โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ประธานวุฒิสภา ชู 3 แนวทางขับเคลื่อนพัฒนาวิทยาศาสตร์สู่ความยั่งยืนประเทศไทย

The Better

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 03.46 น. • THE BETTER
“มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา เสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อน วทน. ไทย—เน้นพัฒนาเทคโนโลยี รับมือสภาพอากาศ และยกระดับอาหารปลอดภัย หวังปักหมุดประเทศไทยสู่อนาคตยั่งยืน

นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วุฒิสภา ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA429 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) ที่ผ่านมา โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณากรอบแนวทางการดำเนินการ 1.ขับเคลื่อนพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 2.ขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม 3.ขับเคลื่อนด้านอาหารปลอดภัยเพื่อสุขสภาพที่ดี ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ของวุฒิสภา สู่เป้าหมายสนับสนุนประเทศไทยยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายด้าน BCG Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว) ควบคู่กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ยกระดับวิทยาศาสตร์-นวัตกรรม พิชิตเป้าหมายโลก
จากการวิเคราะห์ในที่ประชุม พบว่า แม้ประเทศไทยจะมีกรอบนโยบาย Thailand 4.0 และ BCG Economy อยู่แล้ว แต่การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ยังคงต่ำ (คิดเป็นเพียง 1.14% ของ GDP) และประสบปัญหาสมองไหล (brain drain) อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้รัฐบาลตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 40% ภายในปี 2573 แต่ระบบฐานข้อมูลที่กระจัดกระจาย และกลไกตลาดคาร์บอนภายในประเทศยังไม่ชัดเจน ด้านความมั่นคงอาหารและสุขภาพ แม้ไทยยังคงสถานะ "ครัวของโลก" และมีโครงสร้างมาตรฐาน GAP-GHP อยู่แล้ว แต่เกษตรกรรายย่อยยังเข้าถึงได้น้อย ขณะที่ปัญหาสารเคมีตกค้างยังสูง

วุฒิสภาหนุนเต็มที่ เสนอชุดนโยบายใหม่
เพื่อแก้โจทย์เชิงระบบเหล่านี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงเสนอแนะให้ดำเนินการมาตรการเชิงนโยบาย ดังนี้
ตั้ง “กองทุนวิทยาศาสตร์วุฒิสภา” วงเงินปีละ 15,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน Deep Tech ใน 3 ด้านหลัก
ผลักดัน พ.ร.บ.ข้อมูลสภาพภูมิอากาศและอาหาร เพื่อบังคับใช้มาตรฐาน Open-API และระบบ Blockchain ในห่วงโซ่อุปทาน
ออก “Global Talent Visa - STEM” เพื่อดึงดูดนักวิจัยต่างชาติและสนับสนุนการกลับประเทศของนักวิทยาศาสตร์ไทย
จัดตั้งแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิตในประเทศ พร้อมมาตรการจูงใจลงทุนใน CCUS และพลังงานหมุนเวียน
ยกระดับระบบ GAP สู่ Smart-GAP โดยเชื่อมระบบเซนเซอร์ IoT เพื่อตรวจสอบสารเคมีในฟาร์มแบบเรียลไทม์

วางเป้าหมาย: ศูนย์กลางนวัตกรรมยั่งยืนของอาเซียน
หาก 3 แนวทางหลักดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง โดยมีงบวิจัยต่อเนื่อง โครงสร้างข้อมูลร่วม และกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส วุฒิสภาจะสามารถทำหน้าที่ “ตัวกลางนโยบาย” (Policy Broker) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมยั่งยืนแห่งอาเซียน” ภายในทศวรรษหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...