รัฐบาลกัมพูชาแถลงย้ำจุดยืน ส่งข้อพิพาท 4 พื้นที่กับไทยให้ศาลโลกตัดสิน และจะไม่คุยเรื่องนี้ในการประชุม JBC แล้ว
สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงน่าจับตา หลังจากที่วานนี้ (4 มิถุนายน 2568) นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียยืนยันว่ารัฐบาลไทยยืนยันหลักอธิปไตยและประโยชน์สูงสุดของประเทศ และย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินสถานการณ์รอบด้าน
ล่าสุด รัฐบาลกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ย้ำจุดยืน โดยระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งเรื่องพิพาทพื้นที่อ่อนไหวที่มีประเด็นกับประเทศไทยมาอย่างยาวนานทั้ง 4 พื้นที่ไปให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสิน โดยหวังว่าไทยเองจะส่งข้อพิพาทดังกล่าวนี้ไปให้ศาลฯ ตัดสินด้วยเช่นกัน ขณะที่กัมพูชาจะยังคงเข้าร่วมการเจรจากับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่กำหนดในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ แต่จะไม่มีหัวข้อเรื่องข้อพิพาทนี้ในการประชุม
เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชา (RGC) ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีพรมแดนร่วมกันซึ่งสร้างขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสเป็นอาณานิคม
รัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความตึงเครียด และความสูญเสียก็ตาม
ในแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชา พยายามแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เห็นได้ชัดจากการดำเนินการในอดีต ซึ่งรวมถึงการส่งข้อพิพาทไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งตัดสินให้กัมพูชาชนะในปี 2505 และอีกครั้งในปี 2556 ในข้อพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย การกระทำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งของเราที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ
รัฐบาลกัมพูชาบอกว่า เป็นเรื่องน่าสลดใจที่ในช่วงเช้าของวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่กองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่ฐานทัพของกัมพูชาในหมู่บ้าน Techo Morokot จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นฐานทัพของกัมพูชา โดยจากการตอบโต้กันนั้นทำให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต
RGC ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อการใช้กำลังโดยที่ไม่ได้เกิดจากการยั่วยุ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และหลักการของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของกัมพูชาอย่างร้ายแรง ซึ่งระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสองประเทศเมื่อปี 2543
รัฐบาลกัมพูชา ระบุด้วยว่า เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่ากังวลหลายประการ ที่เน้นย้ำถึงข้อจำกัดของกลไกการแก้ไขข้อพิพาทในปัจจุบัน ในการแก้ไขข้อขัดแย้งที่มีมายาวนานตามแนวชายแดนร่วมของไทยและกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ และเพื่อผลประโยชน์ของการหาทางแก้ไขที่ยุติธรรม เป็นกลาง และยั่งยืน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2568 RGC จึงได้ตัดสินใจส่งข้อพิพาทพื้นที่อ่อนไหวทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ มอมเบย (Mom Bei), ปราสาทตาเมือนธม (Ta Moan Thom Temple) , ปราสาทธม (Thom Temple), ปราสาทตาเมือนโต๊ะ (Ta Moan Tauch Temple) และ ปราสาทตาควาย (Ta Krabei Temple) ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในกรุงเฮก
กัมพูชาจะยังคงมีส่วนร่วมผ่านกรอบงานทวิภาคีที่มีอยู่ แต่ประเด็นการข้อพิพาทพื้นที่ทั้ง 4 ที่กล่าวถึงข้างต้นจะไม่รวมอยู่ในวาระการประชุม JBC ในวันที่ 14 มิถุนายนครั้งนี้
“กัมพูชาแสดงความหวังว่าประเทศไทยจะให้ความร่วมมือในการส่งต่อกรณีข้อพิพาทนี้ไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศร่วมกัน โดยคำนึงถึงความยุติธรรม การสร้างความไว้วางใจ มิตรภาพระยะยาว และความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถบรรลุความร่วมมือได้ กัมพูชาก็พร้อมที่จะดำเนินการอย่างอิสระ”
“รัฐบาลขอเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนดำเนินการในประเด็นนี้ด้วยความสงบและอดทน และอย่าให้กลายเป็นเรื่องของความรู้สึกทางชาติพันธุ์หรือชาตินิยม เราเน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการรักษาความสัมพันธ์ปกติกับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือในวงกว้าง เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนของเรา” แถลงการณ์ระบุ