โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'พริษฐ์' กาง 5 ข้อสังเกต 'งบสำนักนายกฯ' ซ้ำซ้อน-สถานะพิเศษ-หลุมดำ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 21.09 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 04.02 น.

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะ กมธ.งบประมาณฯ 2569 ตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ ถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2569 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กมธ. โดยระบุว่า งบ 69 งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี บอกอะไรเราเกี่ยวกับงบประมาณประเทศ โดย 5 ข้อสังเกต ตอนนี้ทาง กมธ. งบประมาณ 2569 ได้ทำงานมาครบ 2 สัปดาห์ หน่วยงานแรกระดับกระทรวงที่ได้มานำเสนอต่อ กมธ. คือ “สำนักนายกรัฐมนตรี”

นายพริษฐ์ ระบุว่า การวิเคราะห์งบสำนักนายกรัฐมนตรีมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะสำนักนายกรัฐมนตรีมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสูงถึง 28 หน่วยรับงบประมาณ ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ (เช่น CEA / BOI / สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) สังคม (เช่น สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ / OKMD) ระบบราชการ (เช่น กฤษฎีกา / DGA) และความมั่นคง (เช่น กอ.รมน. / สภาความมั่นคง) - การวิเคราะห์งบของหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จึงบ่งบอกอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในภาพรวม แม้ข้อสังเกตโดยละเอียดคงต้องรอเอกสารชี้แจงที่ผมได้ซักถามและขอจากหน่วยงานต่างๆ แตขอสรุป 5 ประเด็นสำคัญทค้นพบและคิดว่าน่าจับตามองสำหรับงบประมาณของทุกกระทรวงในปีนี้

1. การก่อสร้าง-ตกแต่ง อาคาร-สถานที่ราชการ ที่ต้องตรวจสอบให้ไม่ฟุ่มเฟือย

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่และประเทศเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง งบประมาณทุกบาทจำเป็นต้องถูกจัดสรรให้กับภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วน หลังจากข้อมูลปรากฏเกี่ยวกับอาคาร สตง. งบประมาณส่วนหนึ่งที่สังคมเริ่มตั้งข้อสังเกตมากขึ้นว่าเราสามารถประหยัดได้ คือการก่อสร้างหรือตกแต่งอาคาร-สถานที่ราชการที่หรูหราเกินจำเป็น

แม้เราคงยังไม่สามารถฟันธงได้ทั้งหมด ณ เวลานี้ ว่ามีรายการอะไรบ้างที่สามารถปรับลดได้ เนื่องจากเราต้องรอทาง กมธ. ได้เอกสารรายละเอียดเพิ่มเติมที่ขอไป (เช่น แบบอาคาร / BOQ แสดงรายการวัสดุและราคา /) แต่ผมได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงบางรายการที่ผมตั้งใจจะตรวจสอบต่อโดยละเอียด เช่น

(1) กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้ตั้งงบสำหรับการตกแต่งอาคารที่ทำการของกรมไว้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับการปรับลด "เงินอุดหนุนสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ" ลง 70 ล้านบาท จาก 162 ล้านบาท (งบ 68) เหลือ 92 ล้านบาท (งบ 69)

(2) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งงบสำหรับพรมทอเครื่องเส้นใยไนลอน 100% พร้อมติดตั้ง 2 รายการ ขนาด 313.40 ตารางเมตร ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ห้องประชุม 301 (1.2 ล้านบาท) และ ขนาด 414.20 ตารางเมตร ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 5 ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี 501 (1.6 ล้านบาท)

2. แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ซ้ำซ้อนแล้ว ซ้ำซ้อนอยู่ ซ้ำซ้อนต่อ

ตอนพิจารณางบ 68 ผมเคยอภิปรายไว้ในสภา ว่าหน่วยงานในประเทศเรามีปัญหาเรื่อง “ต่างคนต่างทำ” จนทำให้จำนวนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐมีสูงถึงอย่างน้อง 12 แพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อน การใช้งบประมาณเกินจำเป็น รวมถึงสร้างความสับสนและความไม่สะดวกให้กับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้ามาเรียน

พอมีโอกาสได้ซักถามหน่วยงานใน กมธ. งบ 69 ผมค้นพบว่าประเทศเราก็ยังคงไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการควบรวมแพลตฟอร์มให้เหลือหนึ่งเดียว แต่กลับยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนแพลตฟอร์มมากขึ้นกว่าเดิม เช่น

(1) DGA ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์ม OFOS เพิ่มขึ้นมาอีก 1 แพลตฟอร์มเพื่อรองรับคอร์สเรียนด้านซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งทำให้ DGA เองเป็นหน่วยงานที่มีถึง 2 แพลตฟอร์มการเรียนรู้เป็นของตนเอง (OFOS และ TDGA E-Learning) - แม้ DGA ชี้แจงว่า 2 แพลตฟอร์มนี้มีลักษณะกับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน และมีแผนจะควบรวมให้เหลือ 1 ในอนาคต แต่แผนงานและกรอบเวลายังขาดความชัดเจน

(2) พอมีการถามว่าทำไม DGA ถึงเลือกพัฒนาแพลตฟอร์ม OFOS ขึ้นมาใหม่ แทนที่จะใช้แพลตฟอร์มของหน่วยงานอื่นที่น่าจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เช่น MOOC ของ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) ทาง DGA ชี้แจงว่า OFOS มีความต้องการในบางฟีเจอร์ (features) ที่ MOOC ยังไม่มี / แต่พอผมถามทาง สป.อว. ที่มาชี้แจงว่ามีอะไรที่ OFOS ทำได้ ที่ MOOC ทำไม่ได้ ทาง สป.อว. กลับเกิดข้อสงสัยเช่นกัน แต่สัญญาว่าจะส่งตารางเปรียบเทียบฟีเจอร์ของ 2 แพลตฟอร์ม กลับมาให้ กมธ.

(3) แต่นอกจาก MOOC ที่มีอยู่แล้ว สป.อว. ใน งบ 69 ยังมีการตั้งงบสำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า “Skill-Credit Portfolio” มูลค่าสูงถึง 5,413 ล้านบาท (ผูกพันงบ 69-72) ซึ่งแม้จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์หลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับทักษะคนไทย (เช่น การเข้าถึงเนื้อหาเรียนรู้ การสะสมผลการเรียนรู้ การเทียบโอน ระบบจับคู่คนหางานกับผู้ประกอบการ) แต่ก็นับเป็นแพลตฟอร์มที่ตั้งงบประมาณไว้สูงมาก แถมยังฟังดูแล้วมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับแพลตฟอร์ม EWE ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่ได้วางรากฐานไว้ได้ค่อนข้างดีแล้ว

หากเราต้องการเห็นการควบรวมแพลตฟอร์มข้ามหน่วยงานหรือข้ามกระทรวง เราคงคาดหวังได้ยากที่จะให้หน่วยงานใดตัดสินใจด้วยตนเอง แต่ทิศทางดังกล่าวต้องมาจากฝ่ายการเมือง (โดยเฉพาะนายกฯและรองนายกฯ) ที่สามารถออกนโยบายและตัดสินใจหรือ “เคาะ” ข้ามกระทรวงได้

3. สถานะพิเศษของนโยบายซอฟต์พาวเวอร์

แม้เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลจะเลือกจัดสรรงบประมาณให้กับนโยบายที่ตนเองหมายมั่นปั้นมือ แต่วิธีการในการตั้งงบประมาณสำหรับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ มีบางอย่างที่ดูมีความพิเศษหรือแตกต่างกับนโยบายอื่นๆของรัฐบาล เช่น

(1) สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (หรือ THACCA) ยังไม่ได้ถูกจัดตั้งเป็นหน่วยรับงบประมาณของตนเอง จึงทำให้เราเห็นโครงการซอฟต์พาวเวอร์โผล่ขึ้นมาในงบประมาณของหลายหน่วยรับงบประมาณอื่น (เช่น OKMD / สถานบันคุณวุฒิวิชาชีพ / DGA / CEA) ซึ่งมักเป็นการผสมผสานกันระหว่างกิจกรรมเดิมที่มีการปรับชื่อโครงการ กับกิจกรรมใหม่ และก่อให้เกิดคำถามว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่หน่วยงานอยากขับเคลื่อนเอง หรือเป็น “งานฝาก” จากคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ที่กลายเป็นการแย่งชิงงบประมาณกับกิจกรรมด้านอื่นๆที่หน่วยงานจัดทำคำขอไป

(2) แม้กรมประชาสัมพันธ์มีการตั้งงบประมาณสำหรับการประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาลเป็นการทั่วไปไว้อยู่แล้วทุกปี แต่ในปีนี้ ทางกรมได้มีการตั้ง “โครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกซอฟต์พาวเวอร์” (142 ล้านบาท) แยกออกมาเป็นพิเศษสำหรับประชาสัมพันธ์นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นโยบายเดียว โดยตั้งตัวชี้วัดในการผลิตชิ้นข่าวสูงถึง 1,429 ครั้ง (หรือเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อวัน)

(3) แม้กระทรวงต่างประเทศมีการตั้งงบประมาณสำหรับการจัดเทศกาลไทยในต่างประเทศไว้ในโครงการทั่วไปอยู่แล้ว 70 ล้านบาท แต่ในปีนี้ กระทรวงยังมีการตั้งงบประมาณสำหรับการจัดเทศกาลไทยใน “โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ในต่างประเทศ” อีก 100 ล้านบาท

4. หลักสูตรผู้บริหารที่ต้องระมัดระวังเรื่องระบบอุปถัมภ์

หลายหน่วยงาน มักมีการตั้งงบประมาณสำหรับหลักสูตรอบรมผู้บริหาร (ที่มักมีชื่อเป็นตัวย่อต่างๆ) หากนับเฉพาะหน่วยงานในสำนักนายกฯ เราเห็นการตั้งงบประมาณโดยหลายหน่วยงาน - เช่น หลักสูตร นปร. ของ กพร. (20 ล้านบาท) / หลักสูตร นบส. ของ ก.พ. (60 ล้านบาท) / หลักสูตร นงส. และ นงก. ของสำนักงบประมาณ (17 ล้านบาท) / หลักสูตร ป.ย.ป. ของ ป.ย.ป. (2 ล้านบาท)

แม้เจตนาของหลักสูตรเหล่านี้ อาจเน้นการยกระดับองค์ความรู้ให้กับผู้บริหารที่เข้าเรียน แต่ผมได้ขอเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร-ผู้เข้าเรียน-รูปแบบการสอน-ค่าใช้จ่าย เพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรดังกล่าว มีเนื้อหาที่คุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับเวลาทำงานที่ผู้เข้าเรียนต้องเสียไป มีรูปแบบการสอนที่ออกแบบได้ดีที่สุดแล้วหรือไม่ในการเปิดกว้างให้คนเข้าถึง และมีแนวทางที่รัดกุมแล้วหรือไม่ในการป้องกันการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์หรือการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยเฉพาะหลักสูตรที่มีภาคเอกชนมาร่วมเรียนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

5. งบประมาณหลุมดำที่ประเมินความเหมาะสมได้ยาก

งบบางประเภทจะตรวจสอบยากเป็นพิเศษว่าถูกตั้งไว้อย่างเหมาะสมหรือไม่ เพราะ กมธ. เข้าไม่ถึงรายละเอียดว่าประกอบไปด้วยรายการอะไรบ้าง ตัวอย่างหนึ่งคือ “เงินราชการลับ” ซึ่งตั้งไว้ทั้งหมด 1,231 ล้านบาท รวมทุกหน่วยงาน (210 ล้านบาท ตั้งไว้ที่ตำรวจ / 470 ล้านบาท ตั้งไว้ที่กองทัพ / 551 ล้านบาท ตั้งไว้ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อกระจายไปตาม 17 หน่วยงานพลเรือน)

แม้เราเข้าใจดีว่างบลับเป็นงบที่ถูกออกแบบไว้ให้เป็นความลับด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง แต่ผมและพรรคได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ว่าเพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบในการตั้งงบ งบลับทั้งหมดควรมี “วันหมดอายุความลับ” ที่กำหนดไว้ว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลในอนาคตหลังเวลาผ่านไปแล้วกี่ปี ในวันที่ข้อมูลดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความลับเพราะเหตุความมั่นคงอีกต่อไป

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “ค่ารับรอง” ซึ่งตั้งไว้รวมกันทั้งหมด 356 ล้านบาทรวมทุกหน่วยงาน โดยเป็นที่สังเกตว่า “ค่ารับรองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว (+137%) จาก 5.2 ล้านบาท (งบ 68) มาเป็น 12.4 ล้านบาท (งบ 69)

แม้ค่ารับรองเป็นค่าดูแลหรืออำนวยความสะดวกแขก ซึ่งไม่ได้เป็นความลับเหมือนกับเงินราชการลับ แต่งบดังกล่าวไม่ได้มีการจำแนกรายละเอียดที่ชัดเจนในการตั้ง ผมจึงได้ขอเอกสารเกี่ยวกับ “ค่ารับรอง” ที่ถูกใช้จ่ายจริงย้อนหลัง เพื่อประเมินความคุ้มค่า ในอนาคต จะพยายามหาเวลามาเขียนสรุปงบประมาณของกระทรวงอื่นๆที่น่าสนใจ

ภาพและข้อมูลจาก: พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...