โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อยากรวยต้องถือ Bitcoin? ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ ผู้สร้าง รวยติดอันดับ 11 ของโลกแล้ว

TODAY

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 16.08 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 09.08 น. • workpointTODAY

การพุ่งขึ้นของราคาบิทคอยน์ (Bitcoin) ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อภาพรวมของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น แต่ยังทำให้ ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ (Satoshi Nakamoto) ผู้สร้าง Bitcoin ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก

เมื่อราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) แตะระดับ 120,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ หรือประมาณ 3.9 ล้านบาท ทรัพย์สินของนากาโมโตะก็พุ่งแตะกว่า 131,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.8 ล้านล้านบาท กลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดเป็นอันดับ 11 ของโลก

[ รวยกว่าซีอีโอ Dell แต่ยังไม่ติดอันดับ Forbes ]

จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน ‘อาร์กแฮม’ (Arkham) พบว่า ซาโตชิ นากาโมโตะถือ Bitcoin อยู่ประมาณ 1.096 ล้านเหรียญ ผ่านวอลเล็ตหลายพันบัญชี

หากคิดตามราคาตลาดปัจจุบัน เขาจะมีทรัพย์สินมากกว่า ‘ไมเคิล เดลล์’ (Michael Dell) ซีอีโอของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies) ที่มีทรัพย์สินอยู่ราว 125,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 4 ล้านล้านบาท) เสียอีก

อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในลิสต์มหาเศรษฐีของ ‘ฟอร์บส์’ (Forbes) เพราะ Forbes จะนับเฉพาะทรัพย์สินที่ตรวจสอบได้เท่านั้น เช่น หุ้น หรือกิจการที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ส่วนคริปโตเคอร์เรนซีในวอลเล็ตส่วนตัว แม้จะมีมูลค่าสูงเพียงใด ก็ยังไม่ถูกรวมในการจัดอันดับ

[ อยากแซง ‘อีลอน มัสก์’ Bitcoin ต้องขึ้นอีก 208% ]

แม้จะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีแสนล้าน แต่ยังห่างไกลจากอันดับหนึ่งอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ (Elon Musk) ที่มีทรัพย์สินกว่า 404,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 13 ล้านล้านบาท) อยู่มาก

หากต้องการแซงขึ้นไปเป็นที่หนึ่ง ราคา Bitcoin จะต้องพุ่งขึ้นอีก 208% หรือพุ่งขึ้นแตะ 370,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (ราว 20 ล้านล้านบาท) เสียก่อน

ด้านนักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ‘เอริก บัลชูนัส’ (Eric Balchunas) เคยคาดการณ์ว่า ถ้าราคา Bitcoin ยังคงเติบโตปีละ 50% ตามแนวโน้มในอดีต ซาโตชิ นากาโมโตะอาจขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ได้ภายในปี 2026 (2569)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ซาโตชิ นากาโมโตะ ยังไม่เคยถอนเงินหรือเคลื่อนไหวเหรียญในวอลเล็ตเหล่านั้นเลย ทำให้เขาถูกเปรียบเทียบกับ ‘จอห์น ซี. โบเกิล’ (John C. Bogle) ผู้ก่อตั้ง ‘แวนการ์ด’ (Vanguard) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกการเงิน แต่เลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และจากไปในปี 2019 (2562) ด้วยทรัพย์สิน 80 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,500 ล้านบาท)

[ ‘ท็อป-จิรายุส’ อธิบาย คนหมดความเชื่อมั่นดอลลาร์ ]

‘ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา’ CEO Bitkub ให้มุมมองว่าปีนี้ 2025 (2568) เป็นปีตลาดกระทิง (Bull Run) ของ Bitcoin ซึ่งจะวนมาทุกๆ 4 ปี โดยรอบนี้ ราคาเหรียญได้แรงหนุนจากการเข้ามาของนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ‘แบล็กร็อก’ (BlackRock) ‘ไมโครสตาเทรจี้’ (Microstrategy) หรือ ‘วอลล์สตรีท’ (Wall Street)

ยกตัวอย่างกรณีของกองทุน Wall Street ที่แม้จะเข้าลงทุน Bitcoin มาต่อเนื่อง แต่สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวก็ยังไม่ถึง 2% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมดของกองทุน สะท้อนว่า เม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันเหล่านี้ มีแนวโน้มจะไหลเข้ามาลงทุน Bitcoin ได้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกาผ่านร่างกฎหมาย ‘Big, Beautiful Bill’ หรือกฎหมายที่เอื้อให้สหรัฐฯ ก่อหนี้ได้เพิ่มขึ้นนั้น ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเงินดอลลาร์ และยิ่งผลักดันให้กองทุนระดับโลกทยอยเข้าสะสม Bitcoin มากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ เพราะอาจเกิดความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรืออาจเกิดการพิมพ์เงินใหม่ ซึ่งจะส่งผลเงินดอลลาร์ที่นักลงทุนถือถืออยู่มีมูลค่าลดลง (Dilution)

[ Bitcoin จะพุ่งทะลุ 1 ล้านเหรียญในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ]

ปัจจุบัน Bitcoin ขยับขึ้นเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก แซงหน้าหุ้น ‘แอมะซอน’ (Amazon) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีมูลค่าสูงถึง 1 ใน 9 ของมูลค่าของทองคำทั่วโลกอีกด้วย สะท้อนว่า ปัจจุบัน นักลงทุนทอง Bitcoin ว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ไปแล้ว

สำหรับกรอบราคา การประเมินในระยะสั้นนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากราคาเหรียญมีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกชั่วโมง แต่อย่างไรก็ดี แนะนำนักลงทุน ‘ลงทุนต่อเนื่อง’ (Stay Invest) แม้ราคาจะปรับขึ้นร้อนแรง ส่งผลให้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน (Return) สูงสุดในรอบ 1 ปี และสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย

‘ผมยังคงมุมมองเดิมว่า Bitcoin มีโอกาสปรับขึ้นแตะ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 30 ล้านบาท ภายในปี 2030 หรืออีก 5 ปีต่อจากนี้ และถึงวันนั้น Bitcoin จะกลายเป็นทุนสำรอง (Reserve) ที่แบงก์ชาติทั่วโลกต้องหันมาถือ’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...