ครม.ไฟเขียวงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้าน ส่วนใหญ่ลงโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 68 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนฯ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการเร่งรัดการใช้จ่ายผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงาน กระจายรายได้ และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยเม็ดเงิน 115,375 ล้านบาท จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์และการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ในระยะต่อไป คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และจะพิจารณากำหนดนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้วงเงินงบประมาณกว่า 1.15 แสนล้านบาท จากงบกลางวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท แบ่งเป็น
- ด้านโครงการสร้างพื้นฐานวงเงินประมาณ 85,000 ล้านบาท แยกเป็น โครงการน้ำ โดยคาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 192.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ในภาพรวมมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 4,791,974 ไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 906,803 ครัวเรือน และสามารถสร้างการจ้างงานได้ 73,807 คนต่อเดือน
ส่วนโครงการคมนาคม คาดว่า จะสามารถพัฒนาถนนในภาพรวมได้ 417 กิโลเมตร ซ่อมบำรุง ปรับปรุง และยกระดับเส้นทางได้ 1,689 แห่ง อำนวยความปลอดภัยได้ 3,604 แห่ง และสามารถสร้างการจ้างงานได้ 2.85 แสนคน
- ด้านการท่องเที่ยว วงเงินรวม 10,053 ล้านบาท ได้แก่ การปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำ ห้องพัก สถานที่ ป้ายบอกทาง, การพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว, การพัฒนาและยกระดับความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว อาทิ การติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง โดยคาดว่า จะสนับสนุนให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 2,766,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 55,059 ล้านบาท และมีประชาชนได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวประมาณ 7.6 ล้านคน
- ด้านลดผลกระทบภาคการส่งออก เพิ่มผลิตภาพ และดิจิทัล วงเงินรวม 11,122 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1) ด้านการเกษตร วงเงิน 160 ล้านบาท ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 6,000 บาทต่อไร่ต่อปี ช่วยให้สถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 320,000 บาทต่อปี
2) ด้านแรงงาน วงเงิน 10,000 ล้าน บาท ช่วยบรรเทาผลกระทบให้แรงงาน และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นลำดับแรก ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อให้สถานประกอบการกว่า 1,700 แห่ง ซึ่งสนับสนุน การจ้างงานประมาณ 1 แสนคน
3) ด้านดิจิทัล วงเงิน 962 ล้านบาท มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ภาคเกษตรกรรม และการให้บริการประชาชน กว่า 20,000 ราย
- ด้านเศรษฐกิจชุมชนและอื่น ๆ จำนวน 9,201 ล้านบาท แบ่งเป็น (1) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) วงเงิน 4,000 ล้านบาท (2) ทุนมนุษย์ด้านการศึกษา วงเงิน 3,641 ล้านบาท และ (3) พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน วงเงิน 1,560 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการ ให้คณะอนุฯ กลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และคณะอนุฯ กำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ ดำเนินการติดตาม อย่างใกล้ชิด
โดยโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ ที่ผ่านการพิจารณาของ คกก.ฯ จำนวน 50 หน่วยรับงบฯ 481 โครงการ 8,939 รายการ ภายในกรอบวงเงิน 115,375.27 ล้านบาท โดยให้หน่วยรับงบฯ ดำเนินการขอรับ จัดสรรงบฯ งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ตามระเบียบต่อไปและให้กระทรวง หน่วยงานต้นสังกัดกำกับดูแล ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยรับงบฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รอบคอบและเกิดความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ
นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นายพิชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่า มีความเห็นอย่างไร จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามวัตถุประสงค์อย่างไร ซึ่งกระทรวงการคลังยืนยันว่า จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน
ขณะที่ สำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงว่า ในแง่ขั้นตอนการเสนอโครงการ และการดำเนินโครงการได้ตรวจสอบทุกขั้นตอนแล้วว่า เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รายงานว่า ได้พิจารณาในประเด็น ข้อกฎหมายรวมทั้ง หนังสือจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สตง. / ปปช. ได้มีการหารือกันในขั้นตอนการกลั่นกรองโครงการแล้ว
ทั้งนี้ นายจิรายุ ระบุว่า หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติ รับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการและให้หน่วยรับงบฯ ดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบฯ งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ พ.ศ.2567 อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำของบฯ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การดำเนินโครงการ ตลอดจนการติดตามและประเมินผล
และให้หน่วยงานเจ้าสังกัดกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินการในทุกขั้นตอนให้สอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมทั้งดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรมและทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้งบประมาณพับไป โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ประหยัด ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ตลอดจนประเด็นเรื่อง Three Lines of Defense ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้การกำกับการปฏิบัติตามโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ.