โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพราะอะไร? 'ไม่สูบบุหรี่แต่เป็นมะเร็งปอด' จึงพบมากในผู้หญิงเอเชีย

Environman

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.

เพราะอะไร ผู้หญิงเอเชียถึงเจอกับภาวะ “ไม่สูบบุหรี่แต่เป็นมะเร็งปอด” มากกว่าผู้ชายและมากกว่าเชื้อชาตอื่นๆ?

โรคร้ายมะเร็งปอด ปัจจุบันกลายเป็นสาเหตุอันดับ 5 ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งทั่วโลก อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากังวลคือ ‘แนวโน้มจำนวนของผู้หญิงเอเชียที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดมากขึ้นทั้งที่ไม่ได้สูบบุหรี่’ ในขณะที่จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลงในหลายประเทศทั่วโลก แต่จำนวนผู้ป่วยด้วยมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 10-20% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดทั้งหมด และมีบางอย่างที่เป็นสาเหตุให้เกิดในผู้หญิงโดยเฉพาะในเอเชียมากกว่าผู้ชาย

[ ‘มะเร็งปอดแต่ไม่สูบบุหรี่’ เกิดในหญิงมากกว่าชาย 2 เท่า? ]

มีข้อสังเกตว่า โรงมะเร็งปอดในกลุ่มคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่เกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า โดยเฉพาะผู้หญิงเอเชีย แม้กระทั่งในสหรัฐฯ เอง พบว่ากลุ่มที่เป็นมะเร็งปอดทั้งที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยมากที่สุดคือ ผู้หญิงอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่ 50% เหนือเชื้อชาติอื่น ๆ รวมถึงการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้หญิงในสหรัฐฯ ที่ไม่สูบบุหรี่เกือบ 4,000 คน พบว่าผู้หญิงอเมริกัน-เอเชียน เป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้หญิงตะวันตกถึงสองเท่า

สาเหตุหนึ่งคือปัจจัยทางพันธุกรรมที่ผู้หญิงเชื้อสายเอเชียมีอัตราการกลายพันธุ์ของยีน EGFR สูงกว่าเชื้อชาติอื่น กล่าวคือ ยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) หรือโปรตีนที่ช่วยควบคุมการเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์นี้เกิดการกลายพันธุ์และผลักดันให้เซลล์เจริญเติบโตอย่างผิดปกติ จนกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งขึ้น

มีการพบว่าการกลายพันธุ์ของยีน EGFR พบในผู้หญิงเอเชียสูงถึง 50% มากกว่าผู้ชายที่พบเพียง 19% เท่านั้น และลักษณะทางพันธุกรรมนี้ส่งผลให้ร่างกายผู้หญิงตอบสนองต่อมลพิษในอากาศ เช่น PM 2.5 ได้ไวกว่า

[ วิกฤตสุขภาพของคนเอเชีย เมื่อฝุ่น PM2.5 คือตัวกระตุ้นการเกิดมะเร็ง ]

ผลการศึกษาของ ดร.วิลเลียม ฮิลล์ นักวิจัยปริญญาเอกที่ศึกษาด้านความไม่เสถียรของจีโนมและวิวัฒนาการของมะเร็งระบุว่า นอกเหนือจากพวกสารอย่างควันบุหรี่ ฝุ่น PM 2.5 ก็ส่งผลเช่นกัน โดยมันไม่ได้ทำลายดีเอ็นเอโดยตรง แต่ไปปลุกเซลล์กลายพันธุ์ในปอดที่นิ่งอยู่ให้ตื่นตัวและกลายเป็นเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น รวมถึงควันจากการทำอาหาร เตาถ่าน ไอเสียรถยนต์ ล้วนสร้างความผิดปกติให้กับร่างกายทั้งหมด

โดยทั่วไป เซลล์กลายพันธุ์เหล่านี้จะไม่ก่อมะเร็งจนกระทั่งถูกกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อมบางอย่าง เช่น อนุภาคละเอียดอย่าง PM2.5 ผลการทดลองระบุว่า เมื่อฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย ‘มาโครฟาจ’ (macrophage) เซลล์ภูมิคุ้มกันจะรับเอามลพิษทางอากาศเข้าไป โดยปกติมันจะคุ้มกันปอดได้โดยการกินเชื้อโรค แต่เมื่อเจอ PM2.5 เซลล์มาโครฟาจจะปลดปล่อยสารเคมีส่งสัญญาณที่เรียกว่าไซโตไคน์ (cytokine) ออกมา ซึ่งสารนี้จะไปปลุกเซลล์ที่มียีน EGFR กลายพันธุ์ให้ตื่นขึ้นและเริ่มกระบวนการแบ่งตัวเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ

ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหามลพิษอากาศ PM2.5 ที่เราพบเจอกับปัญหาใหญ่ในเชิงสุขภาพได้อย่างชัดเจน แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะพัฒนาไปได้ไกลขึ้น แต่ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนที่จริงจังจากรัฐ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพให้ได้ในระยะยาว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...