โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดแผนยกระดับดัชนีตลาดหุ้นไทยสู่ 2000 จุด ภายใน 5 ปี

The Better

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 05.52 น. • THE BETTER

คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 35 (วตท.35) มีเป้าหมายที่ต้องการจะยกระดับดัชนีตลาดหุ้นไทยไปสู่ 2,000 จุดภายใน 5 ปี จึงได้ร่วมกันจัดทำงานวิจัย “Mission 2000” ฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางในการนำไปสู่การปฎิบัติจริงให้บรรลุเป้าหมาย

การวิจัย "Mission 2000" มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ยกระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากระดับปัจจุบัน (~1,200 จุด) ไปสู่ 2,000 จุด ภายในระยะเวลา 5 ปี คิดเป็นการเติบโตประมาณ 66% โดยตั้งอยู่บนแนวคิด "ลูกธนูสามดอก" (Three Arrows) ประกอบด้วยข้อเสนอด้าน Hard Infrastructure ข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure และข้อเสนอการปฏิรูปรายภาคส่วนด้านการแพทย์ (Medical Hub)

สถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยประสบภาวะชะงักงัน โดยติดกับดักรายได้ปานกลาง มีการเติบโตหลังโควิด-19 เพียง ~2.2%ต่อปี ขาดเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ และมีความท้าทายเชิงโครงสร้างเช่น สังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานคุณภาพ และโครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัย นอกจากนั้น ยังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลง

งานวิจัยตั้งสมมติฐานปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 3 ประการเพื่อบรรลุเป้าหมาย SET 2000 คือ (1) เพิ่มค่า PE Multiple จาก 14 เท่าเป็น 18 เท่า อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น (2) อัตราการเติบโตของกำไร (Earnings Growth) ที่ 3.65% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง 5 ปี และ (3) บริษัทจดทะเบียนต้องมีการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี

ข้อเสนอด้าน Hard Infrastructure เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่รวมถึงระบบการจัดการน้ำ ระบบชลประทาน การพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยง และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคาดว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาด 22% GDP ใน 5 ปีข้างหน้า จะสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น 1.5-2% ต่อปีจากกรณีฐาน หากเป็นโครงการที่เพิ่มผลิตภาพจริง

ข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure แบ่งเป็น (1) การปฏิรูปการคลัง โดยขยายฐานจัดเก็บภาษีควบคู่ไปกับการปรับอัตราภาษีให้สามารถแข่งขันได้เพิ่มแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง พร้อมกับการทยอยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามความเหมาะสม เเละ จัดเก็บภาษีชนิดอื่นฯเพิ่มเติมเช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม เเละ ภาษีธุรกิจดิจิทัล

(2) การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณ เพื่อเริ่มการเรียนรู้ตั้งเเต่วัยเยาว์ ไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน นําเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงหลักสูตรเพิ่มเน้นทักษะสมัยใหม่เช่น ความรู้ทางการเงิน ผู้ประกอบการ เเละ ทักษะดิจิทัล

(3) การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยผลสำรวจพบว่า 80% ของผู้บริหารมีความเชื่อมั่นระดับปานกลางต่อการรักษาอัตราเติบโตที่ 5% ต่อปี ต่อเนื่อง 5 ปี ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้ธุรกิจไทยควรพัฒนาทั้งในแนวดิ่ง (Vertical) เพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทาน และแนวนอน (Horizontal) เพื่อขยายตลาดและกระจายความเสี่ยง โดยการวิเคราะห์แบบจำลอง SEM พบว่าการลงทุนและนวัตกรรม (β = +0.41) และธรรมาภิบาลองค์กร (β = +0.33) มีอิทธิพลสูงสุดต่อการเติบโตของธุรกิจ

(4) การยกระดับธรรมาภิบาล จากผลการวิเคราะห์พบว่าบริษัทที่มีธรรมาภิบาลระดับ "ดีเยี่ยม" มี ROE > 10% ถึง 80% และ 70% ของบริษัทกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในการรักษาอัตราเติบโต 5% ต่อปี อย่างไรก็ตามพบความท้าทายเช่น โครงสร้างการถือหุ้นแบบกระจุกตัว ขาดความหลากหลายในคณะกรรมการ และการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG ยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสรุปได้ว่าการเพิ่มอำนาจให้แก่ ก.ล.ต. ตามที่กำหนดในพระราชกำหนด สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ลดขั้นตอนและเวลาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการความคุ้มครองมากขึ้น

(5) การปฏิรูปนโยบายการเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดทุนไทย โดยนโยบายการเงินควรเน้นทิศทาง "Pro-Growth Stability" เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอลงอย่างมาก โดยพิจารณาใช้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ หรือการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันการเงินเพื่อฟื้นฟูสภาพคล่องทางการเงิน และสนับสนุนการอ่อนค่าของเงินบาทเพื่อส่งเสริมการส่งออกและการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุนไทยผ่านการลด Tick Size / spread ระหว่างราคาเพื่อลดต้นทุนทางธุรกรรม (transaction cost) และพัฒนาสมดุลด้านอุปสงค์, ส่งเสริม Share Buyback, ดึงดูดกองทุน Passive ต่างประเทศ, สนับสนุน Market Making สำหรับหุ้นขนาดกลางและเล็ก, และลดข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องที่ลดลงและการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่

ข้อเสนอการปฏิรูปรายภาคส่วนด้านการแพทย์ (Medical Hub) เป็น "ลูกธนูดอกสำคัญสู่ SET 2000" โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่ม HEALTH จาก 6% เป็น 12% ของมูลค่าตลาดรวมภายใน 5 ปี คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 27.6% ต่อปี การพัฒนาต้องมีการปฏิรูป 5 ด้านคือ กฎระเบียบและนโยบาย โครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศนวัตกรรม ทักษะและทุนมนุษย์ การลงทุนและพัฒนาธุรกิจ และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป้าหมาย

แผนปฏิบัติการแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะสั้น (ปีที่ 1-2) เน้นเริ่มโครงการนำร่อง ปฏิรูปกฎระเบียบเร่งด่วน และส่งเสริม Digital Transformation ระยะกลาง-ยาว (ปีที่ 3-5) มุ่งขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปฏิรูปภาษี และพัฒนากลไกทางการเงินใหม่ๆ ผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับคือ GDP เติบโตเพิ่มขึ้น 0.5-1.0% ต่อปี สร้างการจ้างงานคุณภาพสูง 100,000 ตำแหน่ง

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินแผนยุทธศาสตร์นี้ ประกอบด้วยความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ความต่อเนื่องของนโยบาย การพัฒนาทุนมนุษย์ที่เพียงพอ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ การปฏิรูปภาคการแพทย์ การปฏิรูปด้าน Soft Infrastructure ทั้ง 5 ด้าน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure) จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืนรวมถึงมาตรการสนับสนุนตลาดเงินตลาดทุนอย่าง มาตรการ TISA (Thai Individual Saving Account) หรือมาตรการบัญชีเพื่อการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งเงินปันผล กำไรจากส่วนต่างราคา และดอกเบี้ย และมาตรการ Jump+ หรือมาตรการยกเว้นภาษีกำไรส่วนเพิ่มหากบริษัทเติบโตตามแผนและนิรโทษกรรมภาษีสำหรับบริษัทนอกตลาดที่ถูกควบรวมกับบริษัทจดทะเบียน จะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยและทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยขึ้นสู่ 2000 จุดได้ภายใน 5 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...