โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Meeting Overload ระบาดในออฟฟิศ เฉลี่ย 31 ชม./เดือน แต่ AI อาจช่วยได้

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 09.59 น.

ในยุคที่การทำงานไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติ คนทำงานออฟฟิศไม่ได้พบหน้ากันบ่อยๆ เหมือนยุคก่อนโควิด ทำให้หลายออฟฟิศเกิดวงประชุมคุยงาน-ตามงานกันมากขึ้นแทน ทั้งประชุมในออฟฟิศและประชุมออนไลน์ เพิ่มจำนวนถี่ยิบตามมา แต่สิ่งที่เคยตั้งใจให้เป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือ กลับกลายเป็นต้นตอของความเหนื่อยล้า ความเครียด และการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

รายงานล่าสุดจาก Microsoft Work Trend Index ของปีนี้ เผยว่า ผู้ใช้งาน Microsoft Teams ในแต่ละสัปดาห์ใช้เวลาไปกับการประชุมมากขึ้นถึง 252% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 ขณะที่งานวิจัยของ Atlassian ก็ชี้ว่า โดยเฉลี่ยพนักงานต้องเข้าร่วมประชุมมากถึง 62 ครั้งต่อเดือน ซึ่งหมายถึงการเสียเวลาไปกับการสนทนาไร้ประสิทธิภาพราว 31 ชั่วโมงต่อเดือน

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “การประชุมเยอะ” แต่กำลังกลายเป็น “การประชุมเกินจำเป็น” หรือที่หลายคนเริ่มเรียกกันว่า Meeting Overload ภาวะที่พนักงานใช้เวลาอยู่ในห้องประชุมมากเกินไป จนไม่มีเวลาทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือความคิดสร้างสรรค์จริงๆ

ไม่ใช่แค่เวลาที่สูญหายไป แต่ผลกระทบยังลามถึงคุณภาพการตัดสินใจของทีม ความรู้สึกมีส่วนร่วมของพนักงาน ไปจนถึงเวลาในชีวิตส่วนตัวที่เริ่มเสียสมดุลไป เพราะต้องชดเชยกับเวลาที่หายไปกับการประชุม ด้วยการทำงานนอกเวลาแทน ซึ่งเรื่องนี้บริษัทหลายแห่งทั่วโลกต่างพยายามหาวิธีแก้ไข แต่ก็ไม่ง่ายนัก..

ท่ามกลางความพยายามนั้น “AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าจับตา หลายฝ่ายเริ่มตั้งความหวังว่า เทคโนโลยีอัจฉริยะอาจช่วยจัดการประชุมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดภาระที่บั่นทอนเวลาในการทำงานลงได้บ้าง ..คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่คือ AI จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากวังวนของการประชุมเกินจำเป็นได้จริงหรือไม่

AI จัดการประชุมแทนมนุษย์ ด้วยการสรุปประชุมอัตโนมัติ ลดภาระได้จริง

สิ่งหนึ่งที่ AI ทำได้ดี คือการจัดการสิ่งที่มนุษย์มักใช้เวลามากเกินไป เช่น การนัดหมาย การจดบันทึก หรือการติดตามผลหลังการประชุม โดยปัจจุบันนี้ มีหลายแพลตฟอร์มที่ช่วยเหลืองานด้านการประชุมได้ เช่น Microsoft Teams, Zoom หรือ Google Meet โดยการใช้ฟีเจอร์ถอดเสียงประชุมแบบเรียลไทม์ สร้างสรุปประชุมอัตโนมัติ และแม้กระทั่งแนะนำเวลานัดหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคนในทีม

นักวิจัยของ Microsoft ยังเสนอไอเดียที่น่าสนใจว่า อนาคตของการประชุมอาจไม่ใช่การพูดคุยในห้อง Zoom หรือ Teams อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็น “เอกสารที่มีหัวข้อย่อยและสารบัญ” ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังได้ตามสะดวก คล้ายกับการประชุมแบบไม่ต้องเข้าร่วมประชุมแบบเรียลไทม์หรือแบบเจอหน้ากัน แต่ทุกคนก็ได้ข้อมูลครบถ้วนไม่ต่างกัน

ในทางปฏิบัติ ผู้ทดลองใช้ Microsoft Copilot เพื่อลดภาระการประชุม หลายคนรายงานว่า พวกเขาสามารถลดเวลาการประชุมลงได้จริง หลังใช้งาน AI ต่อเนื่อง 10 สัปดาห์ โดย 37% ของผู้ใช้บอกว่าตนเข้าร่วมประชุมน้อยลง เพราะสามารถอ่านสรุปและเลือกเข้าร่วมเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

องค์กรเริ่มมองเห็นประโยชน์ของ AI ในแง่การช่วยงานประชุม

การใช้ AI ช่วยลดการประชุม ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่หมายถึงการเปลี่ยนวิธีการทำงานในระดับโครงสร้าง โดย AI ช่วยให้พนักงานติดตามการประชุมแบบอะซิงโครนัสได้ (Asynchronous tracking: การติดตามกิจกรรมโดยไม่จำเป็นต้องตอบสนองแบบทันทีทันใด)

กล่าวคือ พนักงานไม่ต้องนั่งฟังทั้งชั่วโมงเพื่อรอฟังประเด็นสำคัญ เพราะมีสรุปที่ชัดเจนและกระชับรออยู่แล้ว นอกจากนี้ยังช่วยจัดลำดับงาน ติดตาม Action Item พร้อมกำหนดเดดไลน์ และผสานเข้ากับเครื่องมือที่ใช้ในทีมได้ทันที

นอกจากนี้ AI ยังกลายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์วัฒนธรรมการประชุมในองค์กร โดยสามารถชี้ได้ว่าองค์กรมีการประชุมถี่เกินไปหรือไม่ ยาวเกินไปหรือเปล่า และประชุมแล้วได้ข้อสรุปจริงหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้นำองค์กรหันมาทบทวนว่า "วิธีการประชุมในทีมตนเอง" ส่งเสริมหรือฉุดรั้งประสิทธิภาพงานกันแน่

แม้ AI จะช่วยลดภาระการประชุมได้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

แม้ AI จะช่วยให้การประชุมดู “เป็นระบบ” มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากสิ่งที่ผู้นำองค์กรหรือพนักงานระดับสูงหลายคนกังวลก็คือ "เรื่องความเป็นส่วนตัว" ด้วยการที่ AI เข้ามาบันทึกเสียง ถอดบทสนทนา และวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญของบริษัท หรือข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของพนักงาน อาจทำให้พนักงานรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะหากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการเข้าถึง การจัดเก็บ และข้อกำหนดการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

อีกหนึ่งปัญหาคือ AI บางระบบยังเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดิมได้ไม่ลื่นไหลนัก หรือใช้งานยากเกินไป จนกลายเป็นภาระพนักงาน แทนที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ แม้ AI จะจับสาระได้เก่ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจ “น้ำเสียง” หรือ “อารมณ์” แบบที่มนุษย์เข้าใจ การสรุปประชุมด้วย AI จึงอาจขาดบริบทสำคัญบางอย่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนหรือความเข้าอกเข้าใจแบบมนุษย์

แต่ก็ยังมีบางองค์กร เผลอใช้ AI เป็นข้ออ้างในการเพิ่มจำนวนการประชุม เพราะคิดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยว AI ก็สรุปให้” ทั้งที่จริงแล้ว การประชุมที่ไม่จำเป็นก็ควรถูกตัดทิ้งไปตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ แม้คำตอบจากงานวิจัยต่างๆ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า AI สามารถลดภาระจากการประชุมได้จริง แต่ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ไม่ใช่หวังให้ AI มาแทนการวางแผน หรือการคิดเชิงกลยุทธ์ให้การทำงานทั้งหมด เพราะในโลกที่งานวิ่งเร็วขึ้นทุกวัน การรู้จักเครื่องมือให้เป็น (อย่าให้มันมาแทนเรา) และกล้าที่จะกำหนด “ขอบเขตเวลาทำงานแบบมีสมาธิ” ให้ตัวเอง กลายเป็นทักษะสำคัญของคนทำงานยุคใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว.. การประชุมไม่เคยเป็นปัญหา หากเราเลือกจัดการมันด้วยวิธีที่ถูกต้อง และใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่เจ้านายคนใหม่ในห้องประชุม

อ้างอิง: Forbes, MicrosoftWorkTrendIndex, Atlassian, ScienceDirect

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...