โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่ชี-สามเณรี-ภิกษุณี รู้จักเส้นทางธรรม "สตรี" ในพุทธศาสนา

Thai PBS

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 07.07 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 07.07 น. • Thai PBS
พุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่และดำรงพระศาสนา พาทำความรู้จักสตรีผู้มุ่งมั่นในเส้นทางแห่งธรรม “แม่ชี” ผู้ถือศีลในเพศฆราวาส “สามเณรี” นักบวชหญิงขั้นต้น และ “ภิกษุณี” ผู้ได้รับการอุปสมบทอย่างสมบูรณ์

จุดเริ่มต้นแห่งการแสวงหาธรรมของสตรีในพุทธกาล ในยุคแรกเริ่มของการประกาศพระพุทธศาสนา การบวชเป็นภิกษุในครั้งนั้นยังคงรวมศูนย์อยู่ที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ซึ่งเรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" ต่อมา เมื่อมีภิกษุเพิ่มขึ้นมากพอสมควร พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุรูปอื่นสามารถบวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวชได้ ซึ่งเป็นที่มาของการบวชแบบ "ติสรณคมนูปสัมปทา" และ "ญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา" ในเวลาต่อมา

ในพรรษาที่ 5 แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธเจ้า ภิกษุณีได้ถือกำเนิดขึ้น การอนุญาตให้สตรีบวชในศาสนานับเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างมากในเชิงวัฒนธรรมและความรู้สึกของประชาชนในสมัยนั้น เนื่องจากวัฒนธรรมอินเดียโบราณยังไม่เคยอนุญาตให้นักบวชหญิงมีในศาสนาและถือว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของผู้ชาย

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยับยั้งการบวชของพระนางมหาปชาบดีโคตมีถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งพระอานนท์ทูลเหตุผลว่า ผู้หญิงก็มีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาต พระนางมหาปชาบดีโคตมีจึงทรงเป็น "ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา"

การเกิดขึ้นของภิกษุณีถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญภายในคณะสงฆ์และสังคมวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวด้านการบริหารจัดการของภิกษุสงฆ์ครั้งใหญ่

ภาพประกอบข่าว

"แม่ชี" ผู้ถือศีลในร่มแห่งธรรม

เมื่อคณะภิกษุณีสงฆ์ในสายเถรวาทประสบปัญหาขาดช่วงและสูญสิ้นไปจากภัยสงครามและความไม่มั่นคงทางการเมืองในภายหลังพุทธปรินิพพาน "แม่ชี" จึงถือกำเนิดขึ้นมาทดแทน ด้วยพลังศรัทธาของสตรีที่ต้องการปฏิบัติธรรม แม่ชีคือสตรีผู้ครองเพศบรรพชิตด้วยการนุ่งขาวห่มขาว และถือศีล 8 หรือ 10 ข้อ

อย่างไรก็ตาม สถานะของแม่ชีนั้นถือเป็นอุบาสิกาหรือคฤหัสถ์ผู้ถือศีล ไม่ใช่ "นักบวชโดยสมบูรณ์" เหมือนสามเณรี หรือภิกษุณี เนื่องจากไม่ได้ผ่านพิธีบรรพชาอย่างเป็นทางการ แม่ชีส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในวัดและปฏิบัติธรรม

"สามเณรี" ก้าวแรกสู่เส้นทางแห่งนักบวชหญิง

บทบาทของสามเณรีนั้นถือกำเนิดขึ้นควบคู่มากับการที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีได้นั่นเอง ตามพระวินัยแล้ว สตรีจะต้องผ่านการบวชเป็นสามเณรีก่อน เพื่อถือศีล 10 ข้อให้บริสุทธิ์ หลักฐานจากคัมภีร์ยังชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลาเพียง 6 พรรษาหลังการตรัสรู้ ก็มีสามเณรีปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากแล้ว

คุณสมบัติเบื้องต้นและศีล 10 ข้อ สำหรับสตรีผู้ที่ประสงค์จะบวชเป็นสามเณรีนั้น โดยทั่วไปต้องมีอายุมากพอที่จะดูแลตนเองได้ (ราว 7-8 ปีขึ้นไป) และที่สำคัญคือต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือสามีเสียก่อน เมื่อเข้าสู่พิธีบรรพชาแล้ว สามเณรีจะต้องสมาทานถือศีล 10 ข้อ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติชุดเดียวกันกับสามเณรชายทุกประการ

จุดแตกต่างที่สำคัญเริ่มต้นที่ขั้นตอนการอุปสมบทเพื่อเป็นภิกษุณี ไม่ว่าผู้หญิงจะอายุเท่าใดก็ตาม หากต้องการบวชเป็นภิกษุณี จะต้องเริ่มต้นจากการเป็นสามเณรีก่อน ผ่านการเป็น "สิกขมานา" (ผู้ถือศีล 6 ข้ออย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 2 ปี) แล้วจึงจะสามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้

ต่างจากฝ่ายชายที่หากอายุเกิน 20 ปี ก็สามารถบวชเป็นพระภิกษุได้ทันที สตรีที่มีอายุ 20 ปี หรือเคยมีครอบครัวมาแล้ว แม้มีอายุ 12 ปี ก็สามารถบวชเป็นสิกขมานาได้เลย แต่สามเณรีที่อายุไม่ถึง 20 ปี และยังไม่ผ่านการแต่งงานมาก่อนนั้น ต้องรอถึงอายุครบ 18 ปีก่อน จึงจะขอสิกขาสมมติจากภิกษุณีสงฆ์เพื่อเป็นสิกขมานาได้

ภาพประกอบข่าว

การฟื้นฟูการบวชสตรีสายเถรวาท

ในยุคปัจจุบันมีการบวชสตรีสายเถรวาทกลับมาอีกครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ที่ประเทศศรีลังกาในปี พ.ศ.2514 ซึ่งได้มีการฟื้นฟูคณะภิกษุณีสงฆ์เถรวาทขึ้นอีกครั้ง สำหรับประเทศไทย การกลับมาของนักบวชหญิงเริ่มต้นจากสายมหายานโดย ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ และในสายเถรวาทโดย ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ปัจจุบันคือ พระภิกษุณีธัมมนันทา) ซึ่งท่านได้เดินทางไปบรรพชาเป็นสามเณรีที่ศรีลังกาเมื่อปี พ.ศ.2544 และอุปสมบทเป็นภิกษุณีในอีก 2 ปีต่อมา ถือเป็นการจุดประกายความหวังให้กับการบวชสตรีในไทยอีกครั้ง

สาเหตุจากการสิ้นสุดของภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาท ที่ได้ขาดช่วงและสูญสิ้นไปประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 สาเหตุมีหลายประการ เช่น ภัยสงคราม, ความไม่มั่นคงทางการเมือง, ข้อจำกัดในการขยายตัวของภิกษุณี, ข้อกำหนดที่ปวัตตินีสามารถบวชภิกษุณีได้เพียง 1 รูป ทุก 2 ปี และภิกษุณีไม่ได้รับอนุญาตให้รอนแรมจาริกไปในที่ต่าง ๆ ได้เหมือนภิกษุ การขาดแคลนภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌาย์จึงทำให้การบวชยุติลง

ขณะที่ในสายมหายาน เช่น จีน, ไต้หวัน, เกาหลี, เวียดนาม การสืบทอดคณะภิกษุณีสงฆ์ไม่เคยขาดสาย ทำให้การบวชสามเณรีและภิกษุณียังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและเป็นที่ยอมรับในสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพประกอบข่าว

"ภิกษุณี" ผู้สมบูรณ์ในพระธรรมวินัย

ภิกษุณี หมายถึง พระผู้หญิง หญิงผู้ที่ได้อุปสมบทแล้วอย่างถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนาเถรวาท ภิกษุณีรักษาศีล 311 สิกขาบท จำนวนสิกขาบทของภิกษุณีมีมากกว่าภิกษุ ซึ่งมี 227 สิกขาบท

พัฒนาการการบวชภิกษุณีในสมัยพุทธกาล

"ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา" เป็นการบวชโดยการรับ ครุธรรม 8 ประการ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตวิธีนี้แก่พระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นรูปแรก ครุธรรม 8 ประการนี้ เป็นข้อกำหนดที่ต้องรักษาตลอดชีวิต จุดประสงค์ของการบัญญัติครุธรรมคือ เพื่อความมั่นคงของพระศาสนา ส่งเสริมการบรรลุคุณธรรมของภิกษุณี และป้องกันอันตรายแห่งพรหมจรรย์

ครุธรรม 8 ประการ ได้แก่

  • แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุ แม้บวชในวันนั้น
  • ต้องจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุ
  • ต้องไปถามวันอุโบสถและรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน
  • ต้องปวารณาในสงฆ์ 2 ฝ่ายหลังจำพรรษาแล้ว
  • ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนัก
  • ต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์ 2 ฝ่ายได้
  • ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆ
  • จะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้

ภาพประกอบข่าว

"ญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา" (จากภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว) เป็นการบวชด้วยการสวดกรรมวาจา 4 ครั้ง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์บวชภิกษุณีได้ กลุ่มพระนางสากิยานี (500 คน) ที่ติดตามพระนางมหาปชาบดีโคตมีมา ได้รับการบวชด้วยวิธีนี้

"อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา" (จากสงฆ์ 2 ฝ่าย) เป็นการบวชด้วยการสวดกรรมวาจา 8 ครั้ง คือสิกขมานาต้องอุปสมบทในภิกษุณีสงฆ์ก่อน แล้วจึงไปอุปสมบทในภิกษุสงฆ์ จึงจะสมบูรณ์ การบวชแบบนี้เกิดขึ้นหลังจากปัญหาต่าง ๆ เช่น ภิกษุณีบางรูปไม่มีเครื่องหมายเพศ หรือมีประจำเดือนไม่หยุด ทำให้พระพุทธองค์อนุญาตให้สอบถามอันตรายิกธรรม 24 ข้อก่อน

"ทูเตนอุปสัมปทา (บวชผ่านทูต)" วิธีนี้มีขึ้นสำหรับพระอัฑฒกาสีเพียงรูปเดียว เนื่องจากมีอันตรายระหว่างทาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปบวชกับภิกษุสงฆ์ได้ โดยทูตที่ไปขออุปสมบทแทนจะต้องเป็นภิกษุณีเท่านั้น

การบริหารจัดการบทบาทระหว่าง ภิกษุ-ภิกษุณี

การปกครองสงฆ์ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ พระพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน และมีการบริหารจัดการแบ่งเป็นหมู่คณะ บทบัญญัติสิกขาบทสำหรับภิกษุณีมี 2 กลุ่มหลัก:

  • อสาธารณบัญญัติ (130 ข้อ) ที่ทรงบัญญัติเฉพาะสำหรับภิกษุณีสงฆ์

  • สาธารณบัญญัติ (181 ข้อ) ที่ทรงบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาเหมือนกัน

  • ด้านการปกครอง

พระพุทธเจ้าทรงปกครองภิกษุณีผ่านการบัญญัติครุธรรมและสิกขาบท ภิกษุมีบทบาทโดยตรงในการปกครองภิกษุณี เปรียบเสมือนพี่น้อง ภิกษุทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการบอกสิกขาบท ระงับอธิกรณ์ (คดีความ) และดูแลความปลอดภัยของภิกษุณี ภิกษุณีต้องเคารพภิกษุ แม้ภิกษุนั้นบวชในวันเดียวกัน

จุดประสงค์หลักของการที่ภิกษุเข้ามากำกับดูแลภิกษุณี คือ เพื่อความปลอดภัยของภิกษุณีเอง เช่น กรณีสตรีถูกข่มขืน เพื่อระงับอธิกรณ์ที่ภิกษุณีไม่สามารถระงับกันเองได้ และเพื่ออนุเคราะห์ด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ภิกษุณีก็ปกครองกันเองได้ในบางเรื่อง เช่น การยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง

  • ด้านการเกื้อกูลปัจจัย 4

ทั้งภิกษุและภิกษุณีต้องอาศัยพึ่งพากันในเรื่องจีวร, บิณฑบาต (อาหาร), เสนาสนะ (ที่พัก), และคิลานเภสัช (ยารักษาโรค) การที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบททั้งข้อห้ามและข้ออนุญาต ในการเกื้อกูลกันนั้น ก็เพื่อป้องกันการคลุกคลีที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อครหา และเพื่อรักษาศรัทธาของประชาชน เช่น พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ในบางกรณี ภิกษุได้รับอนุญาตให้นำเสนาสนะที่ตนมีมากไปให้ภิกษุณีใช้ชั่วคราวได้

  • ด้านการศึกษาไตรสิกขา

ไตรสิกขาคือการฝึกฝนพัฒนาตน ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ภิกษุมีหน้าที่รับธุระในการสั่งสอนภิกษุณีทั้งเรื่องวินัยและธรรมะจากพระพุทธเจ้า ภิกษุผู้ให้โอวาทจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะสงฆ์ และมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ภิกษุณีต้องไปถามอุโบสถและรับโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน

  • ด้านการทำสังฆกรรม

สังฆกรรมคือกิจกรรมที่สงฆ์พึงกระทำร่วมกันเพื่อความสามัคคี การบวชภิกษุณีสมบูรณ์ได้ต้องผ่านพิธีในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุณีสงฆ์และภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีเมื่อต้องอาบัติหนักต้องประพฤติปักขมานัต (มานัต 15 ราตรี) และขออัพภาน (การเรียกเข้าหมู่) จากภิกษุสงฆ์ 20 รูป การปวารณา (การยอมให้ขอหรือว่ากล่าวตักเตือน) ก็ต้องทำในสงฆ์ 2 ฝ่ายเช่นกัน สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพิงกันและกันเพื่อความสงบสุขในการประพฤติพรหมจรรย์

ภาพประกอบข่าว

  • ด้านการเผยแผ่

ภิกษุณีมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงยกย่องภิกษุณีผู้เป็นธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) เช่น พระธัมมทินนาเถรี ภิกษุณีปฏาจาราเถรีมีลูกศิษย์จำนวนมากและเป็นผู้สอนธรรม แม้จะไม่มีหลักฐานการเผยแผ่ร่วมกันระหว่างภิกษุและภิกษุณีในพระไตรปิฎกโดยตรง แต่ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชมีการส่งทั้งพระมหินทเถระ (ภิกษุ) และพระสังฆมิตตาภิกษุณีไปเผยแผ่พระศาสนาที่ศรีลังกา ภิกษุณีมีข้อจำกัดในการเดินทางท่องเที่ยวเหมือนภิกษุ เนื่องจากมีภัยอันตรายรอบด้าน แต่ก็สามารถรับรองและสอนธรรมแก่ผู้ที่เข้ามาหาได้

  • ด้านการเกื้อกูลอุบาสก-อุบาสิกา

ทั้งภิกษุและภิกษุณีได้นำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปเผยแผ่ต่ออุบาสกและอุบาสิกา เพื่อเกื้อกูลชาวโลกให้พ้นทุกข์และเป็นประโยชน์สุขแก่สังคมโดยรวม ตัวอย่างเช่น พระภิกษุณีปุณณาเถรี ที่สนทนากับพราหมณ์ผู้เข้าใจผิดเรื่องการอาบน้ำชำระบาป จนทำให้พราหมณ์เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

แม่ชี สามเณรี และภิกษุณี ล้วนมีบทบาทสำคัญในการดำรงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา แม้สถานะและข้อปฏิบัติจะแตกต่างกันไปตามบริบททางประวัติศาสตร์และวินัยบัญญัติ แต่ทุกท่านล้วนเป็นผู้ที่มุ่งมั่นในเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมและการแสวงหาความหลุดพ้น. การทำความเข้าใจในบทบาทเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพที่สมบูรณ์ของพุทธบริษัท 4 และคุณค่าของการปฏิบัติธรรมสำหรับสตรีในพุทธศาสนา

รู้หรือไม่ : การบวชสามเณรีจะต้องมีพระภิกษุณีผู้มีพรรษาอย่างน้อย 12 พรรษาขึ้นไปมาทำหน้าที่เป็น "ปวัตตินี" (พระอุปัชฌาย์ฝ่ายหญิง)

แหล่งข้อมูล : Bhikkhuni - ordination controversy in Theravada Buddhism, Maechi, ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุและภิกษุณี ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

สงกรานต์ 69 ส่อเงียบ “สวนดุสิตโพล” ชี้ คนไทยรัดเข็มขัด สู้ค่าครองชีพไม่ไหว

41 นาทีที่แล้ว

เรือประมง สงขลา-ระยอง จอดนิ่ง หลังราคาน้ำมันพุ่ง

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เสนอ 3 แนวทางแก้น้ำมันพุ่ง “ชัยชนะ”ชี้ลดได้ลิตรละ 10 บาท

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พณ.คุมเข้มส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ ดีเดย์ 7 เม.ย.หวังรักษาสมดุลในประเทศ

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...