โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ขลิบ vs ไม่ขลิบ ทำความเข้าใจเรื่อง(ไม่)เล็กของเด็กชาย | หมอคู่คิดส์ แพลตฟอร์มหมอเด็กออนไลน์

หมอคู่คิดส์

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 12.44 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 09.24 น. • MorKooKids TEAM

Highlight

  • การขลิบหนังหุ้มปลาย คือ การผ่าตัดเพื่อเอาหนังหุ้มปลายของอวัยวะเพศชายส่วนเกินออก ให้ง่ายกว่าต่อการทำความสะอาด
  • การขลิบจะช่วยลดการติดเชื้อต่างๆ ที่อวัยวะเพศ
  • สามารถเริ่มขลิบได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด 1-2 วัน
  • ในขณะทำการขลิบอาจเสี่ยงติดเชื้อ รวมถึงการอักเสบหลังผ่าตัด
  • หากเลือกไม่ขลิบ แต่ถ้ามีการดูแลเรื่องความสะอาดอย่างดี ก็ช่วยลดโอกาสติดเชื้อโรคได้
  • ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดจากแพทย์ทั่วโลกว่า ขลิบหรือไม่ขลิบ แบบไหนจะดีกว่ากัน
  • คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของทั้ง 2 วิธี และให้ความยินยอม

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกชาย คือเรื่องของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของลูกน้อย ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ยังหาคำตอบแบบชัดเจนไม่ได้ว่า “ขลิบ” หรือ “ไม่ขลิบ” แบบไหนจะดีกว่ากัน เพราะแพทย์จากทั่วโลกก็ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันไป ซึ่งในบทความนี้จะพาไปเรียนรู้เรื่องของการขลิบหนังหุ้มปลายกันแบบละเอียด

การขลิบหนังหุ้มปลายคืออะไร

การขลิบหนังหุ้มปลาย (Circumcision) คือ การผ่าตัดเพื่อเอาหนังหุ้มปลายของอวัยวะเพศชายส่วนเกินออก ให้ง่ายกว่าต่อการทำความสะอาด และช่วยทำให้ล้างสิ่งสกปรกจากสารคัดหลั่งได้สะดวกขึ้น เช่น คราบเหงื่อ คราบปัสสาวะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะหมักหมมอยู่ในบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ โดยสามารถเริ่มขลิบได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด 1-2 วัน (ต้องแข็งแรงและไม่ได้คลอดกำหนด) ส่วนเด็กในช่วงอายุ 2-6 ปี ก็สามารถทำการขลิบหนังหุ้มปลายได้ด้วยเช่นกัน

ถ้าขลิบหนังหุ้มปลาย จะดีไหม

ตามธรรมชาติของเด็กผู้ชาย เมื่อเกิดมาจะมีหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เมื่อเริ่มเข้าสู่อายุ 2 ปี หนังหุ้มปลายก็จะเริ่มเปิดได้ดีขึ้น และสามารถเปิดได้จนเกือบหมด เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่ถ้าหากในครอบครัวมีความเชื่อหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่บอกต่อๆ กันมาว่าควรขลิบหนังหุ้มปลายให้ลูกชาย ก็สามารถให้แพทย์ทำได้ตั้งแต่แรกเกิด

ข้อดีของการขลิบ

– ดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย

– ลดโอกาสการติดเชื้อที่หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศและติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

– ป้องกันการอักเสบของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ (หนังหุ้มปลายตีบ/แตก/อักเสบ)

– ลดโอกาสการเกิดมะเร็งอวัยวะเพศ

– ลดการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เมื่อลูกโตขึ้น)

ข้อควรระวัง

– ในขณะขลิบอาจเสี่ยงติดเชื้อหรือเกิดการตึงรั้งของอวัยวะเพศ

– อาจเกิดการอักเสบของแผลหลังผ่าตัด

– มีความเสี่ยงที่ความรู้สึกส่วนปลายขององคชาตจะลดลง

– ปัญหาจากการตัดหนังออกมากเกินไป ทำให้มีการตึงรั้งของอวัยวะเพศ โดยเฉพาะเวลาแข็งตัว

– รูเปิดท่อปัสสาวะที่ไม่มีผิวหนังปกคลุม จะมีการเสียดสีกับผ้า จนอาจอักเสบและตีบลงได้

– ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการบวม เลือดออก เจ็บแผล

– หากผลการขลิบไม่เป็นที่พอใจในด้านความงาม อาจส่งผลให้เด็กเสียความมั่นใจ เมื่อโตขึ้น

ขั้นตอนการขลิบหนังหุ้มปลาย

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของเด็กชายถือเป็นการผ่าตัดเล็ก ซึ่งแพทย์จะมีการใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ในเด็กแรกเกิดเท่านั้น แต่หากคุณพ่อคุณแม่พาลูกชายที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ไปทำการขลิบ ก็จะมีการใข้ยาสลบแล้วจึงการผ่าตัด โดยใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที

การดูแลหลังขลิบ

– หลีกเลียงการโดนน้ำหลังจากทำการผ่าตัดประมาณ 3 วัน

– หากแผลเปียกให้รีบเช็ดทำความสะอาดให้แห้งทันที

– สวมใส่กางเกงสบายๆ ให้ลูก

– งดพาลูกไปทำกิจกรรมที่โลดโผน

– หากรู้สึกระคายเคืองที่แผล สามารถทาเจลหรือขี้ผึ้งได้

– หากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการได้

ถ้าไม่ขลิบหนังหุ้มปลาย จะเป็นอะไรไหม

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าในปัจจุบันยังไม่มีการฟันธงอย่างชัดเจนว่า “ขลิบหรือไม่ขลิบ” แบบไหนจะดีกว่ากัน เพราะแพทย์จากทั่วโลกต่างก็มีความเห็นที่แตกต่างก้นออกไป แต่หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ตัดสินใจไม่ขลิบหนังหุ้มปลายอว้ยวะเพศให้ลูกชาย ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะหากมีการดูแลรักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ข้อดีของการไม่ขลิบ

– ลูกน้อยไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด

– ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัด

– ถ้ามีการดูแลความสะอาดอวัยวะเพศให้ดีอยู่เสมอ ก็สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อโรคได้

ข้อควรระวัง

– หากทำความสะอาดไม่ดี อาจเป็นแหล่งสะสมและหมักหมมของเชื้อโรคได้

– ควรหมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

หากมีอาการเหล่านี้ จำเป็นต้องขลิบ

– ปัสสาวะลำบาก

– หนังหุ้มปลายเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบ

– มีการอักเสบเรื้อรังของหนังหุ้มปลาย

– เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว หนังหุ้มปลายยังไม่เปิด

– หนังหุ้มปลายมีการรัดอวัยวะเพศ จนปวดหรือบวม

เปอร์เซ็นต์การขลิบในประเทศต่างๆ

ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้นมีข้อศึกษาด้านการแพทย์ รวมไปถึงความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูลส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์การขลิบหนังหุ้มปลายของหลายๆ ประเทศมาฝากกัน ดังนี้

– เกาหลีใต้ มีการขลิบเฉลี่ย 77%

– สหรัฐอเมริกา มีการขลิบเฉลี่ย 71.2%

– ออสเตรเลีย มีการขลิบเฉลี่ย 26.6%

– ไทย มีการขลิบเฉลี่ย 23.4%

– อังกฤษ มีการขลิบเฉลี่ย 20.7%

– ฝรั่งเศส มีการขลิบเฉลี่ย 14%

– จีน มีการขลิบเฉลี่ย 14%

– ญี่ปุ่น มีการขลิบเฉลี่ย 9%

– นอร์เวย์ มีการขลิบเฉลี่ย 3%

– บราซิล มีการขลิบเฉลี่ย 1.3%

ที่มา : www.worldpopulationreview.com

แล้วควรจะขลิบหรือไม่ขลิบดีนะ?

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ยังลังเลหรือตัดสินใจไม่ได้ว่าจะขลิบหรือไม่ขลิบให้ลูกชายดี เรามีอีกหนึ่งข้อมูลมากฝากกัน โดยในปัจจุบันสมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และแคนาดา ได้มีแนะนำว่าการขลิบไม่ได้เป็นแบบแผนปฏิบัติสำหรับทารกโดยทั่วไป ควรทำเฉพาะคนที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่น มีปัญหาเรื่องการปัสสาวะที่ผิดปกติ หรืออาจเป็นเรื่องความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

อีกทั้งยังไม่ได้มีความชัดเจนถึงข้อดีด้านอื่นๆ ของการขลิบในทารกปกติที่ไม่ได้มีปัญหาความผิดปกติเกี่ยวกับการปัสสาวะ ดังนั้นความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ก็อาจจะไม่ได้เป็นลูกคุณไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายเสมอไป บางครั้งการเสี่ยงติดเชื้อหรือการเป็นโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศ ก็สามารถเป็นได้กับเด็กที่ขลิบแล้วเช่นกัน เพียงแค่ต้องเน้นเรื่องการทำความสะอาดเป็นพิเศษ ปัญหาต่างๆ ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ทาง The American Academy of Pediatrics ยังได้แนะนำว่า การขลิบหนังหุ้มปลายในทารกเพศชาย ถือว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย ซึ่งการขลิบก็ควรจะให้พ่อแม่ได้รับทราบถึงข้อดีและข้อเสีย และให้ความยินยอม

สรุปเรื่องขลิบ vs ไม่ขลิบ

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีประโยชน์และผลเสียในตัวเอง เช่นเดียวกับเรื่องของการขลิบและไม่ขลิบ อีกทั้งในปัจจุบันก็ยังไม่มีผลสรุปแน่ชัดว่าวิธีไหนที่ดีกว่ากัน ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง เพราะไม่ว่าเลือกจะทางไหน ก็ควรต้องศึกษาถึงข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น

คุณพ่อคุณแม่คนไหนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกน้อย อาการเจ็บป่วย พัฒนาการเด็ก หรือเรื่องอื่นๆ รวมไปถึงปัญหาสุขภาพใจหลังคลอดของคุณแม่ สามารถโหลดแอปฯ หมอคู่คิดส์ เพื่อปรึกษาแพทย์ พยาบาล จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาได้ทันที ใช้งานง่าย คุยได้ตลอด ผ่านระบบแชทและวิดีโอคอล ดาวน์โหลดและปรึกษาเลยวันนี้!

หรือปรึกษาหมอเด็กออนไลน์ผ่าน LINE Health

อ่านบทความความแม่และเด็กเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...