่เห็นมี!

ขณะที่หญิงสาวขบคิดด้วยความมึนงง จู่ ๆ ชั้นบรรยากาศโดยรอบก็หมุนวนดูดดวงวิญญาณของเธอเข้าไป กระทั่งแรงดูดของชั้นบรรยากาศหายไปหญิงสาวจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

“ที่ไหนวะเนี่ย!” เสียงอุทานที่ออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูปดังขึ้น เมื่อจู่ ๆ ก็มาโผล่ยังสถานที่ว่างเปล่า ทุกอย่างล้วนขาวโพลน ไม่มีผู้คน ไร้สิ่งก่อสร้าง

กลุ่มหมอกสีขาวยังลอยเอื่อย ก้มมองเท้าตัวเองพบว่าตัวเธอกำลังลอยเช่นกัน หากกลับสัมผัสได้ว่ายืนอยู่ ความรู้ย้อนแย้งนี้คืออะไร?

ความคิดภายในหัวหมุนวน เชื่อว่าคำถามยอดฮิตของเหล่าดวงวิญญาณคงเป็นประโยคที่ว่า ‘ตายแล้วไปไหน’ แน่ เพราะเธอก็ถามตัวเองแบบนี้เช่นเดียวกัน!

คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ เว่ยซือหงตัดสินใจเดินไปข้างหน้า โดยระหว่างเดินก็สอดส่ายสายตามองรอบตัวเองไปด้วย น่าแปลกที่เดินมาร่วม 2 ชั่วโมง เธอก็ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดของสถานที่นี้เสียที กลับกันกลุ่มหมอกที่แน่นขนัดในตอนแรกกลับจางลงเรื่อย ๆ พร้อมอากาศบริสุทธิ์

“เดี๋ยวนะ อากาศบริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ?”

“เป็นวิญญาณหายใจได้ด้วย?”

“หรือที่นี่จะเป็นสวรรค์? เป็นไปไม่ได้หรอก”

เจ๊ใหญ่แห่งวงการมาเฟียอย่างเธอ แม้ไม่ได้เข่นฆ่าคนไปทั่ว ใช่ว่ามือจะไม่เปื้อนเลือด แน่ละ ในเมื่อศัตรูบางคนมันต้องการเอาชีวิตเธอ เธอก็ต้องเอาชีวิตมันคืนสิ จะให้เป็นนางเอกยอมคนมองโลกในแง่ดี ทั้งที่สถานะของตัวเองและตระกูลเป็นมาเฟียก็ไม่ใช่เรื่อง ในเมื่อศัตรูหันปืนใส่เธอก่อน เธอก็ต้องหันปืนใส่มันกลับสิถึงจะถูก

เว่ยซือหงสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดไร้สาระออกไป ก่อนพิจารณาสถานที่ที่เธออยู่ตอนนี้อีกครั้ง หญิงสาวยกมือกอดอก ก่อนแขนขวายกขึ้นตั้งฉากแล้วทำมือคล้ายป้องปาก แต่ที่จริงใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้สลับไปมาเพื่อเกลี่ยริมฝีปากตนเอง

อันเป็นท่าประจำเวลาที่เว่ยซือหงใช้ความคิดมาก ๆ

“แม้เราจะไม่ได้ฆ่าคนไปทั่วเป็นผักปลา แต่มือเราก็เปื้อนเลือดเพราะเข่นฆ่าศัตรู ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้ขึ้นสวรรค์ หากสถานที่นี้ก็ไม่ใช่นรก… สรุปที่แห่งนี้คืออะไรกันแน่” หญิงสาวครุ่นคิดก่อนแววตาสะท้อนความไม่เชื่อออกมา

“เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง จะเป็นไปได้เหรอที่มันจะเหมือนนิยายแนวทะลุมิติอะไรเทือกนั้น ที่พอตายวิญญาณก็ถูกพามายังมิติของเหล่าเทพเซียน… บ้าบอไปกันใหญ่แล้วยายหง นี่มันบ้ามาก เป็นไปไม่ได้หรอก”

“เป็นไปได้สิ” ขณะที่หญิงสาวตบตีกับความคิดตัวเองอยู่นั้น เสียงทุ้มเจือแววอ่อนโยนของชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นเบื้องหลัง

เว่ยซือหงสะดุ้งก่อนหันกลับมามองข้างหลังของตนอย่างว่องไว สายตาหญิงสาวสำรวจคนที่จู่ ๆ ก็โผล่มาอย่างไม่เก็บกิริยา ดวงตาหงกวาดมองขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่หลายรอบ ใบหน้าสวยฉายแววฉงน แววตาเจือความสงสัยเด่นชัด

บุรุษวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ สวมชุดจีนโบราณค่อนข้างจะ… คร่ำครึไปหน่อยหรือไม่ แต่งองค์ทรงเครื่องตั้งแต่หัวจรดเท้า อาภรณ์หรูหราสีทองปักด้วยดิ้นทอง เอาจริงดิ?

คนที่ถูกมองสำรวจนอกจากจะไม่ว่าอันใดแล้ว ยังยิ้มและมองหญิงสาวด้วยสายตาอ่อนโยนเจือเอ็นดู จนทำให้เว่ยซือหงทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย หญิงสาวยิ้มแห้งที่เผลอเสียมารยาท

“ขอโทษค่ะ คุณเป็นใครคะ” พอรวบรวมสติได้ก็ถามทันที

“เจ้ากำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่เล่า” ไม่ตอบแต่ถามกลับ

“เทพเซียน?” เอียงคอถามอย่างไม่มั่นใจ หากบุรุษตรงหน้ากลับยกยิ้มและพยักหน้าตอบรับคำพูดของเธอ ดวงตาหงเบิกกว้างอ้าปากค้าง แม้ไม่อยากเชื่อ แต่ตอนนี้ไม่เชื่อไม่ได้แล้ว

ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่เทพเซียนจะเป็นใครไปได้อีก!

“เจ้าคงสงสัยว่าเจ้ามาทำอันใดที่นี่ และสถานที่แห่งนี้คือที่ใด มาเถิด ตามข้ามาแล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”

เว่ยซือหงลังเลเล็กน้อยแต่แล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความลังเล หญิงสาวเดินตามบุรุษชุดจีนโบราณผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเทพเซียนไปต้อย ๆ จนไปหยุดที่เก๋งริมน้ำที่จู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมา

คล้ายบุรุษชุดจีนโบราณรับรู้ความคลางแคลงใจของหญิงสาว จึงวาดมือเบา ๆ พลันนั้นโต๊ะตรงหน้าก็มีกาน้ำชา ถ้วยชา รวมถึงกระดานหมากที่มักเห็นในซีรีส์จีนโบราณบ่อย ๆ ปรากฏขึ้น ดวงตาหญิงสาวแทบถลนจ้องมองสิ่งที่ปรากฏและบุรุษตรงหน้าไม่กะพริบตา ปากก็อ้าค้างเสียกิริยาความเป็นเจ๊ใหญ่ไปโดยปริยาย

“ทีนี้เชื่อข้าหรือยังเล่า”

“เชื่อแล้วค่ะท่านเทพ” หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ไม่เชื่อได้หรือ พร้อมเรียกคนตรงหน้าว่าท่านเทพอย่างไม่กระดากปาก

ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่มาเจอเทพเซียนแทนที่จะเป็นยมทูตขาวดำแบบนี้

แต่เอาเถอะ เธอจะมองว่ามันโชคดีไปก่อนแล้วกัน คิดง่าย ๆ มองง่าย ๆ จะได้ไม่ปวดหัวทีหลัง…

*****

ไรต์เปลี่ยนปกแล้วววว น้องหงน่ารักไหมคะ ฮือออ มันนุบนิบหัวใจมากเลยค่ะ

ปล. อัปทุกวัน วันไหนไม่มาจะแจ้งค่ะ จำนวนคำเฉลี่ยต่อตอนที่ลงอยู่ที่ 1500-2000 คำ ไม่สั้นไปไม่ยาวไป ป้องกันไม่ให้ตาล้าค่าาาา

บทที่ 2 พร 3 ข้อ

“ก่อนอื่นข้าต้องตอบข้อสงสัยของเจ้าก่อน ที่เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็เป็นข้าที่ดึงดวงจิตของเจ้าเข้ามาเด็กน้อย และสถานที่นี้เรียกว่ามิติอนุบาลดวงวิญญาณ”

“ดึงมาทำไมคะ คงไม่ใช่เพราะอยากให้ฉันพักผ่อนหลังความตายอยู่ที่นี่แบบสบาย ๆ ใช่ไหม? แล้วมิติอนุบาลดวงวิญญาณมีไว้เพื่ออะไรคะ”

“ประการแรกเจ้าเข้าใจถูกแล้ว ข้าไม่ปล่อยเจ้านอนสบายอยู่ที่นี่แน่ ๆ ส่วนประการที่สอง…”

“ถ้ามันตอบยากไม่ต้องตอบก็ได้ค่ะ” เว่ยซือหงกล่าวเมื่อเห็นท่านเทพตรงหน้าไม่พูดต่อ จากที่คิดว่าตัวเองโชคดีที่เจอเทพตอนนี้หญิงสาวไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด ทั้งยังสังหรณ์ใจในบางอย่าง

“เพ้ย ได้อย่างไรเล่า ถามมาแล้วก็ต้องตอบสิ มิติอนุบาลวิญญาณ มีไว้เพื่อรองรับเหล่าดวงวิญญาณที่มีชะตายิ่งใหญ่ ไม่อาจเข้าสู่วัฏสงสารจนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขพิเศษ หรือก็คือข้า”

หญิงสาวคิดเล็กน้อยพลางว่า “หมายความว่าไม่ได้มีแค่ฉันที่มาที่นี่ใช่ไหมคะ เงื่อนไขที่ว่าคือท่าน อย่าบอกนะว่ามายื่นข้อเสนอ”

แปะ แปะ แปะ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ถูกต้อง เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ฉลาดจริง ๆ คิดไม่ผิดที่พาเจ้ามา”

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน จากที่ฟังเธอพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่ไม่มั่นใจเล็กน้อย “สรุปคือที่นี่มีไว้เพื่อรองรับดวงวิญญาณที่มีชะตายิ่งใหญ่ ส่วนท่านมาเพื่อยื่นเงื่อนไขหรือข้อเสนอ หากตกลงรับเงื่อนไข ดวงวิญญาณก็ต้องทำสิ่งที่รับปากมา แล้วถ้าไม่ตกลงล่ะคะจะเกิดอะไรขึ้นกับดวงวิญญาณที่ปฏิเสธ”

ท่านเทพยิ้มชอบใจตอบอย่างใจดี “ไม่เกิดอะไรขึ้น ข้าก็แค่ส่งดวงวิญญาณเข้าสู่วัฏสงสาร อย่างที่บอกเงื่อนไขพิเศษคือข้า ข้าคือผู้กำหนด เหล่าดวงวิญญาณคือผู้เลือก ทีนี้เข้าใจแล้วหรือยัง”

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

“ดี ในเมื่อเข้าใจแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเถอะ อ้อ ข้าลืมบอกไปว่าไม่ใช่ดวงวิญญาณทุกดวงที่มีชะตายิ่งใหญ่จะมีโอกาสมาที่นี่หรอกนะ ทุกอย่างล้วนมีเงื่อนไขทั้งสิ้น ซึ่งเจ้าโชคดีที่อุปนิสัยของเจ้าตรงกับเงื่อนไขที่ข้าต้องการทุกอย่าง”

“เงื่อนไขอะไรคะ”

“ไม่ดำไม่ขาว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เข้มแข็งแต่ไม่แข็งกร้าว มีความเด็ดขาด คิดอ่านเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด เหมาะสมยิ่งนัก ตรงกับเงื่อนไขที่ข้าตั้งไว้พอดียิ่งอย่างไรเล่า”

ยิ่งฟังยิ่งสงสัย ท่านเทพตรงหน้าคงไม่ใช่กำลังหาภาระโยนใส่บ่าเธอกระมัง “เพื่ออะไรคะ ที่พูดมาทั้งหมดท่านคงไม่ได้กำลังหมายความว่าจะส่งฉันไปกู้โลกหรอกใช่ไหมคะ”

แปะ ๆ ๆ เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมเสียงชื่นชม “ถูกต้อง เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ฉลาดจริง ๆ คนเช่นเจ้าหาได้ไม่ง่ายหรอกนะจะบอกให้”

ใบหน้าของหญิงสาวมืดครึ้ม จากที่อารมณ์ดี ๆ เพราะอากาศของที่แห่งนี้กลับกลายเป็นบึ้งตึง ไหน ๆ เธอก็ตายแล้วแทนที่จะได้อยู่อย่างสงบหรือไม่ก็ไปชดใช้กรรมที่ทำมา ทำไมจู่ ๆ เทพที่ไหนไม่รู้จะส่งเธอไปกู้โลกเสียได้เล่า

“เจ้าใจเย็นก่อน ใจเย็น ๆ” ท่านเทพรับรู้อารมณ์ของหญิงสาวเร่งพูดคลายอารมณ์ของเธอทันที ราวกับกลัวว่าเธอจะไม่ตอบตกลง

“ฟังข้อเสนอของข้าก่อนเป็นไร ที่ที่ข้าจะส่งเจ้าไปเกิดหาใช่โลกที่เจ้าจากมา แต่เป็นมิติคู่ขนาน โลกใบนั้นไม่มีเทคโนโลยี แต่เป็นยุคเทพเซียนจีนโบราณ ที่เต็มไปด้วยพลังปราณ พลังธาตุ และสัตว์อสูร ซือหง ความจริงข้าไม่ต้องมาพบเจ้าแต่ส่งเจ้าไปที่นั่นเลยก็ได้ แต่เป็นเพราะข้านึกเอ็นดู และอยากพูดคุยกับเจ้า ข้าถึงได้ดึงดวงจิตเจ้ามาที่นี่”

เว่ยซือหงไม่ตอบแต่ก็ไม่ได้เอ่ยค้าน ท่านเทพจึงกล่าวต่อว่า

“ที่แห่งนั้นกำลังเผชิญกับความเลวร้าย ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองแห้งแล้ง อยู่ในสภาวะแร้นแค้นอย่างหนัก สิ่งที่ผู้คนกำลังเผชิญอยู่มันไม่ใช่เพราะฤดูกาล แต่เป็นความชั่วร้ายที่กำลังกัดกินทุกสิ่งอย่างทีละเล็กละน้อย หากมิตินั้นไม่ได้รับความช่วยเหลือและป้องกัน คงได้ถึงคราวล่มสลาย เพราะเหตุนี้ข้าจึงจะส่งคนมีความสามารถเช่นเจ้า ซึ่งตรงกับเงื่อนไขที่ข้าตั้งเอาไว้ไปที่นั่น”

“ทำไมฉันต้องทำล่ะคะ มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยนี่ ทำไมฉันต้องสนใจผู้คนที่ไม่ได้รู้จักด้วย”

ท่านเทพยกยิ้ม “เจ้าแน่ใจหรือ ด้วยนิสัยอ่อนโยนของเจ้า เจ้าจะทำใจมองผู้คนตกทุกข์ได้ยากได้จริง ๆ หรือเว่ยซือหง”

“…” หญิงสาวไม่ตอบ เพราะรู้ดีว่าเธอเป็นแบบไหน ตอนยังมีชีวิตอุปการะเด็กยากไร้รวมถึงคนชราไปก็มาก ทำบุญช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากก็หลาย หากว่าเธอต้องไปที่แห่งนั้นจริง เกรงว่า… แม้ไม่อยากช่วยเหลือก็ต้องช่วยเหลือเพราะห้ามความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจไม่ได้

หญิงสาวนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ ตรองดูแล้วไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายเธอก็ต้องไปมิติที่ว่านั่นอยู่ดี ต่อต้านไปก็เหนื่อยเปล่า ไม่แน่ว่าที่แห่งนั้นอาจมีคนที่เธอเฝ้ารออยู่ก็เป็นได้ หญิงสาวถอนหายใจแล้วมองสบกับท่านเทพด้วยสายตาจริงจัง

“ฉันไม่ชอบให้ใครมาสั่งและบงการ ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นท่านเทพก็ตาม”

“แน่นอน เราไม่สั่งไม่บงการเจ้า หลังส่งเจ้าไปแล้วทุกอย่างเป็นเจ้าลิขิตชะตาชีวิตตนเอง เพียงแต่ขอให้เจ้าระลึกไว้ เมื่อใดที่เจ้ามีความสามารถมากพอ เพียงช่วยเหลือผู้คนในโลกนั้นบ้าง ข้าก็พอใจแล้ว”

ครานี้เว่ยซือหงกลับติดใจมากกว่าเดิม ง่าย ๆ แค่นี้? มันจะง่ายเช่นที่ท่านเทพพูดมาแน่หรือ? หญิงสาวหรี่ตามองจับผิดท่านเทพอย่างคนไม่ไว้ใจ หากไม่เห็นสิ่งผิดปกตินอกจากรอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตาเอื้ออารีคู่นั้น

“ท่านเทพบอกว่ามิติโลกที่ฉันกำลังจะไปเกี่ยวกับพลังปราณพลังธาตุ เช่นนั้นฉันคงมีพลังไม่อ่อนด้อยใช่ไหมคะ”

“แน่นอน ในเมื่อเราส่งเจ้าไปเกิดจะมีพลังธรรมดาสามัญได้อย่างไร ที่สำคัญเราจะให้พรเจ้าไปด้วย” ท่านเทพพูดอย่างใจดี

“แล้วที่บอกว่าความชั่วร้ายกำลังกัดกินผืนแผ่นดิน กัดกินมิติคืออะไรคะ ใช่มารหรือปีศาจที่ฉันเคยอ่านเจอในนิยายหรือเปล่า”

ท่านเทพชะงักไปซึ่งหญิงสาวที่มองอยู่ตลอดจับสังเกตได้พอดี ดวงตากลมโตมองกดดันให้คนที่เป็นเทพตอบคำถาม

“เว่ยซือหงแม้เราจะส่งเจ้าไปเกิดก็ใช่ว่าจะบอกทุกอย่างแก่เจ้าได้”

“แค่ตอบมาว่าสิ่งเหนือธรรมชาติที่ฉันต้องไปรับมือด้วยเป็นอะไร มันไม่ได้ยากเลยไม่ใช่เหรอคะ หากท่านไม่บอกฉันก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ไม่เคยได้ยินเหรอคะ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

เฮ้อ! ท่านเทพถอนหายใจพลางคิด นางช่างคิดอ่านรอบคอบโดยแท้ เอาเถอะ เช่นไร บอกไปก็มิได้มีอันใดเปลี่ยนแปลง คิดได้ดังนั้นท่านเทพจึงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

“พวกมาร เจ้าจงระวังตัวให้ดี หากยังไม่แข็งแกร่งมากพออย่าได้สืบหาและต่อกรกับพวกมันเด็ดขาด เพราะครานี้ต่อให้เจ้าตายข้าก็ไม่อาจดึงดวงจิตของเจ้ากลับมาได้อีก พวกมารหากมันฆ่าใช่ฆ่าเพียงร่างกาย เเต่พวกมันจะดูดดึงจิตวิญญาณของเหยื่อแล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานของพวกมันทันที แม้จะเป็นวิธีที่น่ารังเกียจแต่ก็ทำให้แกร่งขึ้นโดยไว ฉะนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้ดี”

“ขอบคุณที่เตือนค่ะ” หญิงสาวตอบรับความห่วงใยของท่านเทพด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ ไปเกิดใหม่ยุคที่มีพลังเหนือธรรมชาติไม่พอ ยังต้องไปรับมือกับพวกมารอีก เฮ้อ เป็นเว่ยซือหงไม่ง่ายจริง ๆ

“จวนได้เวลาแล้ว เจ้าอยากได้อะไรรีบขอมา ข้าจะมอบพรให้เจ้า 3 ข้อ” ท่านเทพพูดขึ้นเพราะใกล้เวลาเกิดใหม่ของนางอีกครั้งแล้วจริง ๆ

หญิงสาวเร่งความคิดถึงพรที่ตนเองจะขอ ทุกข้อจะต้องจำเป็นและสำคัญ ขอเล่น ๆ ไม่ได้ เพราะมันหมายถึงชีวิตเล็ก ๆ ของเธอ

“ข้อแรกขอให้ฉันเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนทั่วไปค่ะ ข้อสองขอให้ร่างกายต้านพิษได้ทุกชนิด ข้อสามขอให้ฉันโชคดีค่ะ”

เว่ยซือหงพูดออกไปหลังใช้วิจารณญาณในการเลือกดีแล้ว ข้อแรกที่เธอขอให้เรียนรู้ได้เร็วกว่าคนทั่วไป เพราะเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เธอจะทำไม่ได้หากได้เรียนรู้ และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้นั่นเอง

ข้อสองขอให้ร่างกายต้านพิษ เพราะไม่รู้ว่าเธอต้องไปเกิดกับใคร สถานที่แบบไหน หลังบ้านเป็นอย่างไร ใครจะรู้เธออาจจะถูกวางยาเพราะความอิจฉาของสตรีในเรือนหลังเหมือนในนิยายและซีรีส์ที่เธออ่านและดูมาก็ได้! ดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ร่างกายต้านพิษนี่แหละจำเป็นสุด ๆ!

ส่วนข้อสุดท้าย อะไรมันจะดีไปกว่าขอให้ตนเองโชคดี คิดดูนะหากอยู่ในสถานการณ์คับขันและอันตราย ด้วยพรโชคดีอย่างไรเธอก็รอด เป็นไงเล่า สำคัญมากใช่หรือไม่

อาจสงสัยทำไมเธอไม่ขอพลังเทพ ๆ หรือขอให้พลังไม่มีวันหมด ยอมรับว่าลังเลอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อตรองคำพูดของท่านเทพที่บอกว่าเธอไม่มีพลังธรรมดาแน่นอนแล้ว เธอจึงตัดพรเรื่องของพลังไป เพราะถ้าเกิดขอมันจะซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ท่านเทพจะมอบให้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเธอขอพรนี้จะถือว่าขอพรได้ไร้ประโยชน์ยิ่ง ดังนั้นคนสวยและฉลาดอย่างเธอจึงตัดเรื่องพลังออกเป็นอันดับแรกทันที

ท่านเทพยังคงยิ้มอ่อนโยนเช่นเคยหลังฟังคำขอของหญิงสาวที่ตนเลือกให้ไปช่วยเหลือมิติที่ถึงคราวใกล้ล่มสลาย

“ตกลง พรที่เจ้าขอมาข้าจะประทานให้สัมฤทธิผล รวมถึงข้าจะมอบมิติพฤกษาสวรรค์ให้เจ้าด้วยเช่นกัน หากอยากเข้ามาก็ให้ตั้งจิตว่าเข้า จะออกก็ให้ตั้งจิตว่าออก มิตินี้เจ้าสามารถเข้ามาได้ทั้งกายหยาบและดวงจิต จงใช้ให้ดี”

ยังไม่ทันทำความเข้าใจว่ามิติพฤกษาสวรรค์คือสิ่งใดท่านเทพก็พูดต่อทันที

“อ้อ! ข้าจะมอบองค์ความรู้ขนาดใหญ่ให้กับเจ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งมันจะอยู่ในมิติแห่งนี้ ไว้เจ้าค่อยมาสำรวจเอง สุดท้ายถือเป็นของขวัญสำคัญจากข้า ข้าขอมอบดวงเนตรสรรพสิ่งให้แก่เจ้า นับจากนี้ไปขอให้เจ้าใช้ชีวิตให้ดีตามแต่ใจเจ้าปรารถนาเถิดเว่ยซือหง”

จบคำท่านเทพลำแสงสีทองก็ลอยเข้ามาโอบล้อมดวงจิตของเว่ยซือหงไว้ ก่อนดวงจิตของเธอจะดูดกลืนลำแสงนั้นเข้ามาในตัวเองจนหมด หญิงสาวมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตื่นตะลึง ก่อนที่ดวงจิตของเธอจะจางหายไปช้า ๆ

ท่านเทพยืนมองดวงจิตเว่ยซือหงจางหายไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนสะดุ้งเมื่อเสียงเรียกขานของเทพชะตาดังขึ้น

“นางไปแล้วหรือท่านมหาเทพ”

“นางไปแล้วท่านเทพชะตา ว่าแต่ชะตาของนางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรท่านบอกเราได้หรือไม่”

“ตามที่ข้าเคยบอกไว้ครั้งก่อน จุติใหม่ครั้งนี้ข้าทำนายดวงชะตาของนางไม่ได้แล้ว ชะตาชีวิตของนางขึ้นอยู่ที่นางลิขิต”

“ท่านหมายถึงนางกลายเป็นสตรีเหนือชะตาเช่นนั้นหรือ”

“ใช่ ข้าหมายความตามนั้น ท่านมหาเทพมีอันใดหรือ”

ท่านเทพที่เว่ยซือหงเรียกหรือมหาเทพส่ายหน้าช้า ๆ พลางตอบ “ไม่มีอันใด ข้าแค่ไม่อยากนึกว่านางจะป่วนขนาดไหน เดิมทีชะตาลิขิตนางก็ป่วนอยู่แล้ว ครานี้อยู่เหนือชะตา เฮ้อ คงครึกครื้นน่าดู”

“ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ท่านก็ชอบที่นางสดใสไม่ใช่หรือ”

“ชอบสิ นางเป็นธิดาของข้านี่ ไม่รู้ว่าจุติใหม่เพื่อหวนคืนครั้งนี้ ข้ามอบภาระหนักให้นางเกินไปหรือไม่” มหาเทพพูดออกมาอย่างกลัดกลุ้ม

เทพชะตายิ้มบางพลางกล่าว “อย่าห่วงเลย ท่านก็รู้ว่าชะตาของนางผูกติดอยู่กับท่านผู้นั้น นางไม่ได้รับอันตรายหรอก”

“เหอะ มหาเทพบรรพกาลจอมเย็นชานั่นน่ะหรือจะช่วยอันใดลูกข้าได้กัน”

“เพ้ย! ท่านอย่าพูดถึงท่านผู้นั้นเช่นนั้นสิ ประเดี๋ยวสวรรค์ก็พิโรธหรอก ทำใจเถอะน่า นางและเขาเป็นด้ายแดงของกันและกัน แม้ครั้งเป็นเทพไม่ได้เคียงคู่ สุดท้ายก็ต้องจุติเพื่อหวนคืนครองคู่กันชั่วนิรันดร์อยู่ดี ท่านปั้นปึ่งไปก็ขวางพวกเขาไม่ได้หรอก แม้ข้าจะบอกว่านางเป็นสตรีเหนือชะตา แต่นางหนีด้ายแดงตนเองไม่พ้นหรอกนะ หรือต่อให้นางอยากหนีท่านผู้นั้นก็ไม่ยอมอยู่ดี คิดดูเถิด จุติรอนางเป็นร้อย ๆ ปี รักมั่นปานนี้ ท่านยังจะทำใจคอคับแคบขัดขวางเขาอีกหรือ” เทพชะตาว่าให้พลางมองมหาเทพอย่างต่อว่า

ด้วยถูกขัดใจและได้ยินคำพูดไม่เข้าหู มหาเทพจึงหาเรื่องปลีกตัวทันที “ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว ข้ากลับวังข้าดีกว่า ขอตัว”

“เพ้ย! อายุปานนี้ยังจะขี้น้อยใจอยู่อีก” เทพชะตาบ่นพึมพำก่อนส่องดูดวงจิตเว่ยซือหงที่ตอนนี้นอนสงบนิ่งรอถือกำเนิดอยู่ในครรภ์ของสตรีผู้หนึ่ง รอยยิ้มยินดีและอ่อนโยนพลันปรากฏขึ้น

“แข็งแกร่งให้ไวและหวนคืนกลับมาเที่ยวเล่นกับพวกเราโดยเร็วนะ เทพธิดาน้อย ข้าขออวยพรให้ท่านโชคดี และเจอกับท่านผู้นั้นโดยเร็ว ท่านเทพธิดา”

บทที่ 3 เว่ยซือหงถือกำเนิด

ในพิภพผู้ฝึกปราณ ถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ดินแดน ได้แก่ ดินแดนเบื้องล่าง ดินแดนเบื้องบน และดินแดนเทพอันเป็นดินแดนในตำนานที่เหล่าผู้ฝึกปราณอยากไปเยือนให้ได้สักครั้ง

กล่าวถึงดินแดนเบื้องล่าง ถูกเรียกว่าทวีปนภาคราม แบ่งพื้นที่ปกครองเป็น 8 แคว้นย่อยด้วยระบบราชวงศ์ ได้แก่ แคว้นโจว แคว้นฉี แคว้นฮั่น แคว้นเป่ย แคว้นเซี่ย แคว้นหนาน แคว้นปิง และแคว้นสือ

โดยมีป่าบรรพกาลตั้งอยู่ระหว่างกลาง ล้อมรอบด้วยแคว้นทั้งแปด สิ่งที่กั้นอาณาเขตการแบ่งแคว้น หากไม่เป็นทางน้ำก็เป็นหุบเขา

นอกจากนี้ยังมี 4 สำนักใหญ่ที่เปิดสอนการฝึกปราณเป็นหลัก ได้แก่ สำนักพยัคฆ์ทมิฬ สำนักหงส์เพลิง สำนักมังกรดำ และสำนักหมื่นบุปผา

ทั้งนี้ยังมีหอเทพโอสถที่มีอำนาจเหนือราชวงศ์ ขึ้นตรงต่อดินแดนเบื้องบนเป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางถ่วงดุลอำนาจของทวีปนภาคราม คอยสอดส่องดูแลปกครองอยู่เบื้องหลังราชวงศ์อีกที

ปัจจุบันพิภพผู้ฝึกปราณมีอายุมากกว่าพันปีแล้ว เดิมทีเป็นพิภพที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ทว่าราว 500 ปีก่อน ได้เกิดสงครามเทพ-มารขึ้น ทำให้ทั้งสามดินแดนได้รับผลกระทบ เส้นปราณวิญญาณอ่อนแอลง ทำให้ยากต่อการดูดซับเป็นอุปสรรคในการเลื่อนขั้นปราณ แต่ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยโอสถที่ช่วยในการเลื่อนขั้น รวมถึง สมุนไพรและหินปราณ ซึ่งยากที่จะประเมินมูลค่า

ทว่าปัญหาหลักจริง ๆ ที่จวบจนวันนี้ก็ยังแก้ไขไม่ได้คือไอมาร ตั้งแต่สงครามเทพ-มารจบลงได้ไม่นาน ไอมารก็เริ่มระบาด จากที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็เข้าสู่ความแห้งแล้ง เพาะปลูกไม่ได้ พืชพรรณธัญญาหารหาได้ยาก ที่หาได้ล้วนมีราคาแพง มนุษย์เอาตัวรอดด้วยการหาของป่าประทังชีวิต

หลังถูกมนุษย์เหยียบย่ำรุกรานนานวันเข้า ป่าหรือภูเขาแต่ละแห่งก็ค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงไป สัตว์ป่ารวมทั้งสัตว์อสูรระดับต่ำที่เคยอยู่บริเวณรอบนอกทยอยพากันกลับเข้าไปอยู่ส่วนลึกใจกลางป่าเพื่อเอาชีวิตรอด มนุษย์จึงมีชีวิตอยู่ได้ยากขึ้น

หากไม่ใช่ผู้ฝึกปราณระดับสูง ๆ ก็ยากที่จะหาอะไรดี ๆ ติดไม้ติดมือออกมาได้ ทั่งว่าผู้ฝึกปราณระดับสูงบางคนยังไม่คิดเอาชีวิตไปเสี่ยงที่ใจกลางป่ากลางดงอสูรเลยก็มี ดังนั้นชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจึงแทบไม่มีหวัง ได้แต่หากินอยู่รอบนอกของชายป่า ทำได้แค่ขุดดินกินรากไม้ประทังชีวิตไปวัน ๆ

กล่าวว่าหากไม่ใช่ผู้เยี่ยมยุทธ์หรือคนมีอำนาจจริง ๆ น้อยนักที่จะมีคนเข้าไปในป่าชั้นใน เพราะเข้าไปแล้วไม่รู้จะมีชีวิตรอดกลับออกมาอีกหรือไม่นั่นเอง

ในบรรดาแคว้นทั้งแปด แคว้นโจวนับได้ว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งโชคดีที่ตระกูลเว่ยตั้งตระกูลอยู่ที่แคว้นนี้นับตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน

ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลแม่ทัพที่มีประวัติยาวนานมานับร้อย ๆ ปี ทายาททุกคนของตระกูลเว่ยล้วนรับราชการทหารตามบรรพบุรุษทั้งสิ้น มีบ้างที่ประกอบอาชีพอื่น แต่ส่วนใหญ่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ นั่นคือการปกป้องแว่นแคว้นและประชาชนจากข้าศึกที่หวังมารุกรานแคว้นโจว รวมถึงศัตรูจากหมู่มารด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันเว่ยซือหลิวอดีตแม่ทัพใหญ่อายุ 50 ปี ดำรงตำแหน่งประมุขของตระกูลเว่ยหรือนายท่านใหญ่ โดยมีภรรยาคู่ใจเพียงหนึ่งเดียวนามหลินซือเหยาวัย 45 ปีปกครองเรือนหลัง เรียกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ทั้งคู่มีบุตรชายเป็นพยานรักที่ภาคภูมิใจอยู่หนึ่งคนนามเว่ยซือซาน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้นโจวมีอายุได้ 28 ปีแล้ว

เว่ยซือซานมีภรรยารักอยู่หนึ่งคนนามว่าหลิวลี่หง อายุ 26 ปี ทั้งคู่มีบุตรชายสองคนเป็นพยานรักนาม เว่ยซือหลาง อายุ 10 ปี และเว่ยซือเหลียง อายุ 7 ปี ซึ่งตอนนี้กำลังมีพยานรักอีกหนึ่งคนกำลังจะถือกำเนิดขึ้นมา

เสียงร้องเจ็บท้องคลอดของฮูหยินน้อยตระกูลเว่ย ทำคนในตระกูลแตกตื่นวุ่นวายไปหมด ทั่งเว่ยซือซานที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ยังว้าวุ่นควบคุมตนเองแทบไม่ได้ด้วยเป็นห่วงภรรยารัก ทั้ง ๆ ที่นี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วที่ภรรยาคลอดแต่แม่ทัพหนุ่มยังไม่ชินเสียที

ในขณะที่จวนตระกูลเว่ยกำลังอยู่ในความวุ่นวาย ด้านนอกเองก็อยู่ในอาการตกตะลึงพรึงเพริดด้วยเช่นกัน ด้วยวันนี้เป็นวันเทศกาลหยวนเซียว ราตรีกาลที่ควรมืดมิดกลับมีแสงสีทองของจันทราทอประกายสว่างไสว สองข้างทางริมถนนถูกประดับประดาด้วยโคมไฟกระดาษ ผู้คนคลาคล่ำเดินขวักไขว่เที่ยวชมเทศกาลหยวนเซียวที่หนึ่งปีจะมีสักครั้ง บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

ทว่ายิ่งนานยิ่งสว่างไสว

ดวงจันทรากลมเด่นเป็นสง่าลอยเคลื่อนตั้งตระหง่านกลางท้องนภา สาดแสงสีทองสว่างไสวนับเป็นนิมิตหมายอันดี ผู้คนที่ออกมาเดินชมเทศกาลหยวนเซียวต่างมองปรากฏการณ์นี้ด้วยความแปลกใจ เพราะปีที่ผ่าน ๆ มาไม่เคยมีปีไหนที่ดวงจันทร์จะกลมโตและทอแสงสว่างเพียงนี้

ก่อนเปลี่ยนสายตาแปลกใจเป็นตื่นตะลึง เมื่อเวลาผ่านมาถึงค่อนคืน ดวงจันทรายังคงสาดแสงสีทองอยู่กลางฟากฟ้า สว่างไสวราวกับรุ่งอุษาสาด ตามมาด้วยกลีบบุปผาที่โปรยลงมาจากเบื้องบน เหล่าสรรพสัตว์ต่างร่ำร้องแซ่ซ้องยินดี หันหน้ามาทางที่ตั้งทิศของเมืองหลวงแคว้นโจวแล้วหมอบกราบราวกับพบเจอผู้ยิ่งใหญ่

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นไปทั่วแคว้น สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนหมู่มาก บ้างถึงกับคำนับหมอบกราบเพราะคิดว่านี่เป็นคำอวยพรจากสวรรค์ เหล่าโหรหลวงคู่แคว้นเร่งทำนายดวงชะตาเมือง เพื่อถวายคำตอบแด่องค์เหนือหัวเป็นการใหญ่

ณ ทิศอุดรของเมืองหลวงอันเป็นทิศตั้งของจวนตระกูลเว่ย ในขณะที่ผู้คนทั่วแคว้นกำลังหมอบกราบตื่นตะลึงกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น บรรยากาศหนักอึ้งที่เคยมีภายในจวนแม่ทัพพลันมลายหายไปสิ้นเมื่อทารกน้อยแผดร้องเสียงจ้าดังออกมา บ่งบอกว่าการรอคอยแสนทรมานของผู้เป็นสามีจบลงแล้ว จบลงพร้อมชีวิตน้อย ๆ ที่ลืมตาดูโลก

“ยินดีกับท่านแม่ทัพด้วยเจ้าค่ะ นี่เป็นคุณหนูน้อยบุตรีของท่านเจ้าค่ะ คุณหนูช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ทั้งยังร่างกายแข็งแรงด้วยเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพหายห่วงได้” หมอตำแยชื่อดังที่มาทำคลอดให้ฮูหยินจวนแม่ทัพกล่าวแสดงความยินดีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนส่งทารกน้อยให้ผู้เป็นบิดาอุ้ม

“ขอบคุณท่านหมอมาก แล้วฮูหยินของข้าเล่า”

“ฮูหยินปลอดภัยดีเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ยังอ่อนเพลียอยู่มาก อีกสักครู่ท่านแม่ทัพค่อยเข้าไปหาฮูหยินพร้อมคุณหนูน้อยนะเจ้าคะ”

“อืม เข้าใจแล้ว”

เมื่อได้รับคำยืนยันว่าภรรยารักของตนปลอดภัยสบายดี แม่ทัพใหญ่จึงโล่งอก ก้มหน้ามองบุตรีตัวน้อย พลันได้สบกับดวงตากลมโตใสกระจ่างคู่นั้น น้ำตาที่ไม่เคยคิดว่าจะไหลพลันไหลออกมา

“ลูกพ่อ นับจากนี้เจ้าชื่อซือหง ซือที่มาจากชื่อของพ่อ หงมาจากชื่อของแม่เจ้า นามซือหง แซ่เว่ย ดีใจหรือไม่ลูกรัก อาหงลูกพ่อ แก้วตาดวงใจของพ่อ” แม่ทัพใหญ่พูดพลางร้องไห้ไปพลาง มองบุตรสาวคนเดียวด้วยความสุขและรัก

“ท่านพ่อ ขอข้าดูน้องหน่อยขอรับ”

“ใช่ ๆ ขอรับ ขอข้าดูด้วยขอรับ”

เสียงขัดจังหวะจากบุตรชายทั้งสองทำเอาคนเป็นบิดาขัดใจเล็กน้อย กระนั้นยังใจดีให้สองบุตรชายได้ยลหน้าน้องสาวของพวกเขา

“โอ้โห หน้าน้องเล็กยับย่นน่าเกลียดยิ่งนัก” เว่ยซือเหลียง บุตรชายคนที่สองอายุ 7 หนาวพูดขึ้น พร้อมมองน้องเล็กของตัวเองด้วยสายตาแปลก ๆ

โป๊ก!

“โอ๊ย! พี่ใหญ่ ท่านตีหัวข้าทำไม”

“เจ้าว่าน้องเล็กทำไมเล่า ข้าจะบอกอะไรให้นะ ตอนเจ้าคลอดออกมาเจ้าน่าเกลียดยิ่งกว่าน้องเล็กเสียอีก ข้าจะบอกให้ ทั่วหล้านี้ไม่มีใครน่ารักน่าเอ็นดูตั้งแต่คลอดออกมาเท่าน้องสาวของพวกเราอีกแล้ว” เว่ยซือหลาง บุตรชายคนโต อายุ 10 หนาวพูดขึ้น พลางมองน้องรองด้วยสายตาต่อว่า

“จริงหรือพี่ใหญ่”

“จริงสิ น้องเล็กของพวกเราน่ารักน่าเอ็นดูที่สุด จริงหรือไม่น้องเล็ก”

“แอ๊”

“อ๊ะ ท่านพ่อ! น้องเล็กคุยกับข้าละ” เขาพูดอวดพ่อตัวเองก่อนได้สายตาเข้มจัดกลับมา

“คุยกับเจ้าที่ไหน อาหงเรียกพ่อต่างหากเล่า” เว่ยซือซานถลึงตาใส่บุตรชายคนโต ก่อนมองบุตรตัวเหม็นทั้งสองอย่างไม่ชอบใจ

“เจ้าพวกตัวเหม็น อย่ามาใกล้น้องสาวเจ้า อาหงเพิ่งคลอดผิวพรรณยังบอบบางยิ่งนัก”

“แต่ท่านพ่อก็อุ้มน้องเล็กนี่นา” เว่ยซือเหลียงแย้งตาใส

“มันไม่เหมือนกัน ฮึ่ม! หนี ๆ ข้าจะพาอาหงไปหาแม่เจ้า พ่อบ้านมอบสินน้ำใจและตกรางวัลให้ท่านหมอด้วยเล่า”

“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านอวิ๋นรับปากพลางมองเจ้านายด้วยรอยยิ้ม

“ลี่เอ๋อร์ เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” เว่ยซือซานเอ่ยถามคู่ชีวิตพลางมองนางด้วยสายตาห่วงใยระคนรักใคร่ ยิ่งเห็นสีหน้าอ่อนเพลียของภรรยาสายตาของเขายิ่งอ่อนลง

หลิวลี่หงคลี่ยิ้มบางพลางส่ายหน้าน้อย ๆ “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านพี่ แล้วบุตรของเราเล่าเจ้าคะ”

“นี่เช่นไรเล่า อาหงของเราน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก”

“อาหงหรือเจ้าคะ”

“ใช่ อาหง เว่ยซือหง เป็นเช่นไรเพราะมากใช่หรือไม่”

หลิวลี่หงชะงักไปครู่ก่อนพยักหน้ารับคำสามียิ้ม ๆ “เพราะมากเจ้าค่ะ ว่าไงอาหงลูกแม่ หิวแล้วใช่หรือไม่” นางกล่าวเมื่อเห็นบุตรสาวตัวน้อยเริ่มส่งเสียงประท้วง

“แอ๊ แอ๊”

“ตายแล้ว อาหงพูดกับแม่หรือลูก น่ารักจริง ๆ เลย ท่านพี่ส่งลูกมาให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะให้นมลูก”

เว่ยซือซานส่งบุตรสาวให้ภรรยาอย่างไม่เต็มใจนัก จะไม่ให้ก็ไม่ได้เพราะเจ้าก้อนแป้งน้อยเริ่มถีบแข้งถีบขาประท้วงเขาเสียแล้ว

เว่ยซือเหลียงมองบิดาตนเองก่อนพูดออกมาด้วยแววตาใสซื่อ “ท่านแม่ เมื่อครู่น้องเล็กก็ร้องออกมาแบบนี้ตอนพี่ใหญ่ถาม แต่ท่านพ่อหาว่าน้องเล็กเรียกท่านพ่อ”

สิ้นคำบุตรชายคนรองหลิวลี่หงก็หัวเราะออกมาพร้อมมองสามีด้วยสายตารู้ทัน ส่วนผู้เป็นสามีนะหรือนอกจากปั้นหน้าถมึงทึงแล้วยังมองบุตรชายคนรองด้วยสายตาตักเตือนอีกด้วย

เจ้าลูกหมา สงสัยข้าเลี้ยงดูเจ้าสุขสบายเกินไป เห็นทีว่าต้องส่งไปอยู่ในค่ายทหารแล้ว

“ท่านพี่เจ้าคะ” นางปรามออกมาเมื่อเห็นสายตาไม่น่าไว้วางใจของสามี

“ลี่เอ๋อร์” แม่ทัพคู่เเคว้นหน้าม่อยคอตก ช้อนสายตามองภรรยาอย่างน่าสงสาร

เขาจะพูดอันใดได้เล่า ตั้งแต่แต่งงานกันมาเขาก็ยอมและเชื่อฟังนางที่สุดอยู่แล้ว หากนางบอกซ้ายย่อมไม่มีวันที่เขาจะไปขวา ดูก็รู้ว่าเขารักนางมากเพียงใด ใต้หล้านี้ไม่มีใครรักภรรยาได้เท่าเขาอีกแล้ว อ้อ ยกเว้นท่านพ่อของเขาไว้คนหนึ่ง เพราะท่านพ่อก็รักท่านแม่ของเขามากเช่นเดียวกัน

ซึ่งสองผู้เฒ่าที่เว่ยซือซานกล่าวถึงบุตรชายไล่กลับไปพักแล้ว ด้วยเห็นว่ามันดึกเกินไป สุขภาพทั้งสองยิ่งไม่ค่อยดี ควรพักผ่อนให้มากกว่านี้ เว่ยซือซานจึงให้กลับไปพัก ค่อยมาเยี่ยมหลานสาวในวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้รวมถึงบิดามารดาของหลิวลี่หงเองด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าสองคนหลังได้เก็บเสื้อผ้ามานอนที่จวนตระกูลเว่ยเรียบร้อยแล้ว รอจนถึงรุ่งสางพวกเขาจะพากันมาเยี่ยมหลานน้อยโดยไว

*****

สังเกตไหมคะว่าบางอย่างมันต่างจากของเดิม คือถ้าไม่เริ่มอัปใหม่ตั้งแต่ต้น อาจงงได้นะ

พบเจอคำผิดแจ้งได้นะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...