โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธ.ทิสโก้ชี้ ! จังหวะนี้ต้องลงทุน Global Bond เพิ่มโอกาสสร้างกำไร 8% ช่วงเศรษฐกิจถดถอย - ไม่หวั่นเจรจาภาษีสหรัฐฯ

Wealthy Thai

อัพเดต 25 ต.ค. 2568 เวลา 00.19 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 05.16 น.

ธนาคารทิสโก้ชี้เจรจาการค้าสหรัฐฯ ยังเสี่ยงสูง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว แนะจังหวะนี้เข้าลงทุนGlobal Bondช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน 8% ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสงครามการค้าสหรัฐฯ ธนาคารทิสโก้ได้ประเมินทางเลือกการลงทุนออกเป็น 3 ทางเลือก ได้แก่ 1.ทางรอดเมื่อโลกแย่ เหมาะลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย และอีก 2 ทางเลือกการลงทุนเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว คือ 1. กำไรไม่แคร์สงครามการค้า และ 2. MEGATRENDS โตดี…ไม่ต้องลุ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบัน ธนาคารทิสโก้แนะนำให้ลูกค้าเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนใน “Global Bond” หรือกองทุนตราสารหนี้โลก ซึ่งเป็นหนึ่งสินทรัพย์การลงทุนที่อยู่ในแนวทาง “ทางรอดเมื่อโลกแย่” ซึ่งจากสถิติพบว่าหากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ตราสารหนี้โลกมีโอกาสสร้างผลตอบแทน 8% ในช่วง 12 เดือน
“การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้ายังมีความไม่แน่นอนสูง หลายประเทศยังไม่มีข้อตกลงการค้าที่ชัดเจน ขณะที่มาตรการระงับการขึ้นภาษีชั่วคราวจะสิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฏาคมนี้ นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ประกอบกับอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Bond Yield) ในปัจจุบันได้ปรับเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนรับอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงไปพร้อมๆ กับรับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหน้าตั๋ว” นายณัฐกฤติกล่าว
ทั้งนี้ ข้อดีของGlobal Bond คือ เป็นสินทรัพย์ทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเนื่องจากกองทุนอาจเลือกลงทุนในตราสารหนี้จากหลากหลายภูมิภาคและสกุลเงิน นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedge) หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงจนเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อของประเทศอื่นที่มีแนวโน้มต่ำกว่าของสหรัฐฯ ทำให้มีช่องว่างในการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายได้มากกว่า
อีกทั้ง หากสถานการณ์การค้าโลกทวีความรุนแรงจนส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย การลงทุนใน Global bond ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอช่วงระหว่างช่วง 6 เดือนก่อนและหลังเกิด Recession โดย 30 ปีที่ผ่านมาดัชนี Global Bond ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6 เดือนก่อน Recession ราว 5% และ 6 เดือนหลัง Recession ราว 3% รวม 12 เดือนเฉลี่ย 8% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนระยะยาวของดัชนี Global bond ที่ให้ผลตอบแทนปีละ 3.3% กว่า 2 เท่า
ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด (Yield-to-maturity) ของดัชนี Global bond ในปัจจุบันยังคงอยู่ที่ราว 3.6% ต่อปี สูงกว่าตราสารหนี้ไทยที่อยู่ที่ 1.7% ต่อปี หรือสูงกว่า 1 เท่าตัวเลยทีเดียว และยังคาดหวังส่วนต่างราคาได้หากดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่างๆ ยังปรับลดลงต่อเนื่อง
นายณัฐกฤติกล่าวอีกว่า สำหรับมุมมองในส่วนของสถานการณ์เศรษฐกิจนั้น หากการเจรจาการค้าไม่คืบหน้าก็มีความเสี่ยงที่อัตราภาษีจะถูกปรับไปอยู่ในระดับสูงอีกครั้งตามประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในหลายประเทศที่ปรับลงมาต่ำกว่า 50 จุด สะท้อนให้เห็นห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรมกำลังแย่ลงและหลายบริษัทแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาษีศุลกากรที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดและภาคธุรกิจอาจชะลอการลงทุนลดการจ้างงานลง นอกจากนี้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนแนวโน้มลดลงจากต้นทุนการนำเข้าที่อาจสูงขึ้น ดังนั้น จึงยังมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะผันผวนได้เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสองออกมาแย่ลงจากผลของภาษีนำเข้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...