เปิด 19 รายชื่อ ผู้สมัครกกต. แทนอิทธิพร-สัดทัดที่จะหมดวาระสิงหาคม 2568 พบอดีตบิ๊กข้าราชการเพียบ
การสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครั้งใหม่กลับมาอีกครั้ง หลังเก้าอี้ กกต. สองตำแหน่งว่างลง จากการพ้นวาระของ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. และ สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการ กกต.ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้มีการเปิดรับสมัครบุคคลเข้ามารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งสำคัญนี้
หลังปิดรับสมัครเมื่อวันที่23 มิถุนายน 2568พบว่ามีผู้สนใจยื่นใบสมัคร 19 รายชื่อ โดยมีอดีตข้าราชการแห่สมัครกันอย่างคับคั่ง ทั้งอดีตปลัดกระทรวง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงอดีตข้าราชการตำรวจ และนักกฎหมายอย่างทนายความ โดยมีอนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้สมัครรายแรก
เส้นทางกว่าจะได้มาซึ่ง กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 60
กกต. ถือเป็นหนึ่งใน “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กกต. เป็นองค์กรที่มีความสำคัญและมีบทบาทในการเมืองไทย มีหน้าที่อำนวยความสะดวกจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีอำนาจการสืบสวน สอบสวน ไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สั่งยกเลิกการเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือสั่งระงับสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครที่ทำผิดกฎหมาย รวมทั้งเสนอเรื่องเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองด้วย
กระบวนการสรรหากกต. ชุดใหม่จะเหมือนกันกับการสรรหา “องค์กรอิสระ” และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ เริ่มจากการเปิดรับสมัครบุคคลที่มีคุณสมบัติ ส่งให้คณะกรรมการสรรหา ประกอบไปด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และตัวแทนจากองค์กรอิสระทุกแห่งมาคัดเลือกจนได้รายชื่อสุดท้าย ก่อนส่งให้วุฒิสภาตรวจสอบประวัติและลงมติ “เป็นการลับ” ว่าจะเห็นชอบให้ใครเข้าสู่ตำแหน่งได้หรือไม่ ซึ่งตัวอย่างของ กกต. ชุดก่อนหน้านี้ก็ต้องสรรหาและส่งชื่อไปใหม่ถึงสามรอบกว่าจะได้ กกต. ครบเจ็ดคน
เปิด 19 รายชื่อ ผู้สมัคร กกต. สรรหาแทนตำแหน่งว่างสองตำแหน่ง
ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. แทนตำแหน่งที่ว่างจำนวนสองคน ระหว่างวันที่ 9 - 23 มิถุนายน 2568 โดยมีรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการสรรหาทั้งหมด 19 คน ดังนี้
กกต.ทั้งเจ็ดคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ (1) กลุ่มผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ จำนวนห้าคน ส่วนกลุ่มที่สอง (2) เป็นกลุ่มของผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีอัยการไม่น้อยกว่าห้าปีอีกจำนวนสองคน
ผู้สมัครตามคุณสมบัติตาม (1) (ก) เป็นผู้ที่รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
อนันต์ สุวรรณรัตน์ อายุ 65 ปี อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มณฑล สุดประเสริฐ อายุ 64 ปี อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
ณรงค์ รักร้อย อายุ 62 ปี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร
รณภพ เหลืองไพโรจน์ อายุ 62 ปี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
ผู้สมัครตามคุณสมบัติตาม (1) (ค) เป็นผู้ที่ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
- ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี พงศ์กุลธร โรจน์วิรุฬห์ อายุ 55 ปี ศาสตราจารย์ประจำคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ผู้สมัครตามคุณสมบัติตามมาตรา (1) (ง) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์พิทยา จารุพูนผล อายุ 65 ปี อดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ชัยศักดิ์ อ่อนประดิษฐ์ อายุ 65 ปี ทนายความ
วุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์ อายุ 48 ปี ประธานสภาทนายความจังหวัดเลย
ประสิทธิ์ ประวรรณะ อายุ 56 ปี ทนายความ
ประหยัด เสนวิรัช อายุ 67 ปี ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายประหยัดทนายความ อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
นิทรารัตน์ แพทย์วงศ์ อายุ 65 ปี ประธานสภาทนายความจังหวัดสมุทรสงคราม อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรสงคราม
สาธิต อุไรเวโรจนากร อายุ 63 ปี ผู้สอบบัญชีอิสระ กรรมการอิสระ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) อดีตกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
วิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์ อายุ 59 ปี ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย กรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต อนุกรรมการดำเนินการและพัฒนากฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ธนากร แหวกวารี อายุ 56 ปี ทนายความ
รองศาสตราจารย์ (คลินิก) พลเอก นายแพทย์ สายัณห์ สวัสดิ์ศรี อายุ 67 ปี กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า
ผู้สมัครตามคุณสมบัติตาม (1) (จ) เป็นผู้มีความรู้ความชํานาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ํากว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจํากัด มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัทตรัยพัทธ์ ภัทร์พรชนัต อายุ 62 ปี อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทมหาชน
ผู้สมัครตามคุณสมบัติตามมาตรา (1) (ช) เป็นผู้ทํางานหรือเคยทํางานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปี ตามที่คณะกรรมการสรรหากําหนด
รองศาสตราจารย์ชณทัต บุญรัตนกิตติภูมิ อายุ 63 ปี อดีตผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
พิริยะ ธานีรณานนท์ อายุ 58 ปี ผู้ทำงานในภาคประชาสังคม
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน อายุ 53 ปี ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ อดีตผู้ประสานงานประจำประเทศไทย มูลนิธิอันเฟรล
เมื่อส่องรายชื่อผู้สมัครดูแล้วจะพบจุดที่น่าสังเกตคือ ในบรรดาผู้สมัครทั้ง 19 คนนี้ มีอย่างน้อยเจ็ดคนที่เคยผ่านประสบการณ์การสมัครรับเลือกในตำแหน่งสำคัญขององค์กรอิสระอื่นๆ มาแล้ว เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ประกอบด้วย
วิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์
รองศาสตราจารย์ (คลินิก) พลเอก นายแพทย์ สายัณห์ สวัสดิ์ศรี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัทตรัยพัทธ์ ภัทร์พรชนัต
และยังเคยสมัครคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกอบด้วย
ประหยัด เสนวิรัช
สาธิต อุไรเวโรจนากร
วิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์
ธนากร แหวกวารี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัทตรัยพัทธ์ ภัทร์พรชนัต
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของบุคคลเหล่านี้ในการเข้าสู่ตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเมืองการปกครองของประเทศและยังพบว่าในจำนวนนี้ ธนากร แหวกวารี เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง ลำดับที่ห้าในกลุ่ม 19 อาชีพอิสระอีกด้วย
จับตาผู้สมัคร กกต. สายสีน้ำเงิน?
ทั้งนี้ ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อได้ส่องดูรายชื่อผู้สมัคร กกต. ทั้ง 19 คนแล้ว จะพบว่ามีอย่างน้อยหนึ่งรายชื่อที่โดดเด่นขึ้นมา และมีแวว “ลุ้น” ได้นั่งเก้าอี้ กกต. อย่าง มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดียาวเกือบแปดปี หลังคณะรัฐมนตรีมีการต่ออายุให้ตั้งแต่ปี 2555-2563 โดยไม่เคยถูกเด้งหรือถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมอื่นในกระทรวงมหาดไทย ทั้งในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกทั้งในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงมหาดไทยโดยมีชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือพ่อของอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะที่ปรึกษาก็ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ก่อนจะขึ้นเป็นอธิบดีกรมโยธาฯ ยาวร่วมแปดปีสำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้สมัคร ก่อนจะส่งให้วุฒิสภาตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์เป็นขั้นสุดท้าย และลงมติ “เป็นการลับ” ว่าจะเห็นชอบให้ใครเข้าสู่ตำแหน่ง