เพราะอะไร? 'ไม่สูบบุหรี่แต่เป็นมะเร็งปอด' จึงพบมากในผู้หญิงเอเชีย
เพราะอะไร ผู้หญิงเอเชียถึงเจอกับภาวะ “ไม่สูบบุหรี่แต่เป็นมะเร็งปอด” มากกว่าผู้ชายและมากกว่าเชื้อชาตอื่นๆ?
โรคร้ายมะเร็งปอด ปัจจุบันกลายเป็นสาเหตุอันดับ 5 ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งทั่วโลก อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากังวลคือ ‘แนวโน้มจำนวนของผู้หญิงเอเชียที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดมากขึ้นทั้งที่ไม่ได้สูบบุหรี่’ ในขณะที่จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลงในหลายประเทศทั่วโลก แต่จำนวนผู้ป่วยด้วยมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 10-20% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดทั้งหมด และมีบางอย่างที่เป็นสาเหตุให้เกิดในผู้หญิงโดยเฉพาะในเอเชียมากกว่าผู้ชาย
[ ‘มะเร็งปอดแต่ไม่สูบบุหรี่’ เกิดในหญิงมากกว่าชาย 2 เท่า? ]
มีข้อสังเกตว่า โรงมะเร็งปอดในกลุ่มคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่เกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า โดยเฉพาะผู้หญิงเอเชีย แม้กระทั่งในสหรัฐฯ เอง พบว่ากลุ่มที่เป็นมะเร็งปอดทั้งที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยมากที่สุดคือ ผู้หญิงอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่ 50% เหนือเชื้อชาติอื่น ๆ รวมถึงการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้หญิงในสหรัฐฯ ที่ไม่สูบบุหรี่เกือบ 4,000 คน พบว่าผู้หญิงอเมริกัน-เอเชียน เป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้หญิงตะวันตกถึงสองเท่า
สาเหตุหนึ่งคือปัจจัยทางพันธุกรรมที่ผู้หญิงเชื้อสายเอเชียมีอัตราการกลายพันธุ์ของยีน EGFR สูงกว่าเชื้อชาติอื่น กล่าวคือ ยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) หรือโปรตีนที่ช่วยควบคุมการเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์นี้เกิดการกลายพันธุ์และผลักดันให้เซลล์เจริญเติบโตอย่างผิดปกติ จนกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งขึ้น
มีการพบว่าการกลายพันธุ์ของยีน EGFR พบในผู้หญิงเอเชียสูงถึง 50% มากกว่าผู้ชายที่พบเพียง 19% เท่านั้น และลักษณะทางพันธุกรรมนี้ส่งผลให้ร่างกายผู้หญิงตอบสนองต่อมลพิษในอากาศ เช่น PM 2.5 ได้ไวกว่า
[ วิกฤตสุขภาพของคนเอเชีย เมื่อฝุ่น PM2.5 คือตัวกระตุ้นการเกิดมะเร็ง ]
ผลการศึกษาของ ดร.วิลเลียม ฮิลล์ นักวิจัยปริญญาเอกที่ศึกษาด้านความไม่เสถียรของจีโนมและวิวัฒนาการของมะเร็งระบุว่า นอกเหนือจากพวกสารอย่างควันบุหรี่ ฝุ่น PM 2.5 ก็ส่งผลเช่นกัน โดยมันไม่ได้ทำลายดีเอ็นเอโดยตรง แต่ไปปลุกเซลล์กลายพันธุ์ในปอดที่นิ่งอยู่ให้ตื่นตัวและกลายเป็นเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น รวมถึงควันจากการทำอาหาร เตาถ่าน ไอเสียรถยนต์ ล้วนสร้างความผิดปกติให้กับร่างกายทั้งหมด
โดยทั่วไป เซลล์กลายพันธุ์เหล่านี้จะไม่ก่อมะเร็งจนกระทั่งถูกกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อมบางอย่าง เช่น อนุภาคละเอียดอย่าง PM2.5 ผลการทดลองระบุว่า เมื่อฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย ‘มาโครฟาจ’ (macrophage) เซลล์ภูมิคุ้มกันจะรับเอามลพิษทางอากาศเข้าไป โดยปกติมันจะคุ้มกันปอดได้โดยการกินเชื้อโรค แต่เมื่อเจอ PM2.5 เซลล์มาโครฟาจจะปลดปล่อยสารเคมีส่งสัญญาณที่เรียกว่าไซโตไคน์ (cytokine) ออกมา ซึ่งสารนี้จะไปปลุกเซลล์ที่มียีน EGFR กลายพันธุ์ให้ตื่นขึ้นและเริ่มกระบวนการแบ่งตัวเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ
ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหามลพิษอากาศ PM2.5 ที่เราพบเจอกับปัญหาใหญ่ในเชิงสุขภาพได้อย่างชัดเจน แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะพัฒนาไปได้ไกลขึ้น แต่ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนที่จริงจังจากรัฐ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพให้ได้ในระยะยาว