โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผวาสหรัฐเก็บภาษีไทยโหด 36% ทุบขีดแข่งขันพ่ายเวียดนาม จี้ทุกฝ่ายเตรียมรับมือ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 06.45 น.

ประเทศไทยเดินหน้าเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีตอบโต้สูงสุด 36% ที่อาจเริ่มบังคับใช้หลังเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจนจากฝั่งสหรัฐ ว่าจะตอบรับข้อเสนอจากไทยมากน้อยเพียงใด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้เกมเจรจาครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคส่งออกไทยไปสหรัฐในช่วง 3 ปีนับจากนี้ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐ สามารถออกได้ในหลายฉากทัศน์ โดยปัจจุบันไทยเพิ่งเข้าสู่กระบวนการเจรจากับสหรัฐ ขณะที่หลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ได้เจรจารอบแรกไปก่อนหน้าแล้ว

ล่าสุดเวียดนามได้ข้อสรุปผลการเจรจากับสหรัฐแล้ว โดยที่สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียนามในอัตรา 20% และในอัตรา 40% สำหรับสินค้าจากต่างประเทศ(ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจีน) ที่ถูกมองว่าเป็นสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออกไปสหรัฐ ขณะที่เวียดนามจะยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเป็น 0%

สำหรับฉากทัศน์หลักของไทยที่เพิ่งเจรจารอบแรกกับสหรัฐ และยังไม่มีการเปิดเผยในรายละเอียดครั้งนี้ ในเบื้องต้นมองว่ามีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง

ฉากทัศน์แรก ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเจรจาไม่สำเร็จ และสหรัฐ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้ที่ 36% ตามที่ประกาศไว้ มูลค่าส่งออกไทยทั้งปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 6-6.5% จากที่ช่วง 5 เดือนแรกขยายตัวได้ 14.9% แม้ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ยังตั้งเป้าหมายการส่งออกไทยทั้งปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 10% ก็ตาม

ฉากทัศน์ที่ 2 กรณีเจรจาบรรลุผลในเส้นตาย ไทยอาจถูกเก็บภาษีในอัตราตํ่าลง เช่น 15-20% ซึ่งจะทำให้ส่งออกทั้งปีโตได้ 8-8.5% และไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งขันรวมถึงเวียดนามมากนัก

ฉากทัศน์ที่ 3 กรณีเจรจาไม่จบ แต่สหรัฐขยายเวลาออกไปอีก 15-30 วัน เพื่อเปิดโอกาสเจรจาในรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งเดิมมองว่าก็มีความเป็นไปได้ที่จะออกแนวทางนี้ เพราะสหรัฐ เองยังอยู่ระหว่างเจรจากับอีกกว่าร้อยประเทศทั่วโลก โดยมีเพียงอังกฤษ จีน และเวียดนามเท่านั้นที่สามารถตกลงกันได้แล้ว

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

อย่างไรก็ดีล่าสุดขณะที่รายงานข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมเริ่มส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้าให้ประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป โดยจะทยอยส่งให้ครั้งละ 10 ประเทศ ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายจากการเจรจาแบบรายประเทศมาเป็นการประกาศภาษีพร้อมกัน เพื่อลดความซับซ้อนจากการเจรจากับกว่า 170 ประเทศทั่วโลก

โดยอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจะแตกต่างกันไป เช่น 10% สำหรับประเทศที่มีข้อตกลงบางส่วน และสูงถึง 20–30% สำหรับประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลง ส่วนคู่ค้าหลักที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น อาจโดนสูงถึง 20–26%

สำหรับประเทศที่ยังไม่มีการเจรจาใด ๆ จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงมาก เช่น เลโซโท 50%, มาดากัสการ์ 47% และไทย 36% (ข้อเท็จจริงไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐและยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้า)

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เพิ่งตกลงลดภาษีเวียดนามจาก 46% เหลือ 20% เมื่อวันที่ 3 กกรกฎาคม ขณะที่รัฐมนตรีการคลังสหรัฐคาดจะมีการเร่งประกาศข้อตกลงหลายฉบับก่อนถึงเส้นตาย 9 กรกฎาคม ซึ่งอาจมีการขึ้นภาษีรอบใหญ่ตามมา

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีตอบโต้ที่ไทยจะได้รับจะเป็นอย่างไร จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอเพื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีของประเทศที่เป็นคู่แข่งขันสำคัญของไทยที่จะได้รับเช่น มาเลเซีย ซึ่งเดิมจะถูกเก็บภาษีที่ 24% อินโดนีเซียที่ 32% กัมพูชาที่ 49% และลาวที่ 48% ว่าที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร นอกเหนือจากเวียดนามที่ทราบข้อสรุปไปแล้ว ว่าสหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามที่ 20%

โดยหากไทยได้รับอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกันกับเวียดนาม คงไม่เสียเปรียบในการแข่งขันส่งออกสินค้าไปสหรัฐไปจากเดิมมากนัก แต่หากที่สุดแล้วกรณีเลวร้ายไทยเสียภาษีที่ 36% คงเสียเปรียบในการแข่งขันกับเวียดนามมาก ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต้องเตรียมวางแผนรับมือร่วมกัน

“ถ้าสหรัฐเปลี่ยนมาจัดเก็บภาษีทุกประเทศในอัตราเดียวกันที่ 25% อย่างที่ทรัมป์พูดไว้ก่อนหน้านี้ ก็อาจช่วยลดแรงเสียดทานจากบางประเทศได้บ้าง แต่จีนอาจไม่ยอม เพราะเขาเพิ่งตกลงกับสหรัฐว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่ 55% เทียบกับที่จีนเก็บภาษีสหรัฐแค่ 10%” ดร.อัทธ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...