โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รักษาตัวนอกเรือนจำ’ คดีชั้น 14 – ไต่สวนนัดที่ 4 ผู้บริหาร “ราชทัณฑ์” ใครมีอำนาจส่ง-อนุมัติ นอน รพ.ตำรวจ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 17.08 น.

ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ชั่วโมงของการไต่สวนมีการกล่าวถึงข้อกฎหมาย ระเบียบ และอำนาจตามตำแหน่งของพยานในแต่ละช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร โดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าเรียบเรียงพร้อมลำดับเหตุการณ์จากคำเบิกความทั้งหมด รายละเอียด และใจความบางส่วนที่ถูกเอ่ยขณะไต่สวนว่าข้อเท็จจริง “ไม่ตรงกัน”

ตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้สังกัดกรมราชทัณฑ์ อย่างน้อย 4 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีชั้น 14 นอกจากนี้ยังมีบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริหารทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รวม 2 คน เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเป็นเหตุศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้นัดไต่สวนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. นับเป็นการไต่สวนครั้งที่ 4 ของคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 และในครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้บุคคลภายนอกที่เข้าฟังการไต่สวนจดบันทึกคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารที่ศาลไต่สวน เนื่องจากอาจกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคล

ลำดับข้อเท็จจริง และหน้าที่ตามกฎหมายเหตุการณ์ตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนักโทษชายเด็ดขาด มุ่งหน้าสู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจในช่วงเที่ยงคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2566 จนกระทั่งผ่านไป 180 วันสู่การพักโทษ ระหว่างทางก่อนถึงวันที่ 180 ใครมีอำนาจอะไร ใครตัดสินใจอย่างไร ภายใต้อำนาจใด

ทั้งนี้ 6 ปากที่เบิกความต่อศาล ตามลำดับ ดังนี้

  • นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ – ผู้เห็นชอบให้นายทักษิณ ชินวัตร พักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลตำรวจ
  • นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ – ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์
  • นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ – ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์
  • นายนัสที ทองปลาด อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
  • นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์
  • นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

รักษาตัวนอกเรือนจำ 30-60-120 วัน ใครอนุมัติ

ประเด็นของผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ (อธิบดีและรองอธิบดี 2 ราย) เน้นไปที่การอ้างถึงกฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ

  • พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560

  • มาตรา 54 ให้เรือนจําทุกแห่งจัดให้มีสถานพยาบาล เพื่อเป็นที่ทําการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังที่ป่วย จัดให้มีแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจําที่ผ่านการอบรมด้านการพยาบาล ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประจําที่สถานพยาบาลนั้นด้วย อย่างน้อยหนึ่งคน และให้ดําเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการตรวจร่างกายตามมาตรา 37 การดูแลสุขอนามัย การสุขาภิบาล และการตรวจสุขภาพ ตามความจําเป็น รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสในการออกกําลังกายตามสมควร และจัดให้ผู้ต้องขังได้รับอุปกรณ์ช่วยเกี่ยวกับสายตาและการได้ยิน การบริการทันตกรรม รวมถึงอุปกรณ์สําหรับผู้มีกายพิการตามความจําเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกรมราชทัณฑ์

    • มาตรา 55 วรรคสอง หากผู้ต้องขังนั้นต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะด้านหรือถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น ให้ส่งตัวผู้ต้องขังดังกล่าวไปยังสถานบำบัดรักษาสำหรับโรคชนิดนั้นโดยเฉพาะ โรงพยาบาลหรือสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต นอกเรือนจำต่อไป ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ระยะเวลาการรักษาตัว รวมทั้งผู้มีอำนาจอนุญาต ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
  • กฎกระทรวง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563

  • ข้อ 7 กรณีผู้ต้องขังพักรักษาตัวที่สถานที่รักษาผู้ต้องขังตามข้อ 3 เป็นเวลานาน ให้ผู้บัญชาการเรือนจำดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  • พักรักษาตัวเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดีพร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง

  • พักรักษาตัวเกินกว่า 60 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ

  • พักรักษาตัวเกินกว่า120 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้รัฐมนตรีทราบ

แม้กฎกระกระทรวงในการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำข้างต้นระบุว่า ต้องขอความเห็นชอบจากอธิบดี แต่ในช่วงเวลาที่เกิน 30 วัน และ 60 วัน กลับไม่ใช่อธิบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างจังหวัด ทำให้รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 2 ราย ณ เวลานั้นกลายเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้พักรักษาตัวนอกเรือนจำโดยปริยาย

หลังจากการรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 30 วัน รองอธิบดีก็ได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากมีใบประกอบความเห็นแพทย์ 1 ฉบับ ซึ่งระบุถึงอาการของโรค (ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามคำสั่งศาล) และเหตุจำเป็นที่ต้องพักรักษาตัวต่อ ต่อมาเมื่อเกิน 60 วันของการพักรักษาตัวนอกเรือนจำ รองอธิบดีอีกรายยังคงเห็นชอบ เพราะใบประกอบความเห็นแพทย์ 1 ฉบับ ซึ่งยังคงระบุอาการของโรคเดิม ประกอบกับอาการใหม่ และเหตุจำเป็นที่ต้องพักรักษาตัวต่อ โดยทั้ง 2 ครั้ง ระบุตรงกันถึงความจำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

เมื่อการพักรักษาตัวนอกเรือนจำดำเนินมาถึง 120 วัน อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนดังกล่าว ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2566 จึงเห็นชอบให้พักรักษาตัวต่อ พร้อมใบประกอบความเห็นแพทย์ 2 ฉบับ ระบุถึงอาการที่รุนแรงขึ้น เมื่อรวมกับประวัติการรักษาเดิม ทำให้เห็นถึงเหตุจำเป็นที่ต้องพักรักษาตัวต่อ

ประเด็นหนึ่งในการไต่สวนซึ่งศาลตั้งข้อสังเกตเป็นระยะคือ ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้มีการติดตามอาการ และไม่ได้นำตัวกลับมารักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์อีกเลย เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่านายทักษิณอยู่ในการควบคุมของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และไม่ได้มีการร้องขอ หรือ การถามติดตามอาการกับแพทย์รพ.ตำรวจทุก 30, 60 หรือ 120 วัน มีเพียงใบรับรองแพทย์ที่ระบุอาการป่วยเท่านั้น

ศาลจึงตั้งข้อสังเกตในทำนอง “เชื่อได้อย่างไร” และพยาน “ไม่สงสัยเพิ่มเติม” ยิ่งกว่านั้นเป็นไปได้หรือไม่ ที่ในบางช่วงของการรักษาอาจไม่เกินศักยภาพของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

สืบเนื่องจากชุดคำถามประเด็นการไม่ได้นำตัวกลับมารักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์อีกเลย โดยข้อเท็จจริงได้ถูกยืนยันตรงกันจากพยานหลายปากว่าหลังจากช่วงเที่ยงคืนของคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2566 กับเหตุการณ์แอดมิทผู้ป่วยวิกฤติ นายทักษิณก็ไม่ได้กลับมาเหยียบเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครอีกเลย

กางกฎหมายส่งตัว-คุมขังกรณีพิเศษ เทียบเคียงเคสในอดีต

ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือรองอธิบดีฯ อีก 2 ราย ต่างถูกไต่สวนในเชิงอำนาจและขั้นตอนทางกฎหมาย เจตนาการอนุญาตให้พักรักษาตัว และความเห็นอื่นๆ แม้จะมีการซักถามและให้ลำดับเหตุการณ์ แต่ทั้งหมดไม่ใช่พยานปากเอกในช่วงเวลาที่นายทักษิณอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจได้ เว้นแต่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นพยานที่ได้เห็นห้องพักรักษาตัวที่ชั้น 14 และบอกว่า ไม่ต่างจาก “ห้องพยาบาลทั่วไป”**

กฎหมาย-ระเบียบฉบับหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างมี ‘นัยสำคัญ’ ในการไต่สวนผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คือกฎกระทรวง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ..2563 ตัวอย่างเช่น

  • ข้อ 2 เมื่อผู้บัญชาการเรือนจำได้รับรายงานจากเจ้าพนักงานเรือนจำว่า ผู้ต้องขังคนใดป่วย มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือเป็นโรคติดต่อ ให้ส่งตัวผู้ต้องขังคนนั้นไปรีบการตรวจในสถานพยาบาลของเรือนจำโดยเร็ว ถ้าผู้ต้องขังคนนั้นต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะด้าน หรือ ถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น ให้ดำเนินการ…

การยกระเบียบดังกล่าวเพื่อตอบคำถามแนวปฏิบัติในการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำว่า จำเป็นต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลเครือข่ายก่อนหรือไม่ ซึ่งในบริบทนี้คือ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต้องไปทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นลำดับแรก ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันถึงแนวปฏิบัติดังกล่าว โดยอ้างถึงพ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 55 วรรคสอง ซึ่งเปิดช่องให้ไปพักรักษาตัวนอกเรือนจำได้ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข โดยเหตุผลครั้งนี้คือ ‘ผู้ป่วยวิกฤติ’

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งของการไต่สวนได้มีการตีความกฎหมายตามข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังฯได้ระบุถึงปัญหา 2 ประเภท ได้แก่ ปัญหาสุขภาพจิต หรือโรคติดต่อ แต่มิได้ชี้ชัดถึงอาการป่วยวิกฤติรุนแรงถึงแก่ชีวิต และ ‘โรคไม่ทุเลา’ จึงอาจไม่ต้องส่งตัวไปตรวจในสถานพยาบาลของเรือนจำก็ได้

  • ข้อ 3 การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาสถานบำบัดรักษาสำหรับโรคชนิดนั้นโดยเฉพาะ โรงพยาบาล หรือสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตของรัฐตามสิทธิการรักษาของผู้ต้องขัง และอยู่ในพื้นที่ที่สามารถส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาได้เป็นลำดับแรก เว้นแต่แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษามีความเห็นให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เพราะสถานที่รักษาของรัฐดังกล่าวขาดเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการรักษาผู้ต้องขัง

  • ข้อ 4 เมื่อผู้บัญชาการเรือนจำอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  • ข้อ 4(1) จัดเจ้าพนักงานเรือนจำอย่างน้อยจำนวนสองคนควบคุมผู้ต้องขังป่วยหนึ่งคนให้อยู่ภายในเขตที่กำหนด เว้นแต่การออกนอกเขตนั้นเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนตามคำสั่งแพทย์

  • ข้อ 4(2) ตรวจสอบสิทธิการรักษาของผู้ต้องขังให้เป็นไปตามที่ทางราชการจัดให้ และห้ามผู้ต้องขังเข้ามาอยู่ในห้องพักพิเศษแยกจากผู้ป่วยทั่วไป เว้นแต่ต้องพักรักษาตัวในห้องควบคุมพิเศษตามที่สถานที่รักษาผู้ต้องขังตามข้อ 3 จัดให้

ผู้บัญชาการเรือนจำฯ มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ 4 (2) กล่าวคือ กรณีนี้ต้องจัดให้นายทักษิณอยู่พักรวมกับผู้ป่วยคนอื่นๆ แต่ผบ.เรือนจำฯ ได้ย้ำให้ศาลเห็นคำว่า ‘เว้นแต่’ ต้องพักรักษาตัวในห้องควบคุมพิเศษ และตีความได้ว่าห้องพักชั้น 14 เป็นกรณีพิเศษตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีการเทียบเคียงแนวปฏิบัติกับนักโทษเด็ดขาดรายอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่อายุเกิน 70 ปี มีอาการเจ็บป่วย และขออนุญาตไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ตลอดจนมีการพยายามหาข้อเท็จจริงและข้อมูลนักโทษเด็ดขาดที่เคยพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน สะท้อนให้เห็นว่าจำเลยคดีนี้ได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับอดีตที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร

ความเห็นทางการแพทย์ต่อผู้ป่วยชั้น 14

2 ปากสุดท้ายคือผู้บริหารทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทั้งสองรายล้วนเกี่ยวข้องในช่วงที่พักรักษาตัวเกิน 120 วัน โดยประเด็นหลักคือความเห็นทางการแพทย์ของอาการในแต่ละช่วงเวลาผ่าน Progress Note ของแพทย์และ Nurse Note ของพยาบาล และเอกสารข้อมูลผู้ป่วย ว่าอาการในแต่ละช่วงเวลา แต่ละเหตุการณ์ แต่ละวัน ทุเลาลงบ้างหรือไม่ ศัพท์ทางการแพทย์ต่างๆ บ่งชี้อะไร ยังคงวิกฤติหรือไม่ และอาการในแต่ละช่วงยังคงเกินศักยภาพของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือไม่

อีกทั้งคำถามสำคัญคือ เมื่อได้อ่านหลักฐานต่างๆ ในฐานะแพทย์สามารถสรุปได้หรือไม่ว่าอาการป่วยของนายทักษิณเกินกว่าศักยภาพของของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทั้งนี้ หลักฐานต่างๆ ประกอบด้วย ใบรับรองแพทย์จากต่างประเทศทั้ง 2 ประเทศ (ซึ่งเป็นเอกสารตั้งแต่ก่อนนายทักษิณเข้าเรือนจำฯ) บันทึกอาการของหมอเวร และคำบอกเล่าของพยาบาลเวรฯ

สุดท้ายเป็นเหตุการณ์สมมติ โดยศาลลำดับเหตุการณ์และให้ข้อมูลเบื้องต้น พร้อมให้ตอบในฐานะแพทย์ว่า หากอยู่ในเหตุการณ์ในช่วงดึกของคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 จะตัดสินใจกับนักโทษที่ป่วยวิกฤติรายนี้อย่างไร

(อนึ่งจากรายงานข่าวก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพยาบาลได้ระบุว่าใช้เวลา 2 ชั่วโมง นอนในห้องกักโรคชั้นสอง และให้เพียงออกซิเจนเท่านั้นกว่าจะส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...