โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหล่าเกิร์ลs ในแฟลต (ไม่) เนรมิต เมื่อความจนกัดกินความฝันและชีวิตที่กำลังจะผลิบานอย่างไม่เหลือซาก

a day magazine

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 13.14 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 07.00 น. • a day magazine

“รู้ไหมว่าทำไมฉันชอบต้นไม้ต้นนี้ที่สุด เพราะมันล้มลงดินแล้วก็ยังโตต่อไปได้”

หากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่แสดงตนเป็นเหมือนภาพฉายความล่มสลายของเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่อับจนหนทางจะผลิดอกออกผล เพราะแดดรำไรไม่เคยส่องมาถึง ชื่อของภาพยนตร์หลายสัญชาติ หลากบริบทสังคมคงไล่เรียงกันโผล่ขึ้นมาจนจดไม่หมด อาจเพราะทั่วทุกมุมโลกต่างมีเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณเส้นขอบจนเกือบหลุดออกไปจากการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยู่ทั้งสิ้น

และหากว่าด้วยหนังเด็กที่เติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดแร้นแค้น เรื่องหนึ่งที่เฉิดฉายขึ้นมาในความทรงจำคงจะเป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กน้อยที่อยู่ริมขอบดินแดนชวนฝันอย่างดิสนีย์เวิลด์ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กใหญ่ในฟลอริดา อาศัยอยู่ใน ‘Magic Castle’ โรงแรมราคาถูก มีแม่เป็นนักเต้นเปลื้องผ้าที่โดนไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยอมมีอะไรกับลูกค้า สีสันพาสเทลของตึกรามระแวกนั้นช่างย้อนแย้งกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเหลือเกิน ความแสบสันในความศิวิไลซ์ของสถานที่อันเป็นแลนด์มาร์กทำงานกับเรื่องราวอันน่าขมขื่น สิ่งเหล่านี้ถูกเล่าผ่านสายตาที่รู้เห็นความเศร้าของชีวิต แต่ไม่อาจเข้าใจได้เพราะความอินโนเซนต์ของขวบวัย

‘The Florida Project (2017)’ ภาพยนตร์ของ ‘Sean Baker’ ผู้กำกับที่คว้ารางวัลออสการ์สาขา Best Picture ไปเมื่อปีก่อนด้วยภาพยนตร์เรื่อง Anora (2024)

Sean Baker เป็นคนทำหนังผู้เล่าเรื่องที่ตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งด้วยการมองไปให้เห็นเลือด เห็นเนื้อของเรื่องราวเหล่านั้น จนทำให้ภาพยนตร์ทุกเรื่องของเขาเต็มไปด้วยมนุษย์จริงๆ เดินเพ่นพ่านกันอยู่ในฉาก

เหตุที่หยิบยกเรื่องนี้กลับมาปัดฝุ่นทำความเข้าใจมันอีกครั้ง เพราะรู้สึกคันยิบๆ หลังจากมีโอกาสได้ดู Flat Girls (2025) ของ GDH ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ ‘แคลร์ จิรัศยา’ แล้วนึกถึง The Florida Project ขึ้นมา

‘Flat Girls’ คือหนังที่ผู้กำกับเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เธอบอกเล่า ทำให้ภาพยนตร์ของเธอมีระยะที่ประชิดกับความคิด ความรู้สึกของตัวละครเหลือเกิน

ลูกสาวตำรวจที่อาศัยอยู่ในแฟลต เกิด อยู่ และเติบโตจนสงสัยว่าตัวเองมีโอกาสจะออกไปจากที่แห่งนี้ไหม ทำได้เพียงเฝ้ามองวิวอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นเรือท่องเที่ยวหรูหราที่ไม่มีวันได้ขึ้นไป แล้วเฝ้าคิดว่ามันจะแล่นไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ตลอดระยะเวลาที่เรามองชีวิตของ พี่แอน (ฟาติมา เดชะวลีกุล) และ น้องเจน (กิรณา พิพิธยากร) จากเรื่อง Flat Girls ก็อดที่จะนึกถึง มูนี (Brooklynn Prince) จาก The Florida Project ไม่ได้

อาจเพราะความจนเป็นสิ่งสากล ไม่ว่าจะเรือหรูเจ้าพระยา หรือดิสนีย์เวิลด์ก็ล้วนเป็นดินแดนเซอร์เรียลิสม์ที่เหล่าเด็กหญิงไม่มีวันได้จับจูงมือกันก้าวเข้าไป บทความนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อบอกว่าไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ที่ไหน บริบทแบบใดความจนล้วนกัดกินความฝัน ความหวัง และชีวิตที่กำลังจะผลิบานอย่างไม่เหลือซาก

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์**

เหล่าเกิร์ลs ในแฟลต (ไม่) เนรมิต

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Florida Project ในปี 2017 ปีเดียวกับที่หนังเกย์ชายขอบอย่าง Moonlight (2017) ได้รางวัลใหญ่ของเวทีออสการ์ และพี่ตูนออกไปวิ่งเพื่อเอาเงินไปบริจาคโรงพยาบาล (2017) จนเกิดข้อถกเถียงกันว่าถ้ารัฐบาลดี ประเทศดีพี่ตูนก็ไม่จำเป็นต้องวิ่ง ชีวิตคนในประเทศคงดีขึ้นอย่างเป็นภาพรวม ความเป็นชายขอบเองมักถูกเรียกใช้ในฐานะซับเจกต์ของงานสร้างสรรค์ และความตระหนักรู้ในเรื่องสังคม เราอยู่ในบรรยากาศที่ระแวดระวังการหยิบฉวยความอัตคัดมากระทำการบางอย่างอันได้มาซึ่งผลประโยชน์ของใครสักคนที่ไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ

ผ่านมาจนถึงวันนี้ The Florida Project และผู้กำกับ ‘Sean Baker’ กระโดดทะลุทะลวงสิ่งเหล่านั้นขึ้นไปเพราะหนังของเขาล้วนเป็นเรื่องคนชายขอบ ผู้ค้าบริการทางเพศ และเด็กจากเขตแดนอันน่าอาดูรที่มีหัวจิตหัวใจ และรับผิดชอบต่อเรื่องราวของผู้คนในเรื่องเหล่านั้นมากเหลือเกิน

การที่ทีมงานเลือก Bria Vinaite มารับบท แฮลลีย์ และเลือก Brooklynn Prince มารับบทมูนี คือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่คนทำงานเฉียบแหลมพอที่จะทำ และเขายังกำกับนักแสดงจนทำให้เราทั้งเห็นใจและก็รู้สึกระอากับตัวละครไปพร้อมๆ กัน ตรงส่วนนี้อาจคือหัวใจสำคัญ เขาไม่ได้ทำหนังที่เห็นอกเห็นใจใครมากจนเกินไป ไม่ได้พยายามปลุกปล้ำให้มันพิสดารเกินจากสิ่งมันเป็นเพื่อผลลัพธ์สูงสุดในการบีบเค้นอารมณ์ในฉากสำคัญให้เราต้องมีอารมณ์ร่วมตาม เขาเพียงแต่เล่าในสิ่งที่มันเป็น สร้างพฤติกรรมอันเข้าใจได้ และบางทีก็งงงวยเหลือเกินกับการตัดสินใจของตัวละคร คนทำหนังเลือกที่จะปล่อยให้ความรู้สึกของคนดูเป็นไปอย่างสามัญ

แฮลลีย์ คือแม่เลี้ยงเดี่ยวผมสีฟ้าสุดก๋ากั่นที่เอาตัวเองยังไม่รอดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นใครที่เบ่งลูกออกมาคงจะไม่ได้กลายเป็นแม่กันได้ทุกคน ส่วนมูนี เธออายุเพียง 6 ขวบ มีแม่ที่จูงมือลูกร่อนไปขายน้ำหอมปลอม ขายบัตรสวนสนุกเก๊ให้นักท่องเที่ยวไปทั่ว แฮลลีย์จึงมีสถานะเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นแม่ ดังนั้นมูนีจะกลายเป็นเด็กเปรตก็คงไม่แปลกสักเท่าใดนัก หากกลายเป็นอภิชาตบุตรเหมือนไอ้วัน ลูกของลำยองน่ะสิแปลก

ผ่านมาเกือบๆ จะ 8 ปี เราได้ดู Flat Girls เรื่องราวของลูกสาวตำรวจที่อาศัยอยู่แฟลตในกรุงเทพ สภาพแวดล้อมอันขัดสนบ่มเพาะให้เด็กสาวเติบโตเกินวัย เข้าใจโลกเกินเหตุ แต่ก็เปราะบางกันเหลือทนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงในสถานการณ์ที่ไม่คงมั่น

เพราะการดูหนังเป็นเรื่องของประสบการณ์ แม้ความเจ็บปวดรวดร้าวของตัวละครใน Flat Girls จะถูกส่งมาถึงใจของคนดูได้โดยตรง แต่หนังกลับไม่ได้สร้างความประทับใจให้เราได้ขนาดนั้น ออกจะรู้สึกกลางๆ ด้วยซ้ำ แม้หนังจะมีวัตถุดิบอันเป็นสากลที่จะมาฉีกเล่าในระนาบของพื้นที่ที่เราอยู่ แต่กลายเป็นว่าเรามองเห็นภาพ The Florida Project ซ้อนทับเคล้าคลุกกันไปตลอดเวลา ถึงกระนั้นไม่ได้หมายความว่าหนังมันถูกสร้างมาให้เหมือนกัน แต่มันดันมีเค้าโครงและวัสดุที่จะมาประกอบเรื่องดำเนินไปในเส้นทางเดียวกันอยู่ นี่คือเรื่องปกติในโลกของการสร้างสรรค์ มีหนังอีกมากมายบนโลกใบนี้ที่ว่าด้วยเรื่องเดียวกันดำเนินไปในรูปแบบซ้ำเดิม สิ่งเหล่านี้อาจคือของยากที่คนทำงานจะต้องเผชิญหน้าแล้วหาความกระตุ้นเร้าอันซี้ดซ้าดของตัวเองให้เจอ

เมื่อเราเคยว้าวซ่าและมีหนังเรื่องอื่นๆ ในแก่นเรื่องแบบนี้ครองใจไปแล้ว เราจะตกหลุมรัก Flat Girls ด้วยอะไรได้บ้าง ในเมื่อยังหารสหาชาติที่หนังพาเราไปไกลกว่านี้ไม่เจอ ไม่รู้จะเรียกว่าหนังมาถูกที่ แต่ผิดเวลาได้หรือเปล่า

แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Flat Girls อาจคือการสร้างระยะที่ประชิดกับความรู้สึกของตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครพี่แอน ซึ่งเป็นเหมือนภาพแทนของผู้คนในสังคมอีกมากมายที่ไม่เคยได้มีชีวิตเป็นของตัวเอง เพียงเพราะพวกเขาเกิดมาจน นี่อาจคือความเฉพาะแบบที่วัฒนธรรมของพวกเราเป็น ใครสักคนเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตแด่ครอบครัวตลอดไป

จนตามแม่ แม่พาจน

ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่หนแห่งใด ความจนที่มีร่วมกันคือสากล และความฉิบหายจากความจนก็เป็นสากลด้วยเช่นกัน The Florida Project พาเราไปมองความอับจนหนทางของชีวิตผ่านสายตาของเด็กน้อย เราจะได้เห็นฉากที่พวกเขาลอยละล่องเล่นสวนสนุกในจินตนาการตามสถานที่รกร้างต่างๆ แต่ด้วยสายตาของเด็ก 6 ขวบ สถานที่แห่งนั้นช่างกระตุ้นเร้าการผจญภัยเหลือเกิน

แม้สภาพการณ์ของแม่มูนีจะย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤติ ไร้งาน ทะเลาะกับเพื่อน ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องจนต้องรูดม่านบังห้องน้ำเปิดเพลงเสียงดัง ให้มูนีแช่น้ำในอ่างเพื่อที่คนเป็นแม่จะรับงานขายตัวประทังชีวิต แต่หนังก็ยังดำเนินไปด้วยความเปล่งประกายของโลเคชันสีสันพาสเทล (ที่ถูกทิ้งร้าง) และเสียงหัวเราะของความเยาว์

ถึงกระนั้นมูนีเองไม่ได้เติบโตมาโดยไม่รู้อะไรเลย เธอบอกกับเพื่อนของเธอว่า ‘ฉันทายถูกทุกครั้งเวลาผู้ใหญ่จะร้องไห้’ แม่ปล่อยให้เธอได้รู้ เห็นในสถานการณ์และความเป็นไปอันย่ำแย่ แม่ทำได้เพียงอยู่กับเธอ แต่ไม่ได้เลี้ยง ความไม่มั่นคงในชีวิต ทุบทำลายการเจริญเติบโตอย่างไม่ยี่หระ

และถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เพราะความเป็นเด็กเธอจึงทำได้เพียงแค่เล่น คึกคะนอง และเลยเถิดเกินเด็กจนกลายร่างเป็นเด็กเปรตไป ไม่ว่าจะเป็นการถุยน้ำลายใส่รถคนที่มาเข้าพัก หลอกผู้ใหญ่เพื่อเอาเงิน ไปจนถึงเผาบ้านร้าง ทำให้เรานึกภาพไม่ออกเลยว่ายัยเด็กนี่จะโตไปเปรตขนาดไหนกันนะ

ในขณะที่แฟลตเกิร์ลเองก็พาเราไปดูความไม่สมประกอบของชีวิตที่ผลักให้เด็กสาวไร้ซึ่งทางเลือก จนต้องเลือกความอิหยังวะให้ตัวเอง แต่นั้นอาจคือชอยส์ที่ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว เราจะเห็นภาพของพี่แอน มีลูกเล่นและจริตในการพูดคุยกับตัวละครชายอย่างเป็นธรรมชาติ

น่าเสียดายที่หนังใส่ตรงนี้มาน้อยไปหน่อยจนเราเกือบจะลืมไป ความจนทำให้เธอกร้านโลก และรู้ว่าควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร

พี่แอนเป็นตัวละครที่แทบจะเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก อาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอต้องแบกรับ ทั้งแม่ที่ไม่เอาไหน ไม่สามารถหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ แถมยังมีน้องๆ ที่เธอต้องทำตัวเป็นแม่ให้พวกเขาอีก ไหนจะสถานการณ์ที่จะต้องย้ายออกจากแฟลตอยู่รอมร่อ ทำให้เธอมีความรับผิดชอบที่เกินเด็กไป

ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าแม้ตัวละครมูนีและพี่แอนจะอยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายๆ กัน ถูกกัดกินความฝันและการเติบใหญ่เหมือนกัน แต่มูนีไม่มีทางจะโตไปแล้วกลายเป็นพี่แอนอย่างแน่นอน อย่างที่บอกว่าสิ่งที่พี่แอนเป็น คือความเฉพาะของวัฒนธรรมอย่างเราๆ ดังนั้นหากให้จินตนาการเร็วๆ มูนีอาจจะเติบโตไปเป็นแบบแม่ของเธอ หรือแบบแอนี ใน Anora (2024) ก็เป็นได้ คงจะแล้วแต่ว่าชะตากรรมพัดพาคนไร้โอกาสไปที่หนแห่งใด

ส่วนพี่แอนคงจะเติบโตไปเป็นป้า น้า อาที่เราเห็นได้ทั่วๆ ไป พวกเขาเหล่านั้นแกร่งกันเหลือเกิน ระหกระเหินสู้ชีวิตเลี้ยงคนทั้งครอบครัว ทำงานหนักเพื่อหวังว่าอะไรๆ จะดีขึ้น แต่ไม่ พวกเธอไม่มีทางที่จะกระโดดไปพ้นเส้นขอบที่ตัวเองอยู่ อาจมีเพียงหนทางเดียว คือหาผู้ชายรวยๆ สักคนที่มีสถานะทางสังคมเพื่อพาเธอออกไปจากสิ่งที่เป็นอยู่

หนังทั้งสองเรื่องเป็นภาพสะท้อนว่าความจนมันกระทำการอะไรกับการเติบโตของเหล่ามนุษย์ขวบวัยอันเปราะบางได้บ้าง มันกดให้เมล็ดพันธุ์แห้งกรังและงอกเงยอย่างไม่สมประกอบ ชั่วร้าย และไม่สัมพันธ์กับโลก โหดร้ายขนาดที่ส่งต่อกันไปหลายชั่วโครต เมื่อจนแล้วจะลืมตาอ้าปากยากเหลือเกิน จนกลายเป็นคนขี้แพ้ ไม่เอาอ่าวที่กระโดดเข้าไปสู่ความมั่งมีไม่ได้ เป็นต้นไม้ที่ล้มลงสู่ดินและยังคงอยู่ได้เพียงแต่ไม่งอกงาม

จับมือกันวิ่งไปในความฝันที่ไม่มีวันได้ผลิบาน

ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจ หรือบังเอิญที่หนังทั้งสองเรื่องเลือกที่จะคลี่คลายปมทุกอย่างมุ่งไปสู่ความเซอร์เรียล ด้วยการให้ตัวละครจับมือกับเพื่อนคู่ใจแล้ววิ่งหนีไปจากการเผชิญหน้ากับความจริง มุ่งไปสู่ดินแดนแห่งความฝันที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ไม่มีแรงกำลังจะฉวยคว้า ออกไปเสียจากเรื่องกลัดกลุ้มทั้งปวงที่พวกเธอก็ไม่ได้เป็นคนก่อ หายวับไปจากความเป็นจริงที่ไม่มีทางได้เลือกไปต่อเอง เปลี่ยนความอับจนหนทางไม่ใช่ด้วยตัวเอง แต่ด้วยจินตนาการเล็กจ้อยฟุ้งฝันของวัยเยาว์

การที่หนังหาทางลงในรูปแบบนี้ถือเป็นหนทางอันชาญฉลาดที่จะเกลี่ยความหวังและความสิ้นไร้ไม้ตอกให้มีน้ำหนักที่สมดุลกัน และตาชั่งจะเอนไปในฝั่งไหนอย่างไรอยู่ที่มุมคิดของผู้ชม หนังไม่ได้หลอกลวงคนดูว่าชีวิตจะไปสู่แสงสว่างนะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปล่อยให้ใครประจันหน้ากับความจริงว่าเยาว์วัยจะบุบสลายลงตรงนั้น แม้ทางเลือกแทบจะไม่มีก็ตาม

ถึงอย่างนั้นไม่ว่าตัวละครจะไปสู่เส้นทางไหน แบบใด แต่ความจริงที่ว่าชีวิตพวกเขายังต้องเติบโตต่อไปเพื่อเผชิญหน้ากับความสิ้นหวังอีกหลายขยักก็เป็นเรื่องจริง ไม้ที่ไร้ซึ่งปุ๋ยและดินที่ดียังคงต้องดำรงอยู่ต่อไป ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ความจนกดให้คนต้องสู้เพื่อล้มลงหัวฟาดพื้นซีเมนต์โดยไม่มีเบาะนิ่มรองแต่อย่างใด ชีวิตเป็นเช่นนั้น ช่างใจดีเหลือเกินกับใครบางคน แต่ใจไม้ไส้ระกำเหลือเกินกับใครอีกคนหนึ่ง จนทำให้เกิดคำถามสั้นๆ ที่สะท้านวาบลึกไปข้างในว่า ‘แม่ให้แอนเกิดมาทำไม’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...