โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อไรการศึกษาไทย จะใส่ใจความยั่งยืน เราลงทุนการศึกษาแบบถอนขนนก ไม่คิดถอนขนไก่

เดลินิวส์

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 11.59 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
ถ้าเราอยากเปลี่ยนอนาคต เราต้องเริ่มที่การศึกษา การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการเรียนรู้ ปรับหลักสูตร เปลี่ยนการสอน กว่าจะเห็นผลความเปลี่ยนแปลง ใช้เวลากว่า 10 ปี

นี่คือสาเหตุที่เราเห็นประเทศต่าง ๆ เริ่มปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่มา ตั้งแต่ปี 2000 และมีการปรับใหญ่อีกระลอกหนึ่ง ในช่วงปี 2016 เพื่อให้การศึกษาสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG ถ้าเจาะลึกแนวทางของประเทศที่พัฒนาได้เร็ว เขาจะเลือกคนที่เก่งที่สุด ฉลาดที่สุด ทุ่มเทที่สุด มาเป็นรัฐมนตรีศึกษา หรือระดมทีมงานที่ดีที่สุด ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน มาช่วยกันพัฒนาการศึกษาให้ก้าวกระโดด เพราะผู้นำประเทศเหล่านั้นเชื่อว่าการลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์คือ การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด และต้องทำทันที

ตั้งแต่ปี 2000 ประเทศไทยไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหญ่ ๆ ที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน มีเพียงคำพูด และนโยบายที่เขียนไว้สวยหรูเป็นนามธรรม ที่ผู้ปฏิบัติงานไม่เคยเข้าใจ คงทำแบบเดิม ๆ ได้แต่ถกเถียงกันเรื่องทรงผม เครื่องแบบ ปิดโรงเรียนขนาดเล็ก และการดูแลส้วมให้สะอาดขึ้น

สิ่งที่หน่วยงานของกระทรวง ศึกษาฯชอบทำมากคือ จัดอีเวนต์เสวนาถอดบทเรียนการศึกษาไทย แล้วบันทึกไว้เฉย ๆ ในบทเรียนที่ถอดจะมีข้ออ้างเสมอว่า การเมืองเปลี่ยนบ่อย ผู้บริหารที่เป็นข้าราชการประจำก็อยู่ไม่นานหมดไฟรอเกษียณ ไม่ต่อเนื่อง หน่วยงานแต่ละแท่งทำงานเป็นไซโลไม่เชื่อมโยงกัน มีการทุจริตประพฤติมิชอบต่าง ๆ ที่ฝังรากลึก และมีข้ออ้างเสมอมาว่า งบประมาณที่เราลงทุนเพื่อการศึกษามีน้อยไม่เพียงพอ

ทุกครั้งที่เราได้ยินข้ออ้างนี้ จะมีคนสวนกลับมาทันทีว่างบประมาณของกระทรวงศึกษาฯ และกระทรวง อว.มีรวมกันเกือบ 5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับเอกชนที่ลงทุนผ่านงาน CSR และงบของมูลนิธิต่าง ๆ แล้ว มากกว่า 5% ของ GDP

จากงานวิจัยขององค์กรระหว่างประเทศ ที่จัดอันดับงบประมาณของประเทศต่าง ๆ ที่ลงทุนในการศึกษา ประเทศไทยถือว่ามีงบลงทุนในการศึกษาสูงเป็นอันดับต้น ๆ เทียบเท่ากลุ่มประเทศในยุโรป และ OECD

เราเสียเวลาถอนขนนก แทนที่จะถอนขนไก่ ที่เนื้อไม่เท่ากัน … การลงทุนสูงที่ได้ผลตอบแทนต่ำ น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ให้
ผู้บริหารการศึกษาไทยกลับไปคิดใหม่

การแบ่งหมวดหมู่งบประมาณ การจัดโครงสร้างหน่วยงาน การจัดการประสิทธิภาพการทำงาน การใช้ AI การตั้งเป้าหมายการศึกษา รวมถึงตัวชี้วัดที่ใช้อยู่คงจะไม่ถูกต้อง ถ้าจะให้ทันชาวโลกต้องยกเครื่องใหญ่ทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีคิด และวิธีจัดการ

งบประมาณเกือบ 5 แสนล้านที่ผ่านสภา มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนที่จับต้องได้บ้าง

ประเทศที่ลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อความยั่งยืน ผู้นำของเขาสั่งให้ทำอะไรบ้าง

ฟินแลนด์และเหล่าประเทศในสแกนดิเนเวีย ใส่ความยั่งยืนไปในหลักสูตรเต็ม ๆ ตั้งแต่เด็ก ให้รักษ์โลก รู้เรื่องภาวะโลกร้อน การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดการสิ่งแวดล้อมในโลกใหม่ และการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เยอรมนี เปลี่ยนโรงเรียนปกติเป็นโรงเรียนสิ่งแวดล้อม Environmental School ปลูกฝังนิสัยความยั่งยืนต่าง ๆ ทุกมิติตั้งแต่เล็กจนโต ออสเตรเลีย จัดโครงสร้างหลักสูตรใหม่ทั้งหมด ใส่เรื่องความยั่งยืนเข้าไปในทุกวิชาตั้งแต่คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงศิลปะ สร้างแหล่งเรียนรู้ และห้องทดลองในชุมชน ให้เด็ก ๆ ออกไปทำกิจกรรมตามหลักสูตรได้ ญี่ปุ่น ปรับหลักสูตรโดยใช้การเป็นพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 เป็นเป้าหมายการศึกษา เนเธอร์แลนด์ เน้นโรงเรียนสีเขียว ที่พัฒนาให้เด็ก ๆ เป็นนักคิด สร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาความยั่งยืน และพัฒนาให้โตมาเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่

หลายปีมานี้ผมพยายามผลักดันให้โรงเรียนไทย สอนเรื่อง “ความพอเพียง เพื่อความยั่งยืน” ด้วยการเริ่มพัฒนาจากวิธีคิด
ให้คิดเป็น ให้ลงมือทดลองทำ ให้ปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่กระทรวงศึกษาฯกลับเห็น พอเพียงเป็นแค่การทำ
แปลงผัก ผมพยายามแนะนำให้ Business School ในหลายมหาวิทยาลัย ใส่เรื่องความยั่งยืนให้เข้มข้น เพื่อสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ให้ทันโลก แต่มหาวิทยาลัยชื่อดังบางแห่งกลับปิดศูนย์ความยั่งยืนไปแล้ว ผมชักชวนให้คณะสิ่งแวดล้อมในบางมหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็น Climate School เพื่อสร้างคนสู่อาชีพใหม่ ๆ ที่โลกกำลังต้องการ แต่ก็ช้ามาก

คงต้องหวังพึ่งผู้ที่มีอำนาจ และมีงบประมาณในมือเกือบ 5 แสนล้าน ให้ลุกขึ้นมาเอาจริงเรื่องนี้ รีบเพาะเมล็ดพันธุ์ความยั่งยืนให้อนาคตของประเทศไทยสู้ชาวโลกให้ได้ อย่างน้อยเริ่มจากทำให้เด็กรุ่นนี้คำนวณคาร์บอนของตัวเองให้เป็น พัฒนานิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบน 2 ตันคาร์บอน ต่อปีให้ได้ ช่วยกันสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน พัฒนาความเป็นผู้ประกอบการที่โลกต้องการ เป็นการเพาะ DNA ของ “ความพอเพียง เพื่อความยั่งยืน” ก่อนจะสายเกินไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...