Business Today Thai Politics 3 กรกฎาคม 2568
รองนายกรัฐมนตรี “สุริยะ” นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์
วันนี้ (3 ก.ค.68) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เดินทางมายังตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายภาพเดี่ยวในเครื่องแบบปกติขาว และถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ก่อนที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี ออกเดินทางจากทำเนียบรัฐบาล
โดยรถตู้ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดเตรียมไว้ ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะรัฐมนตรีเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ว่า “ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีใหม่ได้มาถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ข้าพเจ้าก็ขอแสดงความชื่นชม ในความตั้งใจของทุกท่าน ที่จะปฏิบัติงานโดยมีชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประชาชนทุกคน ต่างก็ต้องการความสุข และความมั่นคงปลอดภัย การที่ท่านทั้งหลาย ซึ่งมีหน้าที่บริหารกิจการบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนได้ตั้งปณิธานไว้อย่างถูกต้อง ว่าจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และประกาศปณิธานนั้นอย่างหนักแน่นเข้มแข็ง ก็จะเป็นการเพิ่มพูนกำลังใจให้แก่ตนเอง และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้”
“ข้าพเจ้าจึงขอเอาใจช่วยทุกท่าน และขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรู้ความสามารถ และความคิดจิตใจที่เป็นสุจริต เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความเจริญมั่นคงอย่างยั่งยืน ขออำนวยพรให้ทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยดี และมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน”
ครม.นัดพิเศษมอบ “ภูมิธรรม” รักษาการนายกฯ เบอร์หนึ่ง
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 26/2568 วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ เรื่องการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้
โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทน นายกรัฐมนตรี ตามลำดับดังนี้ 1. นายภูมิธรรม เวชยชัย 2. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 3. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 4. นายพิชัย ชุณหวชิร และ 5. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
โดยในการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ในการเป็นประธานกรรมการใน คกก. หรือองค์กรใด ส่วนในกรณีที่ผู้รักษาราชการแทนตาม 2-5 จะสั่งการใดอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบฯ อันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ กองอาลักษณ์ฯ เห็นว่า การเสนอ ครม. พิจารณาการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและเป็นอำนาจของ ครม. ตามความใน ม.41 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ดังนั้น จึงเห็นควรเสนอ ครม. ต่อไป โดยที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ
“ชูศักดิ์” รับ คิดถอนร่าง พ.ร.บ. เอนเตอร์เทนเม้นท์ฯ จากสภาฯ
วันนี้ (3 ก.ค.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงวาระพิจารณาร่างกฎหมายของสภาในสัปดาห์หน้า นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เห็นว่าจะมีการเลื่อนวาระเอากฎหมายประชามติมารับรองก่อน และคาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมได้ เพราะเป็นคิวถัดไป
เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม จุดยืนของฝั่งรัฐบาลคือ ต้องไม่มีมาตรา 112 ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคคุยกันอยู่ กำลังขอมติพรรคร่วมฯ
เมื่อถามถึงร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า กำลังคิดอยู่ว่าจะขอเลื่อน หรือถอนไปก่อน ซึ่งการถอนนั้น โดยปกติต้องขอมติจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่หากสภาไม่ติดใจ ก็ถอนไปเลย
เมื่อถามว่า อะไรทำให้เริ่มคิดว่าจะถอนร่างดังกล่าว นายชูศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์แบบนี้รัฐบาลคงคิดว่า มีการปรับคณะรัฐมนตรีและมีรัฐมนตรีใหม่เข้ามา จึงควรนำเรื่องนี้มาคุยกันให้สะเด็ดน้ำก่อน และมาเช็คดูว่ามันพอเพียงหรือไม่
“สมศักดิ์” สวนกลับภูมิใจไทย เรียกร้องควบคุมกัญชาไม่ให้เกลื่อนเมือง
ทำเนียบ วันนี้ (3 ก.ค.) นายสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงความชัดเจนกรณีการจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดและใช้รักษาทางการแพทย์เท่านั้น ว่า ในเรื่องของใบสั่งซื้อที่แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ออกเงื่อนไขว่าผู้ที่จะใช้สามารถใช้ได้ในกรณีใดบ้าง ก็จะต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทยสภา
ในส่วนของร้านกัญชาที่ยังเปิดขายกันอยู่โดยทั่วไปตอนนี้จะมีการไปทำความเข้าใจหรือไม่นั้น นายสมศักดิ์ บอกว่า จะต้องมีการอบรม ภายในโดยภายในเดือนกรกฎาคมนี้จะมีการทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการร้านกัญชา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและไม่ขัดต่อกฎหมาย และการประกอบกิจการจำหน่ายทางการแพทย์เป็นไปได้อย่างสะดวกราบรื่น ในส่วนของผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง มีใบอนุญาตตามกฏหมายก็ยังสามารถเปิดกิจการต่อไปได้ กลับกันหากไม่มีใบอนุญาตและขัดต่อกฎหมายก็ต้องยกเลิกกิจการ
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยออกมาระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขต้องออกพระราชบัญญัติฯ ควบคุมกัญชา และต้องไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ให้กัญชาเกลื่อนเมือง / นายสมศักดิ์ ระบุว่า กฎหมายจะต้องทำอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่มีประมวลกฎหมายยาเสพติด ในส่วนของยาเสพติดประเภทที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะสามารถ ประกาศควบคุมออกมาได้เลยตามคำแนะนำของคณะกรรมการ ปปส. ปล่อยให้เป็นเกียร์ว่างหากยังทำไม่แล้วเสร็จไม่สามารถจะปล่อยให้เกียร์ว่างได้
ส่วนยาเสพติดที่ต้องใช้กฎหมายคุ้มครองประเภทสมุนไพรแพทย์แผนไทยมากำกับให้ใช้ทางการแพทย์ ก็ต้องไม่ปล่อยให้เกียร์ว่างจะต้องมีกฎหมายข้อบังคับมาควบคุม เหมือน “เรือน้อยลอยในทะเล ใครจะไปไหนก็ไปไม่มีทิศทาง“ ซึ่งมองว่าไม่ได้เพราะจะต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น
นายสมศักดิ์ ยังยกประเด็นเรื่องของ”กระท่อม“ ที่มีการปลดออกจากบัญชียาเสพติดแต่ก็มีการออกกฏหมายมากำกับดูแลได้ทันซึ่งไม่สามารถจะจำหน่ายแบบต้มขายเป็นน้ำได้ ซึ่งเรื่องของกัญชาก็ต้องมีผู้กำกับดูแลให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม เพราะอาจจะมีร้านค้าขึ้นมาอีกมาก ซึ่งนอกจากจะมีกฎหมายหลักแล้วจะต้องมีกฎหมายรอง เรียกว่ากฎกระทรวง และ ประกาศกระทรวงซึ่งรัฐมนตรีฯ สามารถออกได้จากการทำประชาพิจารณ์ เพื่อที่จะออกมาเป็นประกาศ แต่หากไม่รับผิดชอบ และปล่อยประละเลยมาตั้งแต่ปี 2565 มาจนถึง 2568 ทำให้เกิดปัญหาและจะมาโวยวายโทษคนโน้นคนนี้ ตัวเองมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูก
ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่าไม่เชื่อว่ากระทรวงมหาดไทยในยุคของรัฐบาลเพื่อไทยจะดีขึ้น และย้อนให้ไปดูที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ ระบุว่า จะให้ดูประเด็นใดจะได้ชี้แจงถูก ซึ่งตัวเองมาอยู่กระทรวงสาธารณสุขได้ประมาณ 1 ปีก็ดูแลในหลายเรื่องและหลายเรื่องก็เกือบสำเร็จไป อาทิเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บที่มีถึงร้อยละ 76 ที่ส่วนใหญ่มาจากการรับประทานอาหาร จึงมีการเน้นย้ำให้ประชาชนเน้นบริโภคคาร์โบไฮเดรต เพื่อจะเป็นการประหยัดค่ายาและค่ารักษาพยาบาล พร้อมย้ำว่าจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า 40 ล้านคนจะต้องเข้าใจเรื่องนี้
“จิราพร” เข้าร่วมประชุมผู้นำ BRICS ครั้งที่ 17 ที่บราซิล
วันนี้ (3 ก.ค.) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 6 – 7 กรกฎาคม 2568 ร่วมกับผู้นำจาก 10 ประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS และประเทศหุ้นส่วนจากหลากหลายประเทศ ณ นครรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยไทยเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS (Partner Country)
ทั้งนี้ การประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS จะจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เสริมสร้างความร่วมมือโลกใต้เพื่อการสร้างธรรมาภิบาลที่ครอบคลุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น” (Strengthening Global South Cooperation for More Inclusive and Sustainable Governance)”
โดยบราซิลในฐานะประธานกลุ่ม BRICS ปีนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นหลัก 6 ด้าน ได้แก่ (1) สาธารณสุข (2) การค้า การลงทุน และการเงิน (3) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (4) ธรรมาภิบาลของปัญญาประดิษฐ์ (5) การปฏิรูประบบพหุภาคีด้านสันติภาพและความมั่นคง และ (6) การพัฒนากลไกด้านสถาบันของ BRICS การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วนของ BRICS จะย้ำความพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน การส่งเสริมความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
BRICS เป็นกรอบความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มประเทศโลกใต้ที่มีศักยภาพและครอบคลุมประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ปัจจุบัน มีสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย และประเทศหุ้นส่วน 10 ประเทศจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งมีความร่วมมือหลักใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านการเมืองและความมั่นคง (2) ด้านเศรษฐกิจและการเงิน และ (3) ด้านวัฒนธรรมและความร่วมมือระดับประชาชน โดยแบ่งย่อยเป็นสาขาต่าง ๆ อีกหลายสาขา ทั้งนี้ ประเทศไทยเริ่มมีส่วนร่วมใน BRICS มาตั้งแต่ปี 2560 โดยได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ BRICS Plus ครั้งที่ 1 ที่เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน