โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (1) : ประตูผี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ก.ค. 2567 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2567 เวลา 02.31 น.

การออกแบบเมืองไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด “พื้นที่ความตาย” คือหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดของเมืองที่ต้องคำนึงถึง เพราะไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ มารวมตัวอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่นมากไปกว่าเมือง ซึ่งทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่รวมของคนตายเอาไว้มากที่สุดเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การจัดการความตายหรือพูดให้ชัดคือการจัดการซากศพของคนที่ตายไปแล้ว รวมถึงจัดการอารมณ์ความรู้สึกของญาติมิตรที่ยังคงต้องมีชีวิตต่อไป จึงเป็นภารกิจใหญ่ที่เมืองทุกแห่งต้องเผชิญ ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพฯ

หากเราสังเกตองค์ประกอบของเมืองรอบตัวก็จะพบว่า พื้นที่ความตาย (รวมไปถึงบางส่วนของร่างกายคนตาย) ได้แทรกตัวอยู่กับเรามากกว่าที่คิด เมรุเผาศพ สุสาน ป่าช้า โรงพยาบาล วัด เจดีย์บรรจุอัฐิ เนินดิน อนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์บางแห่ง ร้านขายโลงศพ บริษัทรับจ้างจัดพิธีศพ ร้านดอกไม้ ไปจนถึงต้นไม้บางต้น โกศบรรจุกระดูกและป้ายวิญญาณที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหรือหิ้งภายในบ้าน

พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่สำหรับจัดการความตายและซากศพในความหมายของสิ่งปฏิกูลสกปรกและแหล่งรวมเชื้อโรคซึ่งเป็นมิติทางกายภาพเท่านั้น

แต่ยังสะท้อนนัยยะทางสังคมหลายอย่างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความตาย การมองความตายที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ความอาลัยอาวรณ์ของคนที่ยังอยู่ การจัดวางช่วงชั้นทางสังคมของผู้คนในเมือง การเปลี่ยนผ่านจากสังคมแบบจารีตสู่สังคมสมัยใหม่ ไปจนถึงอุดมการณ์แห่งรัฐ

นัยยะแฝงเหล่านี้ บางอย่างเราอาจมองไม่เห็นชัดมากนักหากพิจารณาจากหลักฐานประเภทอื่น ดังนั้น การหันมาศึกษาพื้นที่ความตายจึงอาจเป็นหนึ่งในวิธีการที่ช่วยเราทำความเข้าใจสังคมในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

กล่าวให้ชัดก็คือ การศึกษาพื้นที่ความตาย สิ่งที่ได้อาจไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจความตายมากขึ้น แต่คือการทำความเข้าใจสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ในรูปแบบต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังวิธีการจัดการความตาย

กรอบแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย มีงานมากมายที่ใช้กรอบแนวคิดนี้ในการศึกษา ในกรณีสังคมไทย โดยเฉพาะพื้นที่เมืองกรุงเทพฯ ก็มีงานหลายชิ้นที่ศึกษาความตายในลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่สนใจเรื่องเมืองและงานสถาปัตยกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ มาพอสมควร ก็พบว่า งานที่มีอยู่ยังอธิบายได้ไม่ครอบคลุมนัก

ดังนั้น เลยอยากลองอธิบายในมุมที่ตนเองสนใจดู และคิดว่าอาจจะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจมากขึ้น

กรุงเทพฯ เมื่อแรกสร้างในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การออกแบบพื้นที่ความตายเป็นโจทย์หนึ่งที่สำคัญในการสร้างเมือง (ไม่ต่างจากเมืองทั้งหลายในโลก) มีงานหลายชิ้นอธิบายในส่วนนี้ไว้ดีแล้ว ดังนั้น จะขอสรุปมาโดยสังเขปดังนี้ โดยจะแทรกประเด็นความเห็นบางอย่างลงไปประกอบ

กรุงเทพฯ คือเมืองแบบยุคกลางที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีป้อม 14 ป้อม และกำแพงสูงใหญ่ล้อมรอบเมืองเอาไว้ทุกด้าน ตัวกำแพงเจาะเป็นช่องประตูเมืองขนาดใหญ่ 16 ประตู และประตูขนาดเล็ก (เรียกว่าประตูช่องกุด) 47 ประตู กระจายตัวอยู่ตลอดความยาวของกำแพงเพื่อทำหน้าที่เป็นช่องทางสำหรับการสัญจรเข้าออกเมือง

พื้นที่ภายในกำแพง คือส่วนสำคัญที่สุด สถานที่ราชการ วัดวาอาราม วังเจ้านาย ตลอดจนบ้านเรือนของผู้คนและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าล้วนตั้งอยู่ในส่วนนี้ แน่นอน เราคงจินตนาการได้ถึงปริมาณมากมายของผู้คนที่อยู่อาศัยภายในกำแพงเมือง และจำนวนของผู้คนที่ต้องล้มตายลงในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนตายภายในเมือง (ตามความเชื่อที่ส่งทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาหรืออาจจะก่อนหน้านั้น) การจัดการศพ ไม่ว่าจะด้วยการเผาหรือฝัง จะไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำในพื้นที่ภายในกำแพงเมืองโดยเด็ดขาด มีเพียงศพของกษัตริย์และเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าเท่านั้นที่จะได้รับการยกเว้น โดยมีการประกอบพิธีศพขึ้นบริเวณท้องสนามหลวงหรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า ทุ่งพระเมรุ

ภายในกำแพงเมือง แม้จะมีวัดสร้างขึ้นมากมาย แต่ไม่มีวัดแห่งใดเลยที่จะถูกออกแบบขึ้นสำหรับการจัดการเผาศพหรือฝังศพ แม้กระทั่งในปัจจุบันลักษณะความเชื่อนี้ก็ยังคงอยู่

ส่วนศพของคนที่มีสถานะต่ำกว่านั้นลงมา ทุกศพจะต้องถูกขนย้ายออกมาประกอบพิธีตามความเชื่อทางศาสนาของตนนอกกำแพงเมือง แต่การขนย้ายก็ไม่สามารถทำได้โดยอิสระ

เพราะตามความเชื่อแล้ว ศพคือสิ่งอวมงคลที่จะสามารถนำออกนอกเมืองได้โดยประตูเดียวเท่านั้น คือ “ประตูผี”

ประตูผีของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ตรงบริเวณ “ประตูสำราญราชย์” ซึ่งในปัจจุบันคือบริเวณสี่แยกสำราญราษฎร์

กรณีนี้มีข้อสันนิษฐานที่แยกออกเป็น 2 แบบที่ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน โดยแบบแรกเชื่อว่า “ประตูสำราญราชย์” คือประตูผี ส่วนแบบที่สองเชื่อว่า ประตูผีควรมีลักษณะเป็นประตูขนาดเล็กแบบประตูช่องกุดมากกว่า โดยน่าจะตั้งอยู่ข้างๆ ใกล้ๆ กับประตูสำราญราชย์

จากแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย พ.ศ.2430 พบว่าบริเวณนี้มีประตูอยู่ใกล้กัน 2 ประตู คือ ประตูสำราญราชย์และประตูช่องกุด โดยไม่ระบุรายละเอียดอะไรทั้งสิ้น ทำให้ไม่ทราบได้ว่าประตูไหนคือประตูผีกันแน่

หลักฐานอีกชิ้นจากหอจดหมายเหตุที่แสดงแผนผังพื้นที่บริเวณประตูสำราญราษฎร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ต่างกัน คือแสดงให้เห็นตำแหน่งของทั้ง 2 ประตูโดยไม่มีการระบุว่าประตูไหนคือประตูผี ระบุชื่อเพียงว่า “ประตูสำราญราชย์” และ “ประตูช่องกุด” (ในเอกสารเขียนประตูช่องกุฏิ)

จากหลักฐานที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ชัดเช่นนี้ ทำให้ทั้งสองแนวการสันนิษฐานมีความเป็นไปได้ทั้งคู่

แต่ไม่ว่าจะเป็นประตูไหนก็ตาม อย่างไรบริเวณนี้ก็คือพื้นที่ที่ถูกกำหนดมาให้เป็นพื้นที่อวมงคลของเมือง ซึ่งจะต้องมีการออกแบบจัดวางตำแหน่งต่างๆ ของเมืองตามความเชื่อ เพื่อปกป้องคุ้มครองเมืองจากสิ่งชั่วร้ายที่อาจเกิดขึ้น

จากการศึกษาของอาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เรื่อง “ประตูผี และหน้าที่ของ ‘พระแก้วมรกต’ จากแนวคิด-หลักฐานทางประวัติศาสตร์” (ดูใน https://www.silpa-mag.com/history/article_10387) เสนอว่า ประตูเมืองตามขนบจารีต ทุกประตูจะต้องมีการลงคาถาอาคมเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้าเมือง

แต่ประตูผีจะต่างออกไปโดยจะงดเว้นการลงคาถา ที่ทำเช่นนั้นเพื่อที่จะทำให้ศพคนตายและวิญญาณสามารถเดินทางออกนอกเมืองเพื่อไปทำการเผาได้ (หากประตูผีมีการลงคาถาไว้ วิญญาณคนตายอาจไม่สามารถออกจากประตูพร้อมกายเนื้อที่ตายแล้วได้)

ด้วยความที่ประตูผีไม่มีการลงคาถา ย่อมทำให้สิ่งชั่วร้ายอาจย้อนเข้ามา ดังนั้น ประตูผีของเมืองจึงจำเป็นต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นคอยเฝ้าระวังมิให้ความชั่วร้ายและอัปมงคลต่างๆ เข้ามา

ซึ่งอาจารย์พิเศษเสนอว่า กรุงเทพฯ กำหนดให้พระอุโบสถวัดพระแก้วทำหน้าที่นี้ โดยวางตำแหน่งพระอุโบสถตรงแนวแกนพอดีกับประตูผี เพื่อให้พระแก้วมรกตทำหน้าที่ปกป้องสิ่งชั่วร้ายจากนอกเมืองที่อาจผ่านเข้ามาทางประตูผี

ควรกล่าวไว้ด้วยว่า มีนักวิชาการบางท่านมองว่า ประตูผีไม่น่าจะเป็นประตูเดียวที่อนุญาตให้นำศพออกได้ โดยหากชาวบ้านตายลงในทิศอื่นของเมืองก็สามารถขนศพออกไปทางประตูทิศนั้นๆ ได้เลย เพื่อไปทำการเผาศพในวัดที่ใกล้บริเวณทิศนั้นๆ เช่น ทิศเหนือคือวัดสังเวช และทิศใต้คือวัดบพิตรภิมุข

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเมืองแบบจารีตมีคติความเชื่อในเรื่องของสิ่งเหนือธรรมชาติค่อนข้างเคร่งครัด ซากศพคนตายและพื้นที่จัดการความตายซึ่งถือเป็นพื้นที่อวมงคลนั้นต้องมีการควบคุมและจัดแยกออกไปอย่างชัดเจน

การปล่อยให้เมืองสามารถขนย้ายซากศพออกได้หลายแห่ง โดยขาดการออกแบบจัดวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดูแล (ในกรณีแบบพระแก้วมรกต) เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะยอมรับได้

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า การขนย้ายศพคนตายของเมืองกรุงเทพฯ ยุคจารีต น่าจะทำได้เพียงจุดเดียวคือบริเวณประตูผี

ประเด็นต่อไปคือ ประตูผีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดการความตาย เมื่อนำศพออกนอกเมืองแล้วต้องนำไปจัดการต่อที่ป่าช้าหรือพื้นที่เผาศพ ซึ่งในกรณีเมืองกรุงเทพฯ ยุคจารีต พื้นที่สำคัญที่สุดที่ทำหน้าที่นี้ คือ “ป่าช้าผีดิบวัดสระเกศ”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (1) : ประตูผี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...